วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อะโลน ละ ละ ลา เลียบหาดพัทยา.. กับ ลม ฝน ฟ้า ที่ทำฉันหวั่นไหว เล่าถึง ธุรกิจค้าเนื้อสด!!!


ไม่รู้ว่า...

             น้ำทะเลพัทยา 

                         กระเป๋าตังค์ฉัน  
  
                                  เหงื่อที่ไหลมาถึงข้างหูแถมเปียกอยู่เต็มหลัง


อันไหนเค็มกว่ากัน...

          จะไม่ให้เหนื่อยได้ยังไง...ฉายเดี่ยวเดินมาราธอนตั้งแต่เมืองจำลองจนถึงพิพิธภัณฑ์เทดดี้แบร์ ระหว่างทางวินมอเตอร์ไซค์เป็นสิบเค้าก็ถาม "ไปไหนน้อง วินมั๊ย ๆ"  แต่คิดว่าคงต้องจ่ายแพงเลยปฏิเสธไป ปฏิเสธตั้งแต่ซอยแรกๆ พอเดินได้ครี่งทางขาลากแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววจะเห็นทะเล  เลยมาคิดเสียดายทีหลัง "รู้งี้ขึ้นตั้งแต่ซอยแรกๆก็ดีหวะ ไม่น่าเค็มเลยฉัน!" เพราะครั้นจะขึ้นตอนนี้ก็คงใกล้ถึงอยู่รอมร่อ 

 

          
       ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่กล้าขึ้นมอเตอร์ไซค์มา หรือโบกรถประจำทางแถวนั้น  มาฉายเดี่ยวทั้งทีก็น่าจะลองสิ  ทำไมจะต้องมากลัวโดนโกงเงินค่าโดยสาร หรือโดนพาวนไปมา  ฉันตำหนิตัวเองหน่อยกับเรื่องนี้ เพราะใช้จ่ายอย่างอื่นที่ไร้สาระทำได้แต่ทีเรื่องอย่างนี้กลับขี้เหนี่ยวซะงั้น  เลยทำให้ไม่ได้ลองทำอะไรแปลกใหม่...(ออกเดินทางครั้งหน้าฉันต้องลองขึ้นรถประจำทางของที่ๆไปให้ได้)


          พอเดินมาเห็นชายหาดพัทยาอยู่ตรงหน้า...รู้สึกว่าวันนี้ลมมันแรงผิดปกติ (มาทุกทีมันไม่ฮาตาริขนาดนี้นะ) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะระหว่างเดินมาก็มีฝนตก มีลมพัดแรงตลอดทางอยู่แล้ว  ช่างมันเหอะ! รีบไปหาหมีดีกว่า...เดินมาตั้งไกลยังไม่เห็นหมีเลย (^.,^)!





            นั่นไง! นั่นไง!


เห็นหมีแล้วจ้า!!
     
         ในที่สุดก็เดินมาถึง TEDDY BEAR MUSEUM จนได้  ขึ้นบันไดนี้ไปก็เป้นพิพิธภัณฑ์ แต่ด้านล่างเป็นร้านกาแฟ (จำชื่อไม่ได้)  วันนี้ไม่มีคนเยอะแฮะ ไม่รู้ว่านี่คือปกติของฤดูนี้รึเปล่าก่อนเข้าไปก็มีนักท่องเที่ยวจีนวัยรุ่นคู่หนึ่งเดินออกมา ไม่ค่อยมีคนไทยเลย  ค่าเข้า 250 บาท (จะว่าไปก็แพงอยู่นะ เท่าแสดงในเว็บ) 



          
          เดินเข้ามาก็เจอหมีใหญ่ตัวนี้  จริงๆเราควรเข้าไปฟัดกับมันสักหน่อยแล้วถ่ายรูปกลับมาเป็นที่ระทึก เอ๊ย! ระลึก แต่นั่นสามารถทำได้เมื่อเราหนีบเพื่อนติดตัวมาด้วยสักคน  สุดท้ายก็เลยได้แค่นี้มา




         ข้างในก็แบ่งเป็นส่วนต่างๆ ตามธีมที่มีอยู่ในแผนที่ มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันเข้าใจผิด ทำให้รู้สึก "พลาด" นิดหน่อย  ก็เขียนว่า พิพิธภัณฑ์  ไอ้เราก็เข้าใจว่าน่าจะมีเทดดี้แบร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโลหะ ยุคสำริดอะไรเทือกนั้น เวอร์ไป ฮ่าๆๆ  หมายถึงได้เห็นเทดดี้แบร์ว่ามันเริ่มมาจากไหน มันเป็นยังไง เหมือนพิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อย โดเรม่อน แบบนั้น  แต่ที่นี่มันเหมือนที่ถ่ายรูปแค่นั้น  มีตุ๊กตาหมี รูปวาดเยอะ ก็เอาตกแต่งตามธีมของแต่ละห้องให้คนมาถ่ายรูป  อย่างไดโนเสาร์นี้มีหมีมาเกาะก็ดูมุ้งมิ้งไป





         
        เดินมาเจอนี่่...บ้านต้นไม้ ข้างๆจะมีสไลด์เดอร์ด้วย  หันซ้ายหันขวาไม่เจอใคร ฮ่าๆๆ โอกาสปล่อยแก่มาแล้ว วุ้ยยย...

      แสบก้นชะมันยาด!!  มันไม่ใช่จะลื่นอย่างที่คิด โอ๋ยย...สุดท้ายก้นฉันไหม้ และก็ลงไม่ถึงพื้นด้วย ต้องลุกยืนและค่อยๆเดินลงมาอย่างทุลักทุเลเพราะมันก็ชันอยู่แต่ไม่มากพอที่จะทำให้ไหลถึงพื้น



        สักพักก็มีครอบครัวกลุ่มใหญ่เข้ามาคนแก่มีสัก 6 คนได้ พาเด็กน้อย 1 คนมาเที่ยว ไม่รู้ว่าเด็กหรือว่าคนแก่หัวใจมุ้งมิ้งกันแน่ 

        และห้องสุดท้ายจะมีตุ๊กตาหมีหลายแบบให้ซื้อ อันนี้คือดักเงินจริง อะไรก็ดูน่ารัก นุ่มน่าจับ น่ากระโดดขย่ำ  แต่ไม่มีทางได้แอ้มเงินฉันหรอกย๊ะ...  ถ้าแอ้มเงินฉันไปเย็นนี้อั๊วก็ไม่มีเงินแอ้มข้าวแน่ๆ เดินผ่านออกประตูด้วยความห้าวหาญในหัวใจดวงน้อย



บรรยากาศข้างนอก คลื่นแรง ลมแรง มืดสลับแดด  แต่ก็ยังไม่รู้ตัวว่านี่คือพายุจะเข้าฉันยังเที่ยวเล่นต่อไป

      ก้มมองนาฟิกาก็ยังพอมีเวลาอยู่บ้างสักชั่วโมงกว่า ฉันควรทำลายเวลาด้วยอะไรสักอย่างแล้ว  เดินเลียบทะเลไง อาจมีอะไรแปลกๆก็ได้ หรืออาจ  โป๊ะเช๊ะ!!  เจอเนื้อคู่ที่ห่างหายไป 23 ปีก็ได้





         เดินเลียบหาดไป เอ๊ะยังไงกัน รู้สึกโคตร VIP เหมือนปิดหาดพัทยาเพื่อให้ข้าเจ้ามาเดินเตะน้ำเตะทรายโดยเฉพาะ
 (ตอนนี้มีปัญหากับการแยกความหมายของ โคตร VIP กับ โดดเดี่ยว ออกจากกัน)  เจอคนบ้าง แต่ไม่มีคนลงเล่นน้ำเลยนะ

        ที่จริงฉันไม่ได้เดินวิ่งไปเตะน้ำ หรือเอาเท้าแซะทรายอย่างที่บอก  ฉันค่อยๆเดินไม่ให้ทรายเข้าในเท้า และก็ไม่ให้เท่าเปียกน้ำด้วย  เทียบกับทะเลแล้วฉันชอบภูเขามากกว่า อาจแปลกนิดหน่อยส่วนใหญ่เพื่อนฉันก็ชอบทะเลทั้งนั้น เดาว่าพวกเขาเบื่อแล้วหละมองไปทางไหนเราก็เห็นภูเขามาตั้งแต่เกิด  เราได้เที่ยวแบบนั้นบ่อยมาก  หลายคนเลยชอบทะเลมากกว่า คงเป็นที่เล่นน้ำได้ไม่อั้น  มีกิจกรรมเยอะดีมั๊ง  แต่ฉันไม่ชอบที่เค็ม เหม็นคาวเป็นบางครั้ง  ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียหมด  อย่างน้อยก็ทำให้ฉันหายเบื่อจากกทม. เช่นเดินตอนนี้...

หาอะไรเล่นดีกว่า!



        เจอทรายนิ่มๆอย่างนี้...เป็นใครจะไม่เล่น  มันคันไม้คันมือต้องเขียนซะหน่อย อย่างน้อยโลกก็รู้ว่าฉันได้มาหายใจอยู่ที่นี่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง สร้างแลนด์มาร์คบอกว่ามาถึงแล้ว  แต่บอกใครหละ??




        บอกใครก็ช่างเหอะ...  ดูสิมีเศษซากอารยธรรมหลงเหลือให้ชื่อฉันไม่ได้เหงา  ฉันว่าเรามาเขียนชื่อลงบนทรายอย่างนี้ดีนะ  ผ่านไปสักแป๊บมันก็ราบเรียบเหมือนเดิมคนใหม่ก็มาเขียนได้ เขียนต่อกันไปอย่างนี้ เหมือนกระดานที่ไม่มีวันเต็ม  ดีกว่าคนที่ไปเขียนชื่อลงบนต้นไม้ แล้วชื่อก็ติดไว้อย่างนั้น หาความงามมิได้!!! ฉันเคยฝึกงานที่อ่างขางต้นไผ่สวยใหญ่ดี แต่ดันมีชื่อคู่รัก "ยอด ตุ๋ม หนองคาย" มาติดไว้อย่างนี้  แล้วคิดว่ามันยังจะดีอยู่ไหม



      เดินไปไม่นาน  เห็นคนก้มๆเงยๆ งมหาอะไรไม่รู้ในน้ำ ฉันมองเห็นแต่ขยะ เลยไปขอดูในถุงเห็นว่าเป็นหอยที่กาบใหญ่มาก  โดนซัดมาเกยหาดอย่างนี้ก็คงตายแล้วหละ ไม่รู้ว่าเขาต้องการหอยไปกิน หรือเอากาบที่ใหญ่ๆของมัน ฉันไม่คิดหาคำตอบ...ฉันเดินต่อไป




        เท่าที่เห็นก็มีขยะ และมีนกมาจิกหาอะไรบ้าง...
     
       แต่มันมีตัวอะไรไม่รู้  ปลิงทะเลรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ตัวมันสีชมพูมีลายเหลืองนิดหน่อย ฉันไม่ถ่ายรูปมาเพราะแค่มองฉันก็ไม่โอเคเท่าไหร่  แต่ด้วยความอยากรู้อยากลองว่ามันยังมีชีวิตอยู่ไหมก็เอาเท้าไปเขี่ยๆ แหย่ๆหน่อยนึ๊ง มันนุ่มหยั่งหนอนเงี๊ยะ...มันทำให้ขนแขนฉันตั้งชันยิ่งกว่าลมทะเลตอนนี้ซะอีก นี่แหละเป็นเหตุผลที่ไม่ถ่ายรูปกลับมาด้วย  ถ้าเห็นขนต้องลุกอีกแน่ๆ คิดถึงสัมผัสนุ่มนั้น อึ๋ยยยย



          อะไรไม่รู้ แต่คิดว่ามันเด่นดีเลยถ่ายมาด้วย...ที่จริงฉันอยากจะถ่ายบรรยากาศริมทางเดิน ฉันตื่นเต้นที่ได้เห็นการเจรจา "ธุรกิจค้าเนื้อสด" แบบใกล้ชิด  เจ้าของกิจการตัวเล็กๆ ผิวค่อนข้างคล้ำ  และแต่งตัวเหมือนไปผับบาร์ ปากแดงๆจะไว้ใจได้กา คู่ค้าทางธุรกิจส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติพุงพลุ้ย  แก่แล้ว  ตัวโตมากเมื่อเทียบกับเจ้าของกิจการตัวเล็ก  ย่านธุรกิจค้าเนื้อสดนี้เห็นได้ตามริมทางเดิน ใต้ร่มเงาต้นมะพร้าว  ฉันไม่รู้ความรู้สึก หรือความคิดของฉันในตอนนั้น...ฉันลืมว่าฉันคิดอะไร ฉันคงตื่นเต้นที่ได้เห็นของจริงมั๊ง 


   
        นี่เป็นภาพที่ดีที่สุดก่อนฝนจะค่อยตกปรอยๆลงมา  ฉันเดินตั้งแต่เท็ดดี้แบร์ มาจนถึงถนนคนเดิน ด้วยน่องเล็กๆนี้ได้อย่างรอดและปลอดภัย


 
        กว่าจะพาร่างแบบโลวแบตเตอรี่มาถึงท่าเรือได้ก็เอาแทบร่อแร่  ที่เห็นสีฟ้า ๆ บนหน้านั้นเหงื่อ กับเส้นผมที่ไมเสถียรอันเนื่องมาจากลมพายุที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  แต่ where where is where where แปลตรงตัวได้ว่า ไหนๆ ก็ ไหนๆ มาถึงพัทยาแล้วเราต้องไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คให้ได้สิ  PATTAYA city



        กว่าจะได้ภาพนี้มา ฉันต้องวิ่งฝ่าฝนออกไปกับร่ม และลมที่แรงมาก ลำบากก็ยังไปอีกเน๊อะ  ก็ด้วยเหตุผลเดิม where where is where where!  ทำให้ฉันต้องเอาภาพนี้กลับมาให้ได้



         นี่คือทางที่วิ่งไป  เห็นฝนตก และฟ้ามืดครึ้ม...
        กลัวฝน กับกลัวไม่ได้ถ่ายรูปไม่รู้ว่าฉันเลือกถูกหรือเปล่านะ



        ฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ฟ้าก็มืด ลมแรงด้วย  ฉันเลยรีบนั่งรถกลับ กทม. 4 โมงเย็นนิดหน่อย ระหว่างทางได้ยินเสียงฝนดังมาก คงเม็ดใหญ่ตกลงปะทะกับกระจกรถที่กำลังวิ่งฝ่า  กลับถึงกทม.6 โมงเย็น โดยสวัสดิภาพ...
  
    ตอนเช้าอีกวันตื่นมาก็เห็นข่าวฝนตกหนักที่พัทยา น้ำท่วม และไหลจนพัดรถยนต์หมุนได้  จนถึงตอนเช้าน้ำก็ยังท่วมหนักอยู่  ดีที่เลือกไปก่อนทั้งที่ไม่รุ้ว่าพายุจะเข้า...ถึงเที่ยวคนเดียว อย่างน้อยฉันก็โชคดี ^_^

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หาเรื่องเที่ยวแบบไม่ปรึกษากรมอุตุนิยมวิทยา พัทยากับพายุ... (วันที่ 2.1)



     พัทยากับพายุ...

                   หลังจากที่สะใภ้ต้องไปกับเขา...แล้วตัวเราต้องกลับบ้าน 


(รู้สึกตัวเองรับบทเพื่อนนางเอกที่ "นก" มาก)
*อยากรู้ความหมายของ "นก" ให้ไปถามเบลล่า หาชื่อใน FB ว่า "เลอค่า"

     เดินเข้าไป...อยู่ใน MRT ทั้งที่คนรอบตัวมีเป็นร้อย แต่ถ้าไม่รู้จักใครเลยก็ไม่ต่างกับอยู่คนเดียว 

และในหัวก็มีคำถามแว๊บเข้ามาก่อกวนซ้ำๆ อยู่นั่น 

                   "แล้วฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี่วะ??" 

                                                                   "ที่นี่วะ..."

                                                                                  "ที่นี่วะ..."

        ไม่ได้ ไม่ได้!! จะปล่อยให้คำถามนี้ทำลายความรู้สึกที่ดีตอนนี้ไม่ได้ ต้องเก็บความรู้สึกดีตอนนี้ให้นานๆ และฉันจะมาคิดเรื่องสะใภ้กับ "เขา" อย่างเดียวไม่โอเคนะ!!  ที่มากรุงเทพก็เพราะกาแฟอยากมาหาเองไม่ใช่เหรอ สะใภ้ไม่ได้ขอสักคำ  แล้วอย่างนี้คิดมากไปจะได้อะไรขึ้นมา

        กาแฟ ก็ต้องเป็นกาแฟสิ  กว่าจะหาเรื่องมา กทม. ไม่ใช่ง่าย มาทั้งทีมาแบบเศรษฐีนีซะด้วย (รวยเวลาว่าง) เอาวะ!!  คอยดูนะฉันจะใช้ให้คุ้มค่าทุกนาที ยิ่งกว่าเปิดทีวีสีช่องสาม สิบเครื่องเรียงกันเลย คอยดู...


(อยากกลั้นหายใจ ใต้อ่าวไทยสักแป๊บนึ๊ง)
      

        กลับถึงบ้าน หลังจากอาบน้ำเพื่อจิตใจผ่องใส่ไร้ แมลงน้อยใจรบกวน ปะแป้งนิดหน่อยก็มานั่งคิดว่าจะไปไหนดีนะชีวิต พรุ่งนี้

       นั่งเล่นเฟสคนเดียว...คิดไปคิดมาหลายเรื่องวนไปถึงตอนที่มาอยู่กรุงเทพครั้งแรก  ตอนนั้นเราตั้งใจมาเรียนบาร์เทนเดอร์  ก่อนเปิดเรียนเรานัดรวมกันกลุ่มเล็กๆไปนอนฟังเสียงคลื่นที่เกาะล้าน คิดถึงตอนนั้นจัง  เมื่อทำแลปก็คิดว่าเรียนจบเมื่อไหร่จะไปเตะน้ำทะเลให้คุ้มกับความบอบช้ำของหัวใจเล๊ยยย

นี่ไง! โอกาสมาถึงแล้ว ไปเตะน้ำทะเล ไม่มีใครแย่ง ไม่ต้องนั่งเฝ้าของให้ใครด้วย (ทำเสียงสูงๆให้ฟังดู แฮปปี้หน่อยสิ)

หาข้อมูลใน google เสร็จสรรพก็เข้านอนหลับฝันดี....

        5.30 อะเกน...วันนี้ขอติดรถยายออกบ้านอีกแล้ว ยายถามว่าไปไหน ตอบอย่างไว >>>"ไปหาเพื่อน" 

        พอถึงอนุสาวรีย์ ก็เดินหาคิวรถตู้ไปพัทยา  คิดคร่าวๆไว้เมื่อคืนว่าจะไปเมืองจำลองกับพิพิธภัณฑ์เทดดี้แบร์ (จริงๆไม่ชอบหมีแต่แปลกดีเลยลองดู)  เวลาที่เหลือก็เอาไปเตะน้ำทะเล โอเคแบบสุด
        
       อาจเพราะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว...รถตู้ทั้งคันจึงมีกันแค่ 4 คน ไม่นับคนขับ ระหว่างทางมีน้ำท่วมนิดหน่อย และก็มีรถนอนตะแคงข้างริมทางด่วน  หลับๆตื่นๆ ผ่านไปชั่วโมงครึ่งก็มาถึงเมืองจำลอง พัทยา



(ค่าเข้า 100 บาท มีร่มให้ยืมฟรีด้วย สภาพอากาศไม่น่าไว้ใจ)

     เข้าไปข้างในก็เห็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของโลกหลายที บางที่ก็รู้จัก บางที่ก็เคยเห็นภาพแต่ไม่รู้เรียกว่าอะไรอยู่ที่ไหน ที่ชอบก็มี...


ท่านฟาโรห์เอ๋ย ท่านฟาโรห์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั่งให้น้องข้านอน...เอากลับไปต่อที่บ้านเธอนะ


หอเอนปิซ่า จำได้ว่าเพื่อนฉันคนหนึ่งเอาฝาปิดเลนส์กล้องไปหายที่นี่  สุดท้ายก็หาไม่เจอ ฝากฝากล้องเป็นที่ระลึกให้ลุงกาลิเลโอ กาลิเลอี จำไว้ว่าแพนดี้เคยมาเยือน


ซิดนี่ ซิดนั่น ซิดโน่น มุกบาทสองบาท อย่าไล่หนูไปเล่นทางโน้นนะ ก็เขาพึ่งไล่หนูมาทางนี้เหมือนกัน



เห็นเมอร์ไลออน แล้วคิดถึงจังหวัดหนึ่งแถบภาคอิสาน (จำชื่อจังหวัดไม่ได้จริงๆ) ที่สร้างพญาคันคากเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัด  ในเว็บก็พาดหัวข่าวไว้อลังมากว่าประดุจดั่งเมอร์ไลออนแดนอิสาน แปลกแต่จริงนะเธอฉันคิดท่าแมลงวันผยองรอไว้ถ่ายกับแลนด์มาร์คนี้จริงจัง...ถ้าไม่รู้จักพวกเธอไปเสพข่าวนี้โดยพลัน...เธอเอ๊าท์แล้วหละ


รูปสลักประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ภูเขารัชมอร์ ใครได้คะแนนเกมส์ทศกัณฐ์เยอะๆ ไหนมาทายหน่อยดิ๊


ทวีปอเมริกาเหนือ กับทวีปอเมริกาใต้  เทียบกับรักที่ฉันมี โลกเล็กทันทีเลยนะเธอ...

        
          ตลอดเวลาที่เดินเที่ยว...อาตี๋คนหนึ่งเป็นว้ออะไรไม่ทราบ...เขาเล่นตะโกนทั้งสวน 

เดี๋ยวก็วู้ววว!!! 

เดี่ยวก็โว้ววว!!!

          นางเพื่อนที่มาด้วยก็ไม่รู้จักเตือน ให้หยุดตะโกนสักที  เสียงดังหยั่งกะเกิดมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้...ฉันก็ไม่เคยเจอเหมือนกัน แต่ก็ไม่เห็นต้องตะโกนบอกชาวบ้านชาวช่องเลย  

        คิดถึงผู้สนับสนุนรองใจดีของรายการเทยเที่ยวไทยตัดมาได้สั้นๆว่า

 
"ความสุขเริ่มที่บ้าน ความรำคาญเริ่มที่มึง "


         
(มาต่อวันพรุ่งนี้นะจ๊ะ)



วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เจ็ดวันในบางกอก จากบ้านนอกสู่เมืองกรุง (วันที่ 1)



          "ทุกการเดินทาง มีแรงบันดาลใจเป็นจุดเริ่มต้น...."

       แรงบันดาลใจไม่ว่าจะเกิดจากอะไรก็ช่าง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผสมกับเงินในปริมาณที่เหมาะสม มันก็ทำให้เรามั่นใจเก็บข้าวของยัดลงกระเป๋า เช็คว่าปิดแก๊ส ปิดน้ำหมดรึยังแล้วล๊อคประตูห้อง โบกมือหยอยๆ ลาพ่อ แม่ บอกว่าหนูจะไปท่องโลกกว้าง  เราจะก้าวเท้าซ้ายตอนออกบ้านตามฤกษ์ที่จิ้งจกฝาบ้านได้ทำนายไว้....

          เป็นการเที่ยวที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้ว่าจะวาร์ปไปไหนในแต่ละวัน มันจึงตู้มมมกลายเป็นข้าวแต๋นน้ำแตงโม (ไม่ใช่โกโก้ครั้นช์) อย่างที่จะได้เห็นในทริปนี้

          การเดินทางครั้งยิ่งหย่อยนี้มันเริ่มต้น...กับอีแค่จะไปโบกมือบ้าย บาย เพื่อนที่น่ารัก ตอนนางลากกระเป๋าเดินเข้าเกตไปอย่างในหนัง...แล้วทุกอย่างจะสโลวโมชั่นจนกว่าฉันจะหันหลังกลับทำท่าปาดน้ำตานิดหน่อย แล้วเดินไปลานจอดรถ....เก๋ เก๋

          เพื่อนบอกว่าจะใช้เวลาอยู่ กทม. 1 สัปดาห์ก่อนจะจากไปไกลแสนไกลสุดโค้งขอบฟ้า ไกลสุดตาฟ้าไม่อาจกั้นใจ... (ตัดมานิดเดียวพอ ไปร้องต่อกันเอาเอง)

.....หลังขึ้นดอยตามประเพณีอันดีเริดของลูกช้าง อีกวันที่ยังปวดเมื่อยไม่หายอิฉันก็รีบกระโดดเกาะปีกเครื่องบินไปลง กทม. เพื่อพบเจอกับเพื่อนเกลอที่น่ารัก

   


(รูป 1 มันถ่ายในวันหลังๆที่ไปถึง  แต่แปะไว้ให้รู้ว่าถึงละกัน)

วันที่ 1  
         
         ...เมื่อวานโทรคุยกันไว้ว่าอย่างนี้ (ไร้สาระใดใด ข้ามก็ได้)

กาแฟ :  สะใภ้ เย่โย่ว เรามาถึงกรุงเทพละนะ 
สะใภ้ : จริงเหรอ ทำไมเร็วจัง
กาแฟ : ก็เร็วกว่าเดินมาจากเชียงใหม่นะ
สะใภ้ : (หัวเราะอย่างมีนัยสำคัญ)
กาแฟ : เธออยู่ไหน
สะใภ้ : อยู่ข้างนอก ที่ห้างใหม่ กาแฟรู้จักไหม
กาแฟ : จะรู้จักได้ไง เรามาจากเชียงใหม่นะ แล้วอยู่กับใคร
สะใภ้ : อยู่กับ "เค้า" นั่นแหละ

*** ไอ้ "เค้า" นี่แหละที่เป็นตัวแปรต้น ที่ทำให้ฉันต้องกลายเป็นตัวแปรตามไปโดยปริยาย และสะใภ้กลายเป็นตัวแปรอิสระ ที่ควบคุมไม่ได้ หลายใจด้วย

          คุยกันเสร็จสับได้ความว่าเราเจอกันพรุ่งนี้ 10 โมงน๊า เธอก็เซย์เยส



ตัดสลับเหตุการณ์มาเช้าวันนี้

5.30 น. แหกขี้ตาตื่นมาในป่าต้องมนต์ รีบให้ทันเวลายายออกไปทำงานจะได้ประหยัดค่ารถ
ุ6.15 น. ออกบ้าน แบบหิว ๆ
9.00 น. เตร็ดเตร่ไปมา จนเพลานี้  โคตรหิว!
10.00 น. สะใภ้เปลี่ยนเวลาครั้งที่ 1 เป็นบ่ายโมง และเปลี่ยนที่นัดพบ

          โอ้วแม่จ้าว แล้วฉันจะนำพาร่างนี้ไปสิงสถิตอยู่ที่ใดเล่าอีกตั้งหลายชั่วโมง  เธอทำให้ฉันกลายเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารัก ลอยคอในทะเลมนุษย์ที่ไม่รู้จัก
   
         เท่านั้นยังไม่พอ ฉันยังขึ้น BTS มาลงผิดติดแหงกอยู่สยาม หันไปหันมา นั่นป้ายอะไรแว๊บๆ

"พิพิทธภัณฑ์หุ่นขี้ผี้งมาดามทุซโซ่"

         มีไอเดียที่แจ่มจันทร์บันเจิดแล้ว ว่า" เอาหละวะ...ไหนไหนก็มาถึงแล้วลองเข้าไปสักครั้งก็ไม่เสียหลายนี่"

        แต่เอ๋...ค่าเข้ามันเท่าไหร่นะ แท็บเล็ตก็ไม่มี โทรศัพท์ก็รุ่นล้ำโลก  เออจริงมีอีกทางนึ๊ง คนเรามีเพื่อนไว้มันก็ดีอย่างนี้แหละ โทรหารีนวยให้ช่วยดีก่าาาาาา

        จากสายด่วนรีนวยได้ความว่าจะต้องซื้อตั๋วในเน็ตก่อน 1 วันแล้วจะได้ราคาที่ถูกลงมากมายไม่ถึง 1,000 บาท แต่ราคาหน้าเคาท์เตอร์ไม่บอกไว้  ไม่เป็นไรลองเดินเข้าไปเลียบๆหน้ามาดามก่อนก็ได้ 




          ทางเดินมันทำไมซับซ้อนอย่างงี้นะ เดินผ่านตึกนี้ ข้ามไปอีกตึกหนึ่ง ขึ้นลิฟต์ไปชั้นโน้น วนไปวนมา จนเจอทางเข้านี้ จะรอตัดริบบิ้นอะไรหละเดินเข้าให้สวยที่สุด อย่ายอมคนข้างหน้า

         OH!!! MY DAD 

                           โอ้มายแด๊ด!!!
                                   
                                      โอ้มายแด๊ด!!

                                                 ชีวิตมันไม่ใช่ไก่กา ตั๋วมันราคาพันกว่านะเธอ...  ถ้าเข้าวันนี้ฉันคงแห้งกรอบไปจนกว่าจะกลับถึงเชียงใหม่อีก 6 วันข้างหน้าแน่นอน  เดินออกมาอย่างไม่กลับหลังคิดว่าถ้าเข้าไปก็คงไม่รู้จักคนดังเยอะแยะหรอก คนจะถ่ายรูปให้ก็ไม่มี  คิดข้ออ้างที่จะไม่เสียดายแล้วเดินจากมาอย่างผู้ไม่แพ้...เหรอ
.
"แล้วจะไปไหนดี   >>  แล้วจะไปไหนดี  >>  แล้วจะไปไหนหละทีนี้"

เฮ้ย! แถวนี้มันใกล้หอศิลป์นี่นา น่าจะมีอะไรให้เข้าชมฟรี ว่าแต่มันไปทางไหนนะจากสยามเนี่ย 

อีกครั้งที่มีเพื่อนเหมือนมีกูเกิ้ลแมพ จนตอนนี้ฉันพากายหยาบมายืนหน้าหอศิลป์ได้  




ลองเดินดูข้างในมีคนไม่เยอะเดินดูได้สบายเลย และมีฝรั่งกลุ่มใหญ่คุยกันอยู่ มีคนจีน เกาหลี เดินไปมา เป็นคู่กัน ผนังทางเดินเห็นมีนิทรรศการแสดงภาพถ่าย น่าสนใจดี ไปดูกัน



(ถ่ายรวม ๆ เพราะไม่กล้าถ่ายภาพของใกล้ ๆ ต้องขออนุญาตก่อนรึเปล่าไม่แน่ใจ)



ภาพที่เห็นทั้ง 3 ชั้น เป็นการแสดงภาพหัวข้อ
STREET PHOTO THAILAND ครั้งที่ 3 (SUBCONSCIOUS)

       ภาพที่แสดงก็ถ่ายมาจากทุกจังหวัด และมีเชียงใหม่ด้วย เวลาเห็นภาพที่เกี่ยวกับบ้านตัวเองมาแสดงที่ไกลๆ มันรู้สึกอบอุ่นใจดีนะ มีเสียงในใจ >> ที่นี่เราก็เคยไป นี่ด้วย ที่นั่นก็เคยเห็น คนในภาพนี้เหมือนเคยเห็นเลย ฯลฯ มันทำให้ยิ้ม ยืนยิ้มคนเดียวด้วยนะ

      ชั้น 7-9 ก็มีงานแสดง ศิลปะแนว ABSTRACT 

      สำหรับกาแฟ >> บางอันก็สวย บางอันก็มองแล้วไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไรให้กับสังคม  ไม่รู้เขามอง และตีความหมายกันยังไงนะ  ยิ่งไม่ได้กินข้าวเช้า มาจนถึงเที่ยงแล้วก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย มาดูแบบนี้ก็ยิ่งเวียนหัวไปใหญ่  มันวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม ไม่มียาดมด้วย ต้องไปหาข้าวกินแล้วหละ ร่างกายไม่ไหวแล้ว

       หลังจากไปหาของกินมายัดพุงให้ชีวิตอยู่รอดไปได้อีกครึ่งวัน  ยกนาฬิกาข้อมือดูนี่ก็ใกล้บ่ายโมงเต็มที  สะใภ้น่าจะใกล้มาถึงแแล้วหละ 

โทรหาครั้งที่ 2 
กาแฟ : สะใภ้อยู่ไหนแล้ว
สะใภ้ : อยู่ที่บ้าน (สมุทรปราการ)
กาแฟ : .....(*o*).......คิดในใจเบาๆ 

"ห๊ะ!! นี่เธอยังไม่ได้ออกมา โอ้มายแด๊ด!! มันไม่ใช่ใกล้ๆเลยนะ เธอคิดว่ามันมาง่ายๆเหรอ แล้วฉันจะตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่งเพื่อ? แล้วงี้เวลาเจอกันก็น้อยสิ นี่ฉันไม่ได้มาเพื่อมาเจอเธอแค่นี้ใช่มั๊ย"

          อารมณ์ตอนนี้เหมือนอ่านปกหลังหนังสือ "นิวยอร์ค หอกหัก" ที่มีป้อจายคนหนึ่งดั้นด้นไปนิวยอร์ค เพื่อจะไปหาแฟน แต่พอไปถึงกลับโดนสาวเจ้าบอกเลิก...นั่นแหละ แม้จะไม่เหมือนกัน แต่ตอนนี้คิดว่าเข้าใจความรู้สึกเขา ไม่เป็นไรนะ กาแฟใจเย็นๆ

สะใภ้ : เราต้องออกไปพร้อม "เขา" เราไม่รู้ว่า "เขา" จะออกไปกี่โมง

        *รู้สึกไม่ชอบเขา 99%*

        สุดท้ายสะใภ้เปลี่ยนเวลานัดครั้งที่ 2 ไปเป็น บ่ายสาม  กาแฟต้องใจเย็นๆ ท่องไว้ว่าใจเย็นๆ
ใจเย็นเหมือนน้ำต้มยำไก่!!  โยนไก่ลงไปก็ตายทันที

        ยังดีที่มีหนังสือติดมือมาด้วย เล่มออกใหม่ล่าสุดของผู้ชายที่ฉันเคยบ้าเขาอยู่พักหนึ่ง "ดอกไม้ไฟ ในจักรวาล" ถ้าใครยังไม่รู้จักขอแนะนำให้เข้า Google หาคำว่า "ป๋องแป๋ง แฟนพันธุ์แท้นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก"  
       ตอนนี้รู้สึกขอบคุณที่เขาที่อยู่เป็นเพื่อนในเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝุ่นผงล่องลอยในจักรวาลอันกว้างใหญ่



(ภาพนี้ไม่เกี่ยว เดินผ่านแล้วเห็นนกเยอะเกินไปเลยถ่ายมา)


กว่าสะใภ้เพื่อนยากจะมาถึงก็บ่ายสามพอดี  และไม่รู้ฉันไปทำกรรมอะไรไว้ 

สะใภ้ : กาแฟเราอยู่ที่สตาร์บักส์สยามเซ็นเตอร์นะ
กาแฟ : เราก็อยู่หน้าสตาร์บักส์พอดีเลย สะใภ้อยู่ตรงไหนเนี่ย
                   วนรอบร้านจนท้อก็หากันไม่เจอ
กาแฟ : สะใภ้อยู่ตรงไหนกันแน่ ถ้าไม่เจอ เราจะร้องไห้แล้วหนา...

สุดท้ายหอกหักมาก ฉันไปวนหาเพื่อนผิดห้าง ดันไปเดินหาที่สยามสแควร์วัน เจริญเลยข้าเจ้า

กว่าจะได้เจอกันเอาฉันใจเต้น กลัวก็กลัวจะไม่ได้เจอกัน อันนี้เพราะมีความโง่ไว้ประดับบารมีของตัวเอง ก็ยอมรับ

        กับหลายอย่างที่เจอวันนี้ ทำให้ตอนแรกก็เคืองสะใภ้ด้วย ใครเล่าจะชอบการรอคอย  แต่พอเจอสะใภ้ที่คิดโกรธในใจก็หายไป  คิดว่ามีไม่กี่คนที่ทำแบบนี้แล้วกาแฟจะไม่บ่น (ก็ส่วนใหญ่จะโดนบ่นและเดือดร้อน โวยวาย ดูเป็นคนที่มีหลายมาตรฐาน เก๋ เก๋) 

        เราคุยนู่นนี่นั่น เดินเล่น กินข้าว ไปร้านหนังสือ ภายในเวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ และสะใภ้เพื่อนยากก็ต้องไปกับ "เขา" อีกแล้ว ไม่ชอบเขา 99.99%

        ไม่รู้ว่าจะว่างเจอกันอีกเมื่อไหร่ หมายถึงสะใภ้จะว่างอีกเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ฉันนี่สิว่างทุกวินาที ถ้าไม่เจอสะใภ้นี่คือเวลาจะถูกทิ้งขว้างเหมือนขยะลอยคลองเลยนะ  และคงหาความแน่นอนจากสะใภ้ไม่ได้ เลยคิดว่าแทนที่จะมารอสะใภ้ก็เอาเวลาไปทำอะไรให้คุ้มค่าดีกว่า  และการไปเที่ยวคนเดียวก็ไม่ได้เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น สำหรับคนที่อัพเลเวลด้วยการโซ้ยหมูกระทะแบบอะโลนอย่างฉัน  



เอาหวะ!! แม้จะเหงา แต่ก็ดีกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย 
นี่แหละเวลาที่เหมาะที่สุด พรุ่งนี้ข้าจะไป จะไปให้ไกล ไกลแสนไกลเท่าที่เงินจะพาไปได้

ติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ นะที่รัก

ปล. อยากจะเอาทิรามิสุไปปาใส่เสื้อแพงๆของ "เขา"
       เขาดู"เดี่ยว"กับเธอ///เราสิโดด"เดี่ยว"เพราะเขา