วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ไปแอ่วบ้านริมคลอง ณ ลิตเติ้ลแบงคอค กับมิตรภาพนนทบุรีของฉัน 4



บ้านริมคลอง ณ ลิตเติ้ลแบงคอค [บ้านที่มีทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างละหลายอัน]

ถ้าข้าวของในบ้านเป็นสิ่งบ่งบอกว่าเจ้าของบ้านเป็นอย่างไร ฉันบอกไว้เลยว่า "นุ่น" เป็นคนรวย (รวยมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และวันพรุ่งนี้ก็รวย!) นุ่นมีบ้านที่เป็นโฮมโปรขนาดย่อม เพียบพร้อมไปด้วยข้าวเครื่องใช้ที่สะสมทั้งตั้งใจ และไม่ตั้งใจ มีหลายอย่างที่ฉันไปเจอแล้วว๊าวแต่เพื่อนนุ่นเห็นมันเป็นปกติธรรมดา มีอะไรบ้าง มามะ...ฉันจะพาทุกคนกลายร่างเป็นจั๊กกิ้มน้อย แอบเข้าไปสำรวจบ้านนุ่นกัน

เริ่มที่กระเบื้องที่ปูทั้งบนบ้าน ใต้ถุน ลานบ้าน แต่ละจุดมีไม่ต่ำกว่า 3 ลาย เป็นความตื่นตาตื่นใจไม่รู้เบื่ออย่างแรกที่ฉันได้เจอ เมื่อหลงเข้ามาในดินแดนนี้





พักสายตาเถอะนะคนดี เห็นไหมฉันบอกแล้วว่ามีหลายลาย เหมือนเดินบนพรมชั้นดีมีลวดลายละม้ายคลายงานมาสเตอร์พีซปลายฝีแปรงปิกัสโซ่ ชอบลายไหนก็ไปยืนบนลายนั้นได้ 
ฉันถามคุณยายว่าทำไมบ้านนี้มีกระเบื้องหลายลายจังเลย ยายก็บอกเหตุผลว่ากระเบื้องตอนปูแรกๆ มันก็เหมือนกันอยู่ แต่พอผ่านไปหลายปีมมันแตก เสียหาย ครั้นจะมาตามหาลายเก่าเขาก็เลิกผลิตไปแล้ว ก็เลยต้องหาอันใหม่ที่ลายใกล้เคียงกัน (อ่อ ยายหมายถึงลายใกล้เคียงกัน หรือลายกระเบื้องมันวางใกล้เคียงกันนะตอนเลือกซื้อ) แล้วพอซื้อมาบางทีมันเกิน (ซื้อมาเผื่อเบาๆ) ก็เอาไปวางเรียงตรงใต้ถุนให้มันเย็นๆ เดินแล้วสบายเท้า จึงเป็นดังที่เห็นแล

นี่ยังแค่อย่างแรกนะ มาต่อเลยดีกว่า

เราจะพาดูบนบ้านบ้าง

เริ่มตั้งแต่พระเกจิอาจารย์ทั่วฟ้าเมืองไทย ที่มารวมหัวใจอยู่ ณ บางกอกน้อย


(แทบมองไม่เห็นประตูห้องนอนเพื่อนนุ่น ไม่ใช่บานแรกนะ
มุมซ้ายสุดใกล้ตู้เขียว ซอกบนวันที่นั่นแหละ)

คนที่บุญพอดี มีบาปเคลือบนิดหน่อยเห็นยังตกใจ ยกมือพนมแทบไม่ทัน สาธุ...
ไม่ต้องเดาก็คงจะรู้ว่ามุมนี้เป็นของใคร คุณตารูปหล่อของนุ่นที่ตื่นแต่เช้าตรูมาฟังเทศน์จากพระอาจารย์ใน Youtube


กิจกรรมฟังเทศน์ 4.0 จากคุณตาของนุ่น ไม่ต้องลงทะเบียนออนไลน์ 
ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม แค่คุณหลับ 6 โมงเช้าเราจะปลุก

หิวแล้ว เรามาต่อในครัวกัน



ไม่ว่าคุณจะอยู่หลายคนหรือคนเดียว แล้วเกิดมีใครทะเล่อทะล่าเข้ามาที่บ้านก็ไม่ต้องกลัว เขาอาจมีปืนแต่มีแค่ 1 เรามีมีด มีเป็นสิบๆ ด้ามไม่ต้องกลัว หรือเกิดเขาเป็นคนดีเราจะชวนเขาสังสรรค์กันแบบไทยไทย ก็ให้ขนแก้วออกมารินน้ำเก๊กฮวยได้เลย 

ยานพาหนะ ส่ิงที่อำนวยความสะดวกให้เพื่อนนุ่นเดินทางไปไหนมาไหนได้ ก็มีหลายอย่าง อย่างละหลายๆ คัน นุ่นบอกบางครั้งเลือกไม่ถูก 1 คนก็ควบขี่สองคันได้ เริ่มตั้งแต่

ทางบก


เพราะประตูพื้นที่บ้านมันกว้าง กว่าจะเดินไปถึงก็เมื่อยขาพอดี 
นวัตกรรมรถไฟฟ้าฝุ่นจับจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่เราจะขับไปเปิด-ปิดประตู
แม้ในวันที่มันปลดเกษียณแล้ว ก็ยังเป็นราวตากผ้าได้

บรรดาจักรยานสีสัน เอาไว้ปั่นลาดตระเวนในประเทศสุธาสินี

ทางน้ำ
เรือไม้ที่จอดไว้หลังบ้าน เธอจะพายเองหรือจะเอาหางเสือมอเตอร์ไฟฟ้ามาต่อก็ได้ 
นุ่นบอกว่าถ้าไปบ้านญาติก็พายเรือไป (กางเกงเพื่อนแย่งซีนเรือมาก)

และทีเด็ดของบ้านนุ่น ก็คือกองทัพนาฬิกา ที่ไม่ว่าเธอจะอยู่ไหน เงยหน้าขึ้นก็จะเจอกับเข็มสั้นเข็มยาวที่คอยย้ำเตือนอยู่เสมอ นับดูเองละกัน







ฉันเป็นคนไม่ชอบดูนาฬิกาเท่าไหร่ จะใส่เฉพาะนาฬิกาข้อมือ แต่นาฬิกาวงวงที่ติดผนังบ้านอันนั้นฉันไม่มัก 
เมื่อมาบ้านนุ่นที่ทุกส่วนถูกกระชับพื้นที่ไว้ด้วยนาฬิกา ไม่ว่าฉันกำลังกินข้าว นั่งเล่นใต้ถุนบ้าน กระโดดอยู่ในห้องน้ำ โบกมือทักทายผู้โดยสารบนเรือหางยาว ก็ไม่มีตอนไหนที่หางตาจะไม่พลาดเห็นเข็มเวลาเลย
ที่อื่นไม่เท่าไหร่ แต่ในห้องน้ำกดดันมาก คิดดูว่าถ้าต้องรีบไปเดทกับหนุ่มแล้วตำปูปลาร้ากุ้งสดดันทำพิษ เงยหน้าขึ้นมาเจอเข็มนาฬิกาติ๊ก ติ๊ก ฉันคงหน้าเขียวเป็นเดอะ กริ๊นช์

มีอะไรใต้ถุนอีก



อู่ของนุ่น ที่วันนี้แม้จะเข้าไปนอนไม่ได้แต่ก็พักไว้ใต้ถุนบ้าน เพื่อรอหวนคืนวงการอีกครั้ง


พวงมาลัยขวดพลาสติก นวัตกรรมป้องกันผักตบเข้ามาในเขตบ้านแบบไม่ต้องจ้าง Security staff 

เป็นอย่างที่ฉันบอกไหมล่ะ นุ่นไม่ใช่เพื่อนที่รวยทัมดาๆ เดินไปเดินมาบ้านมีสิ่งนั้นสิ่งนี้เยอะจัง 
ขนาดวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ตัวนุ่นไม่อยู่ที่นี่ ก็ยังฝากคำคมใบมีดโกนชุบช็อคโกแล็ตมาบอกว่า

"ถ้าเรามีแฟนเราจะอวดได้แค่วาเลนไทน์วันเดียว แต่ถ้าเรามีเงินเราจะอวดรวยได้ทุกวัน"

เอ๊ารออะไรอยู ปรบมือสิค่ะ!!!


ขอบคุณนุ่นสำหรับการเที่ยวบ้านเพื่อนครั้งนี้ของฉัน ไว้เธอกลับมาเธอไปเที่ยวสันป่าตองบ้านฉันนะ
ฉันจะพาเธอไปกาดงัว ไปเล่นแมวที่วัด ป้อนข้าวให้หลาน ซักผ้าให้ฉัน 
ด้วยรักและคิดถึงเสมอ มิตรภาพจากบ้านริมน้ำคลองบางกอกน้อย สู่มิตรภาพคันคลองชลประทานสันป่าตอง 
รักเธอเสมอ

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ไปแอ่วบ้านริมคลอง ณ ลิตเติ้ลแบงคอค กับมิตรภาพนนทบุรีของฉัน 3

บ้านริมคลอง ณ ลิตเติ้ลแบงคอค [สำรวจบ้าน]

บ้านริมคลองบางกอกน้อยหลังนี้มีอายุราว 100 ปี ได้ แต่ต้นตระกูลนุ่นไม่ได้เป็นเจ้าของแรกซะทีเดียว คุณยายซื้อบ้านและที่ดินมาในตอนที่ต้องการขยับขยายย้ายออกจากตัวเมืองนนทบุรีมาหาบ้านสวนที่สงบกว่า ด้วยการดูแลรักษาบ้านที่ดีมากๆ ทำให้ฉันไม่ได้รู้สึกว่าพื้นไม้ที่ได้สัมผัสเป็นไม้เก่าเลย ทุกอย่างยังคงสะอาด เงาวับ ไม้แผ่นหนาแข็งแรงไม่เก่าตามอายุ และเมื่อพูดถึงการรักษาความดั้งเดิมของบ้านก็มีให้เห็นชัดเจนเช่น ประตู หน้าต่าง และธรณีประตูที่ยังคงรักษาให้เป็นแบบแต่แรกดังเดิมของบ้าน


ฝั่งซ้ายประตูห้องนอนที่ข้างบนเป็นหิ้งพระ อยู่คู่กันกับประตูตู้เสื้อผ้า 
ช่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัว (ลงทั้งตัวไปในคลองเหอะ!) 
แม้จะไม่เหมือนกันแต่ตอนเมาๆ มึนๆ มันต้องมีเปิดผิดปิดถูกกันบ้าง


สลักประตูด้านในหอนอนที่ใช้เหมือนบุพเพสันนิวาส มันจะมีสักครั้งไหมที่เปิดประตูเข้าไปแล้วป๊ะกันกับการะเกด


กลอนประตูที่จับแล้วเหมือนมีมนต์สะกด


ธรณีประตูที่เราต้องก้าวข้ามสูงประมาณครึ่งแข้ง ให้แม่หญิงสุธาสินีเดินนำเข้าหอนอน อิฉันเดินตามเจ้าค่ะ

หน้าต่างบานพับที่เอาไว้รับลม อันนี้อยู่ที่ห้องนอนแม่ณี

นี่เป็นเพียงบางส่วนที่ฉันได้เดินสำรวจตอนกลางคืนเท่านั้น ตอนเช้ายังมีอะไรให้ฉันได้สำรวจอีกมากเลยออมพลังไว้ และกลับไปชาร์จแบตกล้อง

............................................................

ฉันตื่นแต่เช้าด้วยเสียงเรือหางยาวที่ผ่านหน้าบ้าน แม้ว่าที่นี่จะไม่มีเสียงรถราวิ่งผ่านไปมาแต่ก็ยังมีเสียงเรือที่เราได้ยินก่อนเห็นลำเรือเสียอีก แล้วพอเรือผ่านไปก็ยังตามมาด้วยเสียงคลื่นระทบริมตลิ่งบ้าน ในตอนเช้าที่เรือเริ่มวิ่งออกไปรับลูกค้าหลายๆ ลำ ฉันจึงไม่สามารถหลับตาต่อก็เลยลืมตาตื่น เป็นอันว่าฉันตื่นเช้าไปโดยปริยาย

เดินออกมาข้างนอกตอนนี้ผู้ใหญ่ในบ้านก็ตื่นมากันหมดแล้ว แม่ณีทำอาหารเช้า คุณตาเปิดบทสวดมนต์จากโทรศัพท์ต่อเข้ากับลำโพงอยู่ศาลาริมน้ำ คุณยายเดินไปอาบน้ำ นุ่นและน้องๆ ยังไม่ตื่น และไม่น่าจะตื่นในเร็วๆ นี้ ฉันจึงออกไปสำรวจบ้านคนเดียว การมีสวนอยู่รอบๆ ทำให้อากาศเย็นสบาย ฉันเดินลัดไปมาจนถึงประตูหน้าบ้าน ก็เจอกับผู้มาเยือน


(ฉันไม่แน่ใจว่านี่เป็นสมาชิกบ้านนี้รึเปล่า เลยถ่ายรูปไปให้ตาดู 
ก็เป็นลูกน้องของนุ่นที่ออกไปโต้รุ่งมาจริงๆ นั่นแหละ เลยได้ไปเปิดประตูให้)


สมุนของนุ่นมีด้วยกันประมาณ 5 ตัว คิดว่าว่ายน้ำได้ทุกตัว นุ่นยังเคยเล่าให้ฟังว่าสมุนของเธอก็เคยมีเรื่องกับตัวเงินตัวทองมาแล้ว ลงไปฟัดกันในน้ำแบบไม่มีใครยอมใคร บางครั้งตอนที่นั่งเล่นอยู่ได้ยินเสียงหมาบ้านอื่นเห่ากัน หูทั้ง 5 คู่ก็จะตั้ง ถ้าเป็นบ้านฉันพวกลูกน้องฉันไม่รอหูตั้งหรอกนะ เขาจะพากันวิ่งไปจุดเกิดเหตุ อย่างห้าวหาญ อะไรไม่รู้กุไปก่อน แต่ไม่เหมือนกันกับที่นี่ ถึงได้ยินแต่ต้องอดใจ หยุดคิดว่าคุ้มไหมถ้าว่ายน้ำไปหา อึดอัดจริง!

นอกจากน้องหมาแล้วนุ่นยังมีสมุนที่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์อีกด้วยนะ
ให้เรียกว่า ชลลี่ เจนนี่ จีโน่ มะเขือ หอมแดง กระปุก และอุ๋งอิ๋ง


ไว้มาต่อกันอีก ด้วยเรื่องราวของสะสมบ้านนุ่น 





วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562

ไปแอ่วบ้านริมคลอง ณ ลิตเติ้ลแบงคอค กับมิตรภาพนนทบุรีของฉัน 2

บ้านริมคลอง ณ ลิตเติ้ลแบงคอค [อาหารการกินและวัตถุดิบ]

เรามาถึงท่าเรือประมาณ 1 ทุ่ม นุ่นดูแลฉันดีมาตลอด หันมาถามบ่อยๆ ว่าฉันอยากอ้วกไหม เพราะก่อนหน้านี้ฉันเคยขึ้นเรือแล้วเวียนหัวจนเกือบแจกอาหารปลากลางเจ้าพระยามาแล้ว แต่วันนี้ได้นั่งใกล้คนขับมีลมปะทะหน้าตลอดเวลาจึงรู้สึกดีขึ้นกว่าวันก่อนและฉันก็ไม่เมาเรือเลย แต่หิวข้าวววว...

เย็นนี้คุณตาของนุ่นมารอรับเราเข้าบ้าน จากถนนใหญ่ที่รถกันวิ่งวุ่นวายพอรถเลี้ยวเข้าซอยบ้านนุ่นทุกอย่างก็เงียบสงบ สองข้างทางเป็นสวนคั่นด้วยบ้านเป็นระยะ ไม่มีไฟเพราะเป็นถนนส่วนบุคคลยังไม่ได้ยกให้เป็นถนนสาธารณะ ตอนเย็นหลังจากทำงานแล้วชาวสวนก็เข้าบ้านไม่ได้ออกไปไหน ความสว่างจึงไม่จำเป็นมากนักในตอนกลางคืน นุ่นเคยเล่าว่าทางเข้าบ้านเธอค่อนข้างมืดและลึก จนรถแท็กซี่ไม่กล้าเข้าไปส่งเพราะกลัวจะถูกชิงทรัพย์และนุ่นเองก็กลัวแท็กซี่ ต่างคนก็ต่างกลัวเลยต้องให้ที่บ้านออกมารับหน้าซอย

อาหารไทยมื้อแรกที่บ้านริมคลองบางกอกน้อย

พอเรามาถึงหลังจากเอาของเข้าไว้ในห้องแล้วนุ่นก็แนะนำให้ฉันรู้จักกับสมาชิกครอบครัวเธอคุณตา คุณย่า คุณแม่ คุณแม่ณีที่ดูแลนุ่นตั้งแต่ตัวเล็กๆ น้องชาย ลูกพี่ลูกน้อง และบรรดาลูกสมุนของเธออีก 5 ตัว หลังจากเอากระเป๋าเก็บเข้าห้องเรียบร้อยแล้วที่บ้านก็ต้อนรับเราด้วยอาหารมื้อใหญ่มีทั้งทะเลทอดกระเทียม ต้มยำกุ้งน้ำใส ปลาสลิดทอด หมูฝอย และเมนูผัดอีก 1 จาน กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก และฉันคิดได้ว่าเวลาเราไปกินข้าวกันนุ่นคงจะคิดถึงอาหารที่บริบูรณ์พร้อมกว่าที่บ้านของเธอ และแน่นอนว่าการไปเรียนต่อครั้งนี้เธอคงจะคิดถึงอาหารไทยจนน้ำตาไหลหลั่งแข่งกับคลองบางกอกน้อยแน่ๆ

นุ่นตักกุ้งใส่จานฉัน "กุ้งตัวโตสุดให้กาแฟ ให้คนเดียว ไม่แบ่งใคร" (เสียงอาม่าเลือดข้น คนจาง)

มื้อเช้าที่มีไก่ทอดเกลือ กุ้งนึ่ง ผัดหนวดมังกรเพิ่มเข้ามา บร๊ะ! ฉันล่ะอิ่มเอมมาก


มันกุ้งที่เราชอบเหมือนกัน จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู๊ดสูตรเด็ดของแม่ณี 
ที่ฉันแนะนำให้นุ่นเอาสูตรนี้ไปทำขายเมืองนอก

ระหว่างที่เรากินข้าว คุณตาจิบน้ำยอดข้าวหมักยีสต์สีเหลืองดูชุ่มคอ ยายก็เล่าให้เราฟังว่าสมัยก่อนที่คลองบางกอกน้อยน้ำใสมากมีปลามีกุ้งตัวโตๆ เยอะแยะเต็มไปหมด เราสามารถตกกุ้งได้จากริมแม่น้ำแล้วเอามาปรุงอาหารได้เลย ยายกินมานานหลายสิบปีจนป่านนี้ก็เบื่อไปแล้ว ระหว่างที่ฟังยายเล่าฉันก็มองที่นิ้วมือเปื้อนมันกุ้งของนุ่นไปด้วยแล้วก็คิดว่าเราสองคนจะมีวันที่เบื่อกุ้งไหมนะ คิดเรื่องนี้แล้วก็ มองหาหนทางยากเย็นเหลือเกิน มันอร่อยนี่นา หอมด้วย

หลังจากรอก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นนาน เป็นว่าวันนี้เขาไม่มา แม่ณีเลยผัดหมี่ให้เรากินเป็นอาหารกลางวัน
กินริมน้ำอร่อยมาก แม่ณีว่าคราวหลังจะขอเบอร์เขาไว้เราจะได้ไม่รอเก้อ

วัตถุดิบอาหารของบ้านนุ่นนอกจากจะซื้อมาจากตลาดสดหรือซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้านแล้ว เธอก็ยังสามารถเดินช็อปรอบรัวบ้านได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้นมะม่วง ฝรั่ง กะเพรา มะม่วงหาวมะนาวโห่ ต้นกล้วย ฯลฯ ทุกอย่างมีเยอะไปหมดจนเอาไปฝากร้านขายของชำในหมู่บ้านได้ ฉันได้มีโอกาสเอาผลไม้ไปส่งร้านของชำครั้งหนึ่ง พอตอนกลับคนขายอาหารตามสั่งก็ตะโกนสั่งใบกะเพรากับนุ่น บ้านนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

ฝรั่ง 2 ต้นที่หุ้มผลไว้อย่างดี

กล้วยและมะม่วงที่ตัดมาจากสวนของเธอ

ปิดท้ายด้วยภาพคืนแรก ที่บันไดศาลาบ้านริมน้ำคลองบางกอกน้อย
โพสต์ถัดไปพบกับการสำรวจบ้านคลองบางกอกน้อยที่ยืนยงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

ฉันไม่ชินกับการใส่สลิปเปอร์บนบ้านไม้ยิ่งนัก




วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

ไปแอ่วบ้านริมคลอง ณ ลิตเติ้ลแบงคอค กับมิตรภาพนนทบุรีของฉัน

บ้านริมคลอง ณ ลิตเติ้ลแบงคอค

ฉันหายจากการเล่าเรื่องไปเป็นปี กลับมาคราวนี้ฉันมาพร้อมกับเรื่องราวใหม่ ณ บ้านริมคลองบางกอกน้อย หรือที่ฉันเรียกว่าลิตเติ้ลแบงคอคนั่นเอง 

หลังจากเล่าเรื่องทริปอุบลกับน้องหน้ามลชื่อศิวพรตั้งแต่ปีก่อนโน้น ฉันก็ไม่ได้กลับมาเขียนอะไรในบล็อกสักเท่าไหร่ นอกจากรวบรวมเรื่องเล่าเผาเพื่อนจาก Facebook หรือเขียนเก็บตกสิ่งที่พบเห็น แต่ก็แค่ดราฟไว้เท่านั้น แต่กับเรื่องบ้านริมคลองบางกอกน้อยนี้ แม้ฉันจะยุ่งกับงานสักเท่าใดก็ยังต้องหาเวลาว่างมาเขียนจนได้ เอาไว้เป็นของขวัญที่เพื่อนจากบางกอกน้อยจะต้องไปเรียนต่อไกลแสนไกล เผื่อวันไหนเธอคิดถึงบ้านขึ้นมา ก็กลับมาอ่านเรื่องเล่าของฉันได้

(ท่าเรือสี่พระยา เดินผ่านตรงนี้ทีไรเธอก็จะบอกว่าคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านแล้ว นี่มันเพิ่งจะพักกินข้าว!)

มิตรภาพแห่งคลองบางกอกน้อยของฉันชื่อว่า "นุ่น" ก่อนหน้านี้เป็นเพื่อนร่วมงาน แต่พอได้รู้จักกันดีฉันก็ยกตำแหน่งนักจิตวิทยาส่วนตัวของฉันให้นุ่นไป เพราะนุ่นรับฟังฉัน ตั้งใจฟังเรื่องเล่าจากฉัน และบางครั้งก็สอนให้ฉันเข้าใจ และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ฉันจะไม่ทำตาม ก็ตาม (นุ่นบอกว่าเธอเป็นคนชอบฟัง ฟังแล้วคิดวิเคราะห์)

สำหรับ "บางกอกน้อย" ชื่อนี้ฉันรู้จักจากเรื่อง คู่กรรม เป็นที่ที่คุณพี่โกโบริไปนอนคุยกับรากมะม่วงก่อนจะไปรอฉันที่ทางช้างเผือก แล้วฉันมารู้ทีหลังจากนุ่นว่าบ้านของเธออยู่ที่นี่และเป็นบ้านแบบริมคลองตามที่เราเห็นในวีดีโอโฆษณาการท่องเที่ยว ที่มีเด็กกระโดดเล่นน้ำจากศาลา อาบน้ำในตอนเย็น ซักผ้า และเดินทางไปไหนมาไหนโดยเรือพาย หรือเรือหางยาว

ฉันมาจากเชียงใหม่บ้านของฉันไม่ได้อยู่ใกล้น้ำแม่ปิง มีเพียงคลองชลประทานที่น้ำจากเหนือจะไหลมาให้เราปันใส่ไร่นาได้ การเดินทางเราใช้ถนน หนทางในหมู่บ้าน ไม่เคยนั่งเรือเลย ดังนั้นเมื่อตอนเด็กที่ฉันปั่นจักรยานไปโรงเรียนของฉัน นุ่นก็นั่งเรือหางยาวไปโรงเรียนของเธอ นุ่นพายเรือไปบ้านทวด แต่ฉันนั่งรถเหลือง (คล้ายรถแดง) ไปบ้านแม่อุ้ยหม่อนฉัน ไปรษณีย์เอาจดหมายมาส่งก็บีบแตรรถเรียกฉัน แต่ของนุ่นเป็นพายเรือแล้วเทียบที่ศาลาก่อนเป่านกหวีดเรียกเธอ รถไอติม พระบิณฑบาตร ร้านก๋วยเตี๋ยว เทศบาลเก็บขยะ แม่ค้าขายผลไม้เสียงตามสาย ทุกอย่างในเวอร์ชั่นของนุ่นจะเป็นเรือทั้งหมด ขณะที่ของฉันเป็นการเดินเท้า รถติดพ่วงข้าง รถยนต์ขายผลไม้เสียงตามสายที่ประกาศไม่รู้เรื่อง รถขนขยะคันใหญ่เหม็นๆ หรือร้านก๋วยเตี๋ยวริมทาง

(ค่าเดินทางคุ้มมาก 15 บาท ได้นั่งเรือเป็นชั่วโมงเลย)

ตอนหน้าเราจะมาพูดถึงอาหารการกิน สิ่งละอันพันละน้อยที่ฉันพบเห็นจากบ้านสวนริมคลองบางกอกน้อยของนุ่น




วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สวนสนุกในความเป็นจริง

สวนสนุกในความเป็นจริง

     ตั้งแต่มาทำงานอยู่กรุงเทพฯ ฉันก็หมายมาดในใจว่า "คราวนี้แหละ ถึงวันว่างเมื่อไหร่ฉันจะไปเที่ยวสวนสนุกจนเบื่อเลย ฮุ้ยช์" แต่ผ่านมาจนครบปีฉันก็ยังไปได้แค่ 2 ที่ และที่ละครั้งเท่านั้น  ที่แรกเป็นสวนสนุกแบบเด็กๆ ส่วนที่ที่สองเป็นสวนสนุกที่มีสวนน้ำด้วย แล้วที่จะเล่าต่อไปนี้ก็คือสวนสนุกแบบที่สองนี่แหละ




     เริ่มจากการซื้อตั๋วสวนสนุก เราโชคดีที่ตอนนั้นมีโปรโมชั่นเลยได้ราคาถูกลงมาเกือบครึ่ง (แต่ฉันก็พอรู้ว่าโปรของสวนสนุกมีบ่อยมากไม่ว่าจะเป็นวันพ่อ วันแม่ วันเด็ก วันคนแก่ เปิดเทอม ปิดเทอม แทบนับวันไม่มีโปรได้ และราคาจองออนไลน์ก็ประมาณนี้เสมอ ควรดีใจอยู่ไหม
     เราโอนเงินก่อน แล้วปริ้นส์ตั๋วไปแสดงที่หน้าทางเข้าเจ้าหน้าที่ให้คูปองอาหารมาสองสามใบแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี

     พอเข้าเกทสวนสนุกเพื่อนก็ให้สิทธิ์ฉันเลือกก่อน แน่นอนว่าฉันเลือก "ม้่าหมุนสองชั้น" เครื่องเล่นที่ค้างคาใจมาตั้งแต่เด็ก มันอยู่ใน MV เพลงมากมาย และดูโรแมนติกเป็นที่สุด ฉันเคยขึ้นแต่ม้าหมุนงานวัดก็ต้องอยากลิ้มลองสักครั้งให้รู้ว่ามันเป็นยังไง พอขึ้นไปแล้วก็ได้รู้ว่าที่ฉันขึ้นมามันคงเป็นม้าที่ทั้งเหนื่อยทั้งแก่ มันถึงได้หมุนในระดับที่ลงเดินยังเร็วกว่า (ทำไมตอนดูใน MV เพลง มันหมุนเร๋็วดูเพลินดีจังวุ้ย) จนฉันต้องขอโทษขอโพยเพื่อนที่หน้าเริ่มงอเป็นปลายทัพพี และถามตัวเองว่า "ฉันมาเสียเวลาอะไรกับม้าหมุนนี่นะ"

     จบจากม้าหมุนพร้อมกับดอกไม้ที่เพื่อนมอบให้ฉันรัวๆ 
     "เป็นไงหละม้าหมุนของมรึง พอละนะอีเครื่องอะไรเนี่ย เสียเวลา_ัส ต่อจากนี้เล่นอะไรที่มันสะใจ สมอายุหน่อยเหอะ"




     แล้วเราก็ไปรถไฟเหาะ
     ถึงแม้ฉันจะเคยขึ้นรถไฟเหาะมาแล้วบ้าง แต่เมื่อถึงตอนที่รถไฟเตรียมพุ่งเมื่อไหร่ก็อดใจไม่ไหวเรียกพ่อแก้วแม่แก้วทุกที ฉันเกร็งคอ หลับตา พร้อมกับกรี๊ดประสานเสียงกลุ่มเด็กเสื้อชมพูที่มาทัศนศึกษาด้วย จะไม่ให้เรียกพ่อแก้วแม่แก้วคงไม่ไหวตอนนั้นเพื่อนรักฉันรีบพุ่งไปจองที่นั่งแถวหน้า ฉันไม่ตาย_่า ก็บุญแค่ไหน

     ลงจากรถไฟเหาะมาเพื่อนถามว่าฉันกลัวอะไร "กลัวน๊อตหลุด น๊อตตรงไหนหลุดไม่ว่า น๊อตตรงฮาห้ามหลุด" มันเป็นความระแวงที่ทำให้ความหวาดเสียวเพิ่มขึ้นจนกลัววิญญาณหลุดออกจากที่นั่ง

     เราไปต่อที่จานหมุนดิสโก้ ฉันเคยเห็นแต่ในคลิปเกมส์โชว์เกาหลีที่เอาคนมาแกล้ง แล้วนั่งดูจนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง พอขึ้นไปนั่งจานเริ่มหมุนเป็นจังหวะ ฉันก็จับขอบจานไว้มั่นมือ แต่สังเกตว่ามีคนหนึ่งปล่อยมือแล้วเอาแต่กดโทรศัพท์แต่ก็ไม่ยักจะตกเลยสักที่ พอหมุนหลายรอบฉันก็จับตังหวะโยกได้ เลยลองปล่อยมือบ้าง ก็ไม่หลุดออกจากที่นั่งจริงแฮะ สุดท้ายเมื่อรู้ความลับมันก็ไม่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป 




     เดินไปใกล้ๆ กันมีเครื่องหมุนที่เป็นหนวดปลาหมึกกำลังเรียกคนขึ้นพอดี เราเลยรีบขึ้นไปนั่งให้ทันรอบด้วย ผลออกมาคือปลาหมึกทำเพื่อนฉันแทบอ้วกพุ่ง (อันที่จริงนางไปดื่มมาเมื่อคืนเป็นต้นทุน) ส่วนฉันก็ได้ความรู้สึกโลกหมุนมาเป็นของแถม

     เรานั่งพักกันแป๊บนึ๊ง พร้อมกับยำมาม่าที่ราคากับปริมาณแปรผกผันกันอย่างชัดเจน และกินไปก็ไม่ช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ เราเลยซื้อน้ำแข็งใสมาแบ่งกันกินถ้วยนึ๊ง ใส่ปากเข้าไปคำแรกจึงได้สัมผัสถึงความรู้สึกของผู้รอดชีวิตที่แท้ทรู




     พอกันทีกับเครื่องเล่นทั้งหลายแหล่ ฉันกับเพื่อนเราเห็นพ้องกันว่าบ่ายที่ร้อนตับแตกอย่างนี้เราจะไม่เอาก้นไปนาบเครื่องเล่นใดๆ อีก ถึงเวลาแล้วที่จะลงเล่นน้ำได้เสียที

     น่าเสียดายแบบสุด ที่ฉันดันมีประจำเดือนช่วงนี้
     มีเมื่อไหร่ไม่มี มามีตอนวันจองตั๋ว จองตอนเที่ยง ตอนเย็นมาเลย มันแกล้งกันชัดๆ

     ฉันนั่งแห้งๆ บางครั้งก็ถ่ายรูปให้เพื่อน ส่วนใหญ่ฉันนอนเปื่อยอยู่ใกล้สระ ฉันถามตัวเองแทบทุกนาทีว่า "กุมาทัมอัลลัยที่นี่ว๊าาา"  อากาศร้อน ร้อนจนฉันเริ่มเดือดดาลข้างใน เล่นน้ำก็ไม่ได้ ลมจะพัดก็ไม่มี นี่มันวันตากปลาหมึกแห้งแห่งชาติรึไงนะ
     
     มองออกไปเหนือจากวิวทะเลเทียม ไกลๆ นั่น ฉันเห็นตึกคูหาสามชั้นอยู่อีกฝั่งถนน 
     แล้วก็มาคิดในใจว่าสวนสนุกก็ไม่ทำให้เราได้หลุดออกไปจากโลกความเป็นจริงซะทีเดียว
     ตรงนี้ความฝัน...ตรงนั้นความจริง (แหม่ มาเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน)

     เล่นไปสักแป๊บนึ๊งเพื่อนก็ชวนฉันไปนั่งเครื่องล่องซุงแก้เบื่อ แต่ดูสภาพแล้ว ตอนซุงมันพุ่งลงสระน้ำยังไงๆ ก็เปียกแน่ไม่ต้องสงสัย ฉันเลยขอบาย และมานั่งเก็บภาพสวยๆ ให้เพื่อนใกล้ทางออกแทน

     จบเกมส์เพื่อนก็เม้าท์ให้ฟัง 
     "หุ้ยคือมึง ตอนซุงมันขึ้นไปสูงๆ อะนะ กุเหลือบดูข้างล่าง เห็นซากซุงเก่าที่เค้าทิ้งแล้วมันกองอยู่ข้างล่างสยองมากมึง" 
     "อ่าว แต่เห็นเธอยิ้มแย้มดีนะ นึกว่าสนุก"
     "โหยมึงข้างในซุงที่กุนั่งนะ เหม็นเยี่ยวสุด ไม่รู้มันหวาดเสียวเยี่ยวเล็ดหรืออะไร แต่รู้ว่ามึงรอถ่ายรูปกุก็ต้องยิ้มไง"

     คิดว่าโชคดีขนาดไหนที่ฉันไม่ลงเล่นเครื่องนั้น




     เพื่อนขอตัวไปเล่นสไลด์เดอร์อีกครั้ง ขณะที่ฟ้าเริ่มมืด และมีลมพัดแรง
     ฉันเข้าใจละ ว่าทำไมมันร้อนอบอ้าว ตับแลบมาค่อนวันอย่างนี้ 
     ฟ้าร้อง ท้องฟ้าดำ ลมแรง เม็ดฝนหยอดนิดหน่อย อะห๋อยย นี่มันเค้าพายุมาแล้วชัดๆ

     ยังมีเวลาอีกจิ๊ดหนึ่ง เหลือเครื่องเล่นที่เราเก็บไว้ปิดท้ายอีกอย่างคือเครื่องที่นั่งห้อยแล้วมันจะเหวี่ยงเราไปตามรางเหมือนรถไฟเหาะ

     บรรยากาศรอบตัวตอนนั้น ถึงแม้จะมีเวลา แต่ฟ้ามืดที่เคลื่อนมาไม่น่าไว้ใจเลย ฉันกับเพื่อนรีบวิ่งไปหมายจะต่อแถวเล่น ทั้งที่ความจริงฉันถอดใจตั้งแต่มองไม่เห็นใครอยู่สักคนแล้ว ฟ้ามืดยิ่งกว่าเดิม ลมแรงกว่าเก่า คนหายหมดเหลือแต่เรา เหมือนเราอยู่ในสวนสนุกร้างอย่างนั้น 

     แต่เพื่อนก็ไม่ถอดใจ พาฉันวิ่งไปถามเจ้าหน้าที่ว่ายังเล่นได้อยู่ไหม
     "ตอนนี้เครื่องเล่นภาคสนามปิดให้บริการทุกเครื่องจนกว่าฝนจะหยุดตกครับ ต้องขออภัยด้วยนะครับ"
     โอ้ เทวดา นางฟ้ามาโปรด ดีแค่ไหนที่ฉันไม่ต้องไปหวาดเสียวใจอยู่กลางอากาศ

เราวิ่งไปหลบฝนในโรงเครื่องเล่นเด็ก พร้อมกับฝนที่ตกหนักและเม็ดใหญ่มาก
ยังพอมีเครื่องเล่นบางเครื่องเปิดให้เล่นอยู่ เราไปนั่งแก้เบื่อกันนิดหน่อย แต่หลายรอบไม่ไหวเมาหัวเกิน

     สรุปแล้ววันนี้เป็นวันเล่นสนุกยังไม่สุด รู้สึกเหมือนเรียนไม่จบ จีบแล้วไม่ติด ผิดยังไม่แก้ 
     เพราะทริปเล่นน้ำวี๊ดว๊ายที่วาดหวัง ดันมาถูกยั้งเพราะประจำเดือน 
     ตอนนี้ฉันกำลังโหยหาทริปสนุกครั้งใหม่ รอไว้แก้มือในครั้งนี้




ปล.
1. ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป เพราะมึนหัว และหมดอารมณ์ยกกล้องเข้าๆ ออกๆ

2. ไม่ได้เล่าตอนที่นั่งเรือเข้าหมู่บ้านคนแอฟริกา ด้วยกลิ่นเหม็นน้ำมันเรือเราจึงใกล้อ้วกพุ่งเต็มที กะจะไปนั่งชิลๆ บนเรือ กลายเป็นว่าต้องภาวนาให้ครบรอบเร็วๆ มองไปข้างนอกเรือจะชมวิวสักหน่อยก็เจอเข้ากับหุ่นสัตว์แต่ละตัวที่น่ากลัวมิใช่น้อย เพื่อนบอกว่าถ้าเด็กที่มาเรือลำเดียวกับเราร้องไห้ก็ไม่ต้องสงสัยถึงสาเหตุเลย

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อุบล" ดินแดนนี้...เป็นราชธานีดีต่อใจ : เที่ยวท่องไปในอุบล


มาถึงอุบลแล้วก็ยังไม่ได้เล่าถึงทริปแว้นในอุบลกับเพื่อนตัวน้อย 150 ซม. สักที
จริงแล้วเราไปเที่ยวกันตั้งแต่วันที่ 2 ที่ฉันมาถึงอุบล กับเพื่อนสาวอีกสามคนที่รู้จักกันตอนฝึกงานสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง แต่ฉันเลือกเอามาเขียนเป็นเรื่องสุดท้ายเพราะผ่านมาหลายเดือนความทรงจำฉันไม่ปะติดปะต่อแล้ว ต้องคอยกลับไปดูรูป แล้วไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตอีกที่ว่าที่ไหนชื่อว่าอะไร 

จำได้ว่า...

สถานีที่ 1 : ศิวพรเริ่มทริปของเราที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร (ฉันค้นชื่อวัดจากคลิปให้อาหารปลา) วัดริมแม่น้ำมูลที่คั่นกลางระหว่างอ.วารินชำราบ และอ.เมือง เมื่อถึงวัดเราก็พากันเลือกซื้อขนมปังคนละถุง ฉันเลือกเอาก้อนสีชมพูแต่จริงแล้วปลามันก็ไม่รู้หรอกว่ากินขนมปังสีอะไร ไผจะแคร์ มีแต่ฉันนี่แหละเลือกมากแล้วก็ไม่ใช่จะได้กิน 

นอกจากปลาที่เยอะแล้ว ก็ยังมีนกพิราบที่เกาะอยู่ตามราวในโป๊ะ พากันบินว่อนไปมา และบางทีเราก็ต้องระวังขี้นกจะหล่นใส่หัวด้วย ถึงตอนนี้ฉันอยากเอาขนมปังมาฉีกให้ทั้งปลาทั้งนกสักหนึ่งลำรถพ่วงสิบแปดล้อ มันสนุกจริงๆ นะ ปลาก็มอง นกก็จ้อง แล้วใจเราก็อยากโยนให้มันทั่วๆ เผลอแป๊บเดียวขนมปังก็หมดก้อนแล้วเราก็จะอยากซื้ออีกๆ ที่แม่ค้าขายดีก็เพราะแบบนี้แหละ  









พอขนมปังหมด และเริ่มร้อนรนจนทนไม่ไหวเลยพากันไปไหว้พระในศาลาธรรมที่อยู่ใกล้กัน  พอก้าวเดินเข้าไปในศาลาก็มีลมพัดมาค่อยๆ เบาๆ ฉันเย็นสบายจนคิดอยากหลับตาลงพักสักงีบในนี้ สามารถขึ้นแคปชั่นว่าหนีร้อนมาพึ่งเย็นได้จริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเล่าให้ออกธรรมะธรรมโมอะไรนะ แต่ในนี้มันเย็นด้วยลม ด้วยหลังคา และความเงียบจริงๆ เงียบจนได้ยินเสียงพยาธิในท้องฉันร้องดัง


สถานีที่ 2 : ให้อาหารปลากเสร็จแล้วก็มาต่อด้วยการกินอาหารคนบ้าง ศิวพรพาฉันมาร้านอาหารเวียดนามเจ้าประจำเพื่อเติมพลังก่อนจะเริ่มเที่ยว ด้วยความเป็นแก็งค์เพื่อนสาวมันก็จะมีความกินผักกินไม้ สั่งเมนูอะไรมาก็ราวกับว่าเป็นไดโนเสาร์กลุ่มเฮอร์บิวอร์ (กินพืช) โดยลืมคิดไปว่าผักเดี๋ยวพอมันย่อยเราก็จะหิวอีก แถมมิสชั่นของวันนี้คือการตะลอนไปทั่วเมือง ตอนกินยังไม่ได้คิดเพราะจุกผัก แต่เดี๋ยวผ่านไปสักชั่วโมงเราก็คงหิวโดยพร้อมเพรียงกัน






สถานีที่ 3 : เมื่อพูดถึงอุบลราชธานี สำหรับฉันสิ่งแรกๆ ที่จะคิดถึงก็คือประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่อลังการ ด้วยการประดับประดาต้นเทียนแล้วแห่เข้าวัดเพื่อทำพิธีทางศาสนา  แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้มาช่วงเทศกาล แต่ศิวพรก็ไม่ทำให้การมาอุบลครั้งนี้เสียเทียว เธอพาฉันมาที่วัดพระธาตุหนองบัวเพื่อดูต้นเทียนใหญ่ที่ใช้ในขบวนแห่เทียนเข้าพรรษา  ที่ฉันอยากเห็นก็เพราะฉันสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับต้นเทียนไม่ว่าจะเป็น 

เทียนละลายไหม 

ขี้ผึ้งที่เอามาทำก็ไม่ใช่น้อยแล้วมันจะไม่หนักจนเคลื่อนไม่ไหวเหรอ 

รถแห่เทียนจริงๆในขบวนจะใหญ่ขนาดไหนกันนะ 

พอเสร็จงานแล้วหลอมเก็บไว้หรือ ปล่อยไว้แบบนั้น

ถ้าเก็บไว้แล้วเก็บยังไงหละ



















และเมื่อฉันได้มาเห็นรถแห่เทียนของจริงแล้วก็ได้คำตอบที่สงสัยมานาน
อย่างแรกคือพอแห่เสร็จแล้วเทียนไม่ได้ถูกหลอม เขาจะเอารถแห่เทียนมาเก็บไว้ในโรงขนาดใหญ่ที่มีหลังคาและผนังเรียบร้อย แต่ด้วยอากาศที่ร้อนก็ทำให้เทียนละลายหยดตามพื้นบ้างแต่ไม่ถึงกับเหลวเป็นโกโก้ครั้นช์ ของตกแต่งบางอย่างที่เป็นรายละเอียดเล็กน้อยจะถูกแกะออกไปเพื่อหลอมและแกะใหม่เมื่อใกล้ถึงเทศกาลโดยทุกคนสามารถไปช่วยกันแกะสลักเทียนได้  โครงที่อยู่บนรถไม่ได้เป็นเทียนทั้งหมดเมื่อสังเกตจากจุดที่เทียนละลายออกไปแล้วข้างในจะมีโครงซึ่งเป็นวัสดุอื่นอยู่ และตัวหุ่นเทวดาก็คล้ายกับเป็นปูนปั้นข้างในแล้วมีเทียนเคลือบไว้ด้านนอกเพื่อไม่ให้น้ำหนักรถมากเกินไป และเมื่อถามว่ารถแห่เทียนใหญ่ไหมตอบได้เลยว่าใหญ่มากกกก..กก.ก





เสร็จจากการดูรถแห่เทียนที่อลังการแล้ว เราก็เข้าไปไหว้พระในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อก้าวเข้าไปเป็นครั้งแรก ฉันก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ เพราะทุกอย่างในพระธาตุเจดีย์เป็นสีทองสะท้อนเงาวับจับตามาก ฉันไม่รู้ว่าจะบรรยายความเลื่อมทองได้อย่างไร เอาเป็นว่าเรียกร้านทองเยาวราชให้เอาทองมากองกันยังไม่เท่าความทองในองค์พระธาตุนี้ ใครมาอุบลทั้งทีไม่มาวัดนี้ฉันว่าเธอพลาด ฉันเข้าไปกราบพระ และเดินชมในวัดกับเพื่อนเล็กน้อยก่อนจะเดินทางต่อ  ถึงตอนนี้ฉันกลับมาค้นข้อมูลวัดก็พบความพิเศษของพระธาตุเจดีย์ว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 โดยได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2512 รวมแล้วใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 12 ปี

สถานีที่ 4 : พักทริปสายบุญมาเที่ยวสถานที่ฮอตฮิท ที่ HOT จริงๆ เมื่อดูจากเหงื่อบนแผ่นหลังของหนุ่มสาวชาวอุบลกันบ้างที่ "อุบลสแควร์" 

เราแว้นมาถึงตอนบ่ายแก่ๆ ที่นี่คล้ายกับคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ของตกแต่งแฟชั่น ลานเบียร์เพลงเพราะๆ และกิจกรรมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในทุกๆ เดือน แต่ตอนนี้ที่เรามาพ่อค้าแม่ค้ากำลังตั้งร้าน เราเลยไปหลบร้อนในร้านขนมเล็กๆ ก่อนจะออกมาเดินเที่ยว ถ่ายรูปเล่น และไปยังสถานีสุดท้าย

สถานีที่ 5 : ศิวพรและผองเพื่อนพาฉันมาปิดท้ายที่ถนนคนเดินทุ่งศรีเมืองอุบลราชธานี ที่ใกล้กับเสาหลักเมืองติดกับสวนสาธารณะที่มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย เราเดินหาของกินของฝากกันไปเรื่อยๆ ฉันได้แมลงทอดกินรองท้องเป็นอาหารเย็น ศิวพรดูตระกร้าสานจะซื้อไปฝากอาจารย์ เพื่อนคนอื่นๆ ก็ดูเสื้อผ้าน่ารักๆ เราเดินกันไม่นานก็เห็นพ้องต้องกันว่าอยากกลับไปพักผ่อนมากกว่า จึงยุติการเดินเล่นไว้เพียงเท่านั้น และจบทริปเมืองอุบลในหนึ่งวันไว้เพียงเท่านี้









ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูลค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=iFEforO16XE วัดสุปัฏนารามวรวิหาร
https://pantip.com/topic/34023176 วัดพระธาตุหนองบัว