วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เจ็ดวันในบางกอก จากบ้านนอกสู่เมืองกรุง (วันที่ 1)



          "ทุกการเดินทาง มีแรงบันดาลใจเป็นจุดเริ่มต้น...."

       แรงบันดาลใจไม่ว่าจะเกิดจากอะไรก็ช่าง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผสมกับเงินในปริมาณที่เหมาะสม มันก็ทำให้เรามั่นใจเก็บข้าวของยัดลงกระเป๋า เช็คว่าปิดแก๊ส ปิดน้ำหมดรึยังแล้วล๊อคประตูห้อง โบกมือหยอยๆ ลาพ่อ แม่ บอกว่าหนูจะไปท่องโลกกว้าง  เราจะก้าวเท้าซ้ายตอนออกบ้านตามฤกษ์ที่จิ้งจกฝาบ้านได้ทำนายไว้....

          เป็นการเที่ยวที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้ว่าจะวาร์ปไปไหนในแต่ละวัน มันจึงตู้มมมกลายเป็นข้าวแต๋นน้ำแตงโม (ไม่ใช่โกโก้ครั้นช์) อย่างที่จะได้เห็นในทริปนี้

          การเดินทางครั้งยิ่งหย่อยนี้มันเริ่มต้น...กับอีแค่จะไปโบกมือบ้าย บาย เพื่อนที่น่ารัก ตอนนางลากกระเป๋าเดินเข้าเกตไปอย่างในหนัง...แล้วทุกอย่างจะสโลวโมชั่นจนกว่าฉันจะหันหลังกลับทำท่าปาดน้ำตานิดหน่อย แล้วเดินไปลานจอดรถ....เก๋ เก๋

          เพื่อนบอกว่าจะใช้เวลาอยู่ กทม. 1 สัปดาห์ก่อนจะจากไปไกลแสนไกลสุดโค้งขอบฟ้า ไกลสุดตาฟ้าไม่อาจกั้นใจ... (ตัดมานิดเดียวพอ ไปร้องต่อกันเอาเอง)

.....หลังขึ้นดอยตามประเพณีอันดีเริดของลูกช้าง อีกวันที่ยังปวดเมื่อยไม่หายอิฉันก็รีบกระโดดเกาะปีกเครื่องบินไปลง กทม. เพื่อพบเจอกับเพื่อนเกลอที่น่ารัก

   


(รูป 1 มันถ่ายในวันหลังๆที่ไปถึง  แต่แปะไว้ให้รู้ว่าถึงละกัน)

วันที่ 1  
         
         ...เมื่อวานโทรคุยกันไว้ว่าอย่างนี้ (ไร้สาระใดใด ข้ามก็ได้)

กาแฟ :  สะใภ้ เย่โย่ว เรามาถึงกรุงเทพละนะ 
สะใภ้ : จริงเหรอ ทำไมเร็วจัง
กาแฟ : ก็เร็วกว่าเดินมาจากเชียงใหม่นะ
สะใภ้ : (หัวเราะอย่างมีนัยสำคัญ)
กาแฟ : เธออยู่ไหน
สะใภ้ : อยู่ข้างนอก ที่ห้างใหม่ กาแฟรู้จักไหม
กาแฟ : จะรู้จักได้ไง เรามาจากเชียงใหม่นะ แล้วอยู่กับใคร
สะใภ้ : อยู่กับ "เค้า" นั่นแหละ

*** ไอ้ "เค้า" นี่แหละที่เป็นตัวแปรต้น ที่ทำให้ฉันต้องกลายเป็นตัวแปรตามไปโดยปริยาย และสะใภ้กลายเป็นตัวแปรอิสระ ที่ควบคุมไม่ได้ หลายใจด้วย

          คุยกันเสร็จสับได้ความว่าเราเจอกันพรุ่งนี้ 10 โมงน๊า เธอก็เซย์เยส



ตัดสลับเหตุการณ์มาเช้าวันนี้

5.30 น. แหกขี้ตาตื่นมาในป่าต้องมนต์ รีบให้ทันเวลายายออกไปทำงานจะได้ประหยัดค่ารถ
ุ6.15 น. ออกบ้าน แบบหิว ๆ
9.00 น. เตร็ดเตร่ไปมา จนเพลานี้  โคตรหิว!
10.00 น. สะใภ้เปลี่ยนเวลาครั้งที่ 1 เป็นบ่ายโมง และเปลี่ยนที่นัดพบ

          โอ้วแม่จ้าว แล้วฉันจะนำพาร่างนี้ไปสิงสถิตอยู่ที่ใดเล่าอีกตั้งหลายชั่วโมง  เธอทำให้ฉันกลายเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารัก ลอยคอในทะเลมนุษย์ที่ไม่รู้จัก
   
         เท่านั้นยังไม่พอ ฉันยังขึ้น BTS มาลงผิดติดแหงกอยู่สยาม หันไปหันมา นั่นป้ายอะไรแว๊บๆ

"พิพิทธภัณฑ์หุ่นขี้ผี้งมาดามทุซโซ่"

         มีไอเดียที่แจ่มจันทร์บันเจิดแล้ว ว่า" เอาหละวะ...ไหนไหนก็มาถึงแล้วลองเข้าไปสักครั้งก็ไม่เสียหลายนี่"

        แต่เอ๋...ค่าเข้ามันเท่าไหร่นะ แท็บเล็ตก็ไม่มี โทรศัพท์ก็รุ่นล้ำโลก  เออจริงมีอีกทางนึ๊ง คนเรามีเพื่อนไว้มันก็ดีอย่างนี้แหละ โทรหารีนวยให้ช่วยดีก่าาาาาา

        จากสายด่วนรีนวยได้ความว่าจะต้องซื้อตั๋วในเน็ตก่อน 1 วันแล้วจะได้ราคาที่ถูกลงมากมายไม่ถึง 1,000 บาท แต่ราคาหน้าเคาท์เตอร์ไม่บอกไว้  ไม่เป็นไรลองเดินเข้าไปเลียบๆหน้ามาดามก่อนก็ได้ 




          ทางเดินมันทำไมซับซ้อนอย่างงี้นะ เดินผ่านตึกนี้ ข้ามไปอีกตึกหนึ่ง ขึ้นลิฟต์ไปชั้นโน้น วนไปวนมา จนเจอทางเข้านี้ จะรอตัดริบบิ้นอะไรหละเดินเข้าให้สวยที่สุด อย่ายอมคนข้างหน้า

         OH!!! MY DAD 

                           โอ้มายแด๊ด!!!
                                   
                                      โอ้มายแด๊ด!!

                                                 ชีวิตมันไม่ใช่ไก่กา ตั๋วมันราคาพันกว่านะเธอ...  ถ้าเข้าวันนี้ฉันคงแห้งกรอบไปจนกว่าจะกลับถึงเชียงใหม่อีก 6 วันข้างหน้าแน่นอน  เดินออกมาอย่างไม่กลับหลังคิดว่าถ้าเข้าไปก็คงไม่รู้จักคนดังเยอะแยะหรอก คนจะถ่ายรูปให้ก็ไม่มี  คิดข้ออ้างที่จะไม่เสียดายแล้วเดินจากมาอย่างผู้ไม่แพ้...เหรอ
.
"แล้วจะไปไหนดี   >>  แล้วจะไปไหนดี  >>  แล้วจะไปไหนหละทีนี้"

เฮ้ย! แถวนี้มันใกล้หอศิลป์นี่นา น่าจะมีอะไรให้เข้าชมฟรี ว่าแต่มันไปทางไหนนะจากสยามเนี่ย 

อีกครั้งที่มีเพื่อนเหมือนมีกูเกิ้ลแมพ จนตอนนี้ฉันพากายหยาบมายืนหน้าหอศิลป์ได้  




ลองเดินดูข้างในมีคนไม่เยอะเดินดูได้สบายเลย และมีฝรั่งกลุ่มใหญ่คุยกันอยู่ มีคนจีน เกาหลี เดินไปมา เป็นคู่กัน ผนังทางเดินเห็นมีนิทรรศการแสดงภาพถ่าย น่าสนใจดี ไปดูกัน



(ถ่ายรวม ๆ เพราะไม่กล้าถ่ายภาพของใกล้ ๆ ต้องขออนุญาตก่อนรึเปล่าไม่แน่ใจ)



ภาพที่เห็นทั้ง 3 ชั้น เป็นการแสดงภาพหัวข้อ
STREET PHOTO THAILAND ครั้งที่ 3 (SUBCONSCIOUS)

       ภาพที่แสดงก็ถ่ายมาจากทุกจังหวัด และมีเชียงใหม่ด้วย เวลาเห็นภาพที่เกี่ยวกับบ้านตัวเองมาแสดงที่ไกลๆ มันรู้สึกอบอุ่นใจดีนะ มีเสียงในใจ >> ที่นี่เราก็เคยไป นี่ด้วย ที่นั่นก็เคยเห็น คนในภาพนี้เหมือนเคยเห็นเลย ฯลฯ มันทำให้ยิ้ม ยืนยิ้มคนเดียวด้วยนะ

      ชั้น 7-9 ก็มีงานแสดง ศิลปะแนว ABSTRACT 

      สำหรับกาแฟ >> บางอันก็สวย บางอันก็มองแล้วไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไรให้กับสังคม  ไม่รู้เขามอง และตีความหมายกันยังไงนะ  ยิ่งไม่ได้กินข้าวเช้า มาจนถึงเที่ยงแล้วก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย มาดูแบบนี้ก็ยิ่งเวียนหัวไปใหญ่  มันวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม ไม่มียาดมด้วย ต้องไปหาข้าวกินแล้วหละ ร่างกายไม่ไหวแล้ว

       หลังจากไปหาของกินมายัดพุงให้ชีวิตอยู่รอดไปได้อีกครึ่งวัน  ยกนาฬิกาข้อมือดูนี่ก็ใกล้บ่ายโมงเต็มที  สะใภ้น่าจะใกล้มาถึงแแล้วหละ 

โทรหาครั้งที่ 2 
กาแฟ : สะใภ้อยู่ไหนแล้ว
สะใภ้ : อยู่ที่บ้าน (สมุทรปราการ)
กาแฟ : .....(*o*).......คิดในใจเบาๆ 

"ห๊ะ!! นี่เธอยังไม่ได้ออกมา โอ้มายแด๊ด!! มันไม่ใช่ใกล้ๆเลยนะ เธอคิดว่ามันมาง่ายๆเหรอ แล้วฉันจะตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่งเพื่อ? แล้วงี้เวลาเจอกันก็น้อยสิ นี่ฉันไม่ได้มาเพื่อมาเจอเธอแค่นี้ใช่มั๊ย"

          อารมณ์ตอนนี้เหมือนอ่านปกหลังหนังสือ "นิวยอร์ค หอกหัก" ที่มีป้อจายคนหนึ่งดั้นด้นไปนิวยอร์ค เพื่อจะไปหาแฟน แต่พอไปถึงกลับโดนสาวเจ้าบอกเลิก...นั่นแหละ แม้จะไม่เหมือนกัน แต่ตอนนี้คิดว่าเข้าใจความรู้สึกเขา ไม่เป็นไรนะ กาแฟใจเย็นๆ

สะใภ้ : เราต้องออกไปพร้อม "เขา" เราไม่รู้ว่า "เขา" จะออกไปกี่โมง

        *รู้สึกไม่ชอบเขา 99%*

        สุดท้ายสะใภ้เปลี่ยนเวลานัดครั้งที่ 2 ไปเป็น บ่ายสาม  กาแฟต้องใจเย็นๆ ท่องไว้ว่าใจเย็นๆ
ใจเย็นเหมือนน้ำต้มยำไก่!!  โยนไก่ลงไปก็ตายทันที

        ยังดีที่มีหนังสือติดมือมาด้วย เล่มออกใหม่ล่าสุดของผู้ชายที่ฉันเคยบ้าเขาอยู่พักหนึ่ง "ดอกไม้ไฟ ในจักรวาล" ถ้าใครยังไม่รู้จักขอแนะนำให้เข้า Google หาคำว่า "ป๋องแป๋ง แฟนพันธุ์แท้นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก"  
       ตอนนี้รู้สึกขอบคุณที่เขาที่อยู่เป็นเพื่อนในเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝุ่นผงล่องลอยในจักรวาลอันกว้างใหญ่



(ภาพนี้ไม่เกี่ยว เดินผ่านแล้วเห็นนกเยอะเกินไปเลยถ่ายมา)


กว่าสะใภ้เพื่อนยากจะมาถึงก็บ่ายสามพอดี  และไม่รู้ฉันไปทำกรรมอะไรไว้ 

สะใภ้ : กาแฟเราอยู่ที่สตาร์บักส์สยามเซ็นเตอร์นะ
กาแฟ : เราก็อยู่หน้าสตาร์บักส์พอดีเลย สะใภ้อยู่ตรงไหนเนี่ย
                   วนรอบร้านจนท้อก็หากันไม่เจอ
กาแฟ : สะใภ้อยู่ตรงไหนกันแน่ ถ้าไม่เจอ เราจะร้องไห้แล้วหนา...

สุดท้ายหอกหักมาก ฉันไปวนหาเพื่อนผิดห้าง ดันไปเดินหาที่สยามสแควร์วัน เจริญเลยข้าเจ้า

กว่าจะได้เจอกันเอาฉันใจเต้น กลัวก็กลัวจะไม่ได้เจอกัน อันนี้เพราะมีความโง่ไว้ประดับบารมีของตัวเอง ก็ยอมรับ

        กับหลายอย่างที่เจอวันนี้ ทำให้ตอนแรกก็เคืองสะใภ้ด้วย ใครเล่าจะชอบการรอคอย  แต่พอเจอสะใภ้ที่คิดโกรธในใจก็หายไป  คิดว่ามีไม่กี่คนที่ทำแบบนี้แล้วกาแฟจะไม่บ่น (ก็ส่วนใหญ่จะโดนบ่นและเดือดร้อน โวยวาย ดูเป็นคนที่มีหลายมาตรฐาน เก๋ เก๋) 

        เราคุยนู่นนี่นั่น เดินเล่น กินข้าว ไปร้านหนังสือ ภายในเวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ และสะใภ้เพื่อนยากก็ต้องไปกับ "เขา" อีกแล้ว ไม่ชอบเขา 99.99%

        ไม่รู้ว่าจะว่างเจอกันอีกเมื่อไหร่ หมายถึงสะใภ้จะว่างอีกเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ฉันนี่สิว่างทุกวินาที ถ้าไม่เจอสะใภ้นี่คือเวลาจะถูกทิ้งขว้างเหมือนขยะลอยคลองเลยนะ  และคงหาความแน่นอนจากสะใภ้ไม่ได้ เลยคิดว่าแทนที่จะมารอสะใภ้ก็เอาเวลาไปทำอะไรให้คุ้มค่าดีกว่า  และการไปเที่ยวคนเดียวก็ไม่ได้เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น สำหรับคนที่อัพเลเวลด้วยการโซ้ยหมูกระทะแบบอะโลนอย่างฉัน  



เอาหวะ!! แม้จะเหงา แต่ก็ดีกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย 
นี่แหละเวลาที่เหมาะที่สุด พรุ่งนี้ข้าจะไป จะไปให้ไกล ไกลแสนไกลเท่าที่เงินจะพาไปได้

ติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ นะที่รัก

ปล. อยากจะเอาทิรามิสุไปปาใส่เสื้อแพงๆของ "เขา"
       เขาดู"เดี่ยว"กับเธอ///เราสิโดด"เดี่ยว"เพราะเขา


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น