วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อะโลน ละ ละ ลา เลียบหาดพัทยา.. กับ ลม ฝน ฟ้า ที่ทำฉันหวั่นไหว เล่าถึง ธุรกิจค้าเนื้อสด!!!


ไม่รู้ว่า...

             น้ำทะเลพัทยา 

                         กระเป๋าตังค์ฉัน  
  
                                  เหงื่อที่ไหลมาถึงข้างหูแถมเปียกอยู่เต็มหลัง


อันไหนเค็มกว่ากัน...

          จะไม่ให้เหนื่อยได้ยังไง...ฉายเดี่ยวเดินมาราธอนตั้งแต่เมืองจำลองจนถึงพิพิธภัณฑ์เทดดี้แบร์ ระหว่างทางวินมอเตอร์ไซค์เป็นสิบเค้าก็ถาม "ไปไหนน้อง วินมั๊ย ๆ"  แต่คิดว่าคงต้องจ่ายแพงเลยปฏิเสธไป ปฏิเสธตั้งแต่ซอยแรกๆ พอเดินได้ครี่งทางขาลากแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววจะเห็นทะเล  เลยมาคิดเสียดายทีหลัง "รู้งี้ขึ้นตั้งแต่ซอยแรกๆก็ดีหวะ ไม่น่าเค็มเลยฉัน!" เพราะครั้นจะขึ้นตอนนี้ก็คงใกล้ถึงอยู่รอมร่อ 

 

          
       ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่กล้าขึ้นมอเตอร์ไซค์มา หรือโบกรถประจำทางแถวนั้น  มาฉายเดี่ยวทั้งทีก็น่าจะลองสิ  ทำไมจะต้องมากลัวโดนโกงเงินค่าโดยสาร หรือโดนพาวนไปมา  ฉันตำหนิตัวเองหน่อยกับเรื่องนี้ เพราะใช้จ่ายอย่างอื่นที่ไร้สาระทำได้แต่ทีเรื่องอย่างนี้กลับขี้เหนี่ยวซะงั้น  เลยทำให้ไม่ได้ลองทำอะไรแปลกใหม่...(ออกเดินทางครั้งหน้าฉันต้องลองขึ้นรถประจำทางของที่ๆไปให้ได้)


          พอเดินมาเห็นชายหาดพัทยาอยู่ตรงหน้า...รู้สึกว่าวันนี้ลมมันแรงผิดปกติ (มาทุกทีมันไม่ฮาตาริขนาดนี้นะ) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะระหว่างเดินมาก็มีฝนตก มีลมพัดแรงตลอดทางอยู่แล้ว  ช่างมันเหอะ! รีบไปหาหมีดีกว่า...เดินมาตั้งไกลยังไม่เห็นหมีเลย (^.,^)!





            นั่นไง! นั่นไง!


เห็นหมีแล้วจ้า!!
     
         ในที่สุดก็เดินมาถึง TEDDY BEAR MUSEUM จนได้  ขึ้นบันไดนี้ไปก็เป้นพิพิธภัณฑ์ แต่ด้านล่างเป็นร้านกาแฟ (จำชื่อไม่ได้)  วันนี้ไม่มีคนเยอะแฮะ ไม่รู้ว่านี่คือปกติของฤดูนี้รึเปล่าก่อนเข้าไปก็มีนักท่องเที่ยวจีนวัยรุ่นคู่หนึ่งเดินออกมา ไม่ค่อยมีคนไทยเลย  ค่าเข้า 250 บาท (จะว่าไปก็แพงอยู่นะ เท่าแสดงในเว็บ) 



          
          เดินเข้ามาก็เจอหมีใหญ่ตัวนี้  จริงๆเราควรเข้าไปฟัดกับมันสักหน่อยแล้วถ่ายรูปกลับมาเป็นที่ระทึก เอ๊ย! ระลึก แต่นั่นสามารถทำได้เมื่อเราหนีบเพื่อนติดตัวมาด้วยสักคน  สุดท้ายก็เลยได้แค่นี้มา




         ข้างในก็แบ่งเป็นส่วนต่างๆ ตามธีมที่มีอยู่ในแผนที่ มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันเข้าใจผิด ทำให้รู้สึก "พลาด" นิดหน่อย  ก็เขียนว่า พิพิธภัณฑ์  ไอ้เราก็เข้าใจว่าน่าจะมีเทดดี้แบร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโลหะ ยุคสำริดอะไรเทือกนั้น เวอร์ไป ฮ่าๆๆ  หมายถึงได้เห็นเทดดี้แบร์ว่ามันเริ่มมาจากไหน มันเป็นยังไง เหมือนพิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อย โดเรม่อน แบบนั้น  แต่ที่นี่มันเหมือนที่ถ่ายรูปแค่นั้น  มีตุ๊กตาหมี รูปวาดเยอะ ก็เอาตกแต่งตามธีมของแต่ละห้องให้คนมาถ่ายรูป  อย่างไดโนเสาร์นี้มีหมีมาเกาะก็ดูมุ้งมิ้งไป





         
        เดินมาเจอนี่่...บ้านต้นไม้ ข้างๆจะมีสไลด์เดอร์ด้วย  หันซ้ายหันขวาไม่เจอใคร ฮ่าๆๆ โอกาสปล่อยแก่มาแล้ว วุ้ยยย...

      แสบก้นชะมันยาด!!  มันไม่ใช่จะลื่นอย่างที่คิด โอ๋ยย...สุดท้ายก้นฉันไหม้ และก็ลงไม่ถึงพื้นด้วย ต้องลุกยืนและค่อยๆเดินลงมาอย่างทุลักทุเลเพราะมันก็ชันอยู่แต่ไม่มากพอที่จะทำให้ไหลถึงพื้น



        สักพักก็มีครอบครัวกลุ่มใหญ่เข้ามาคนแก่มีสัก 6 คนได้ พาเด็กน้อย 1 คนมาเที่ยว ไม่รู้ว่าเด็กหรือว่าคนแก่หัวใจมุ้งมิ้งกันแน่ 

        และห้องสุดท้ายจะมีตุ๊กตาหมีหลายแบบให้ซื้อ อันนี้คือดักเงินจริง อะไรก็ดูน่ารัก นุ่มน่าจับ น่ากระโดดขย่ำ  แต่ไม่มีทางได้แอ้มเงินฉันหรอกย๊ะ...  ถ้าแอ้มเงินฉันไปเย็นนี้อั๊วก็ไม่มีเงินแอ้มข้าวแน่ๆ เดินผ่านออกประตูด้วยความห้าวหาญในหัวใจดวงน้อย



บรรยากาศข้างนอก คลื่นแรง ลมแรง มืดสลับแดด  แต่ก็ยังไม่รู้ตัวว่านี่คือพายุจะเข้าฉันยังเที่ยวเล่นต่อไป

      ก้มมองนาฟิกาก็ยังพอมีเวลาอยู่บ้างสักชั่วโมงกว่า ฉันควรทำลายเวลาด้วยอะไรสักอย่างแล้ว  เดินเลียบทะเลไง อาจมีอะไรแปลกๆก็ได้ หรืออาจ  โป๊ะเช๊ะ!!  เจอเนื้อคู่ที่ห่างหายไป 23 ปีก็ได้





         เดินเลียบหาดไป เอ๊ะยังไงกัน รู้สึกโคตร VIP เหมือนปิดหาดพัทยาเพื่อให้ข้าเจ้ามาเดินเตะน้ำเตะทรายโดยเฉพาะ
 (ตอนนี้มีปัญหากับการแยกความหมายของ โคตร VIP กับ โดดเดี่ยว ออกจากกัน)  เจอคนบ้าง แต่ไม่มีคนลงเล่นน้ำเลยนะ

        ที่จริงฉันไม่ได้เดินวิ่งไปเตะน้ำ หรือเอาเท้าแซะทรายอย่างที่บอก  ฉันค่อยๆเดินไม่ให้ทรายเข้าในเท้า และก็ไม่ให้เท่าเปียกน้ำด้วย  เทียบกับทะเลแล้วฉันชอบภูเขามากกว่า อาจแปลกนิดหน่อยส่วนใหญ่เพื่อนฉันก็ชอบทะเลทั้งนั้น เดาว่าพวกเขาเบื่อแล้วหละมองไปทางไหนเราก็เห็นภูเขามาตั้งแต่เกิด  เราได้เที่ยวแบบนั้นบ่อยมาก  หลายคนเลยชอบทะเลมากกว่า คงเป็นที่เล่นน้ำได้ไม่อั้น  มีกิจกรรมเยอะดีมั๊ง  แต่ฉันไม่ชอบที่เค็ม เหม็นคาวเป็นบางครั้ง  ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียหมด  อย่างน้อยก็ทำให้ฉันหายเบื่อจากกทม. เช่นเดินตอนนี้...

หาอะไรเล่นดีกว่า!



        เจอทรายนิ่มๆอย่างนี้...เป็นใครจะไม่เล่น  มันคันไม้คันมือต้องเขียนซะหน่อย อย่างน้อยโลกก็รู้ว่าฉันได้มาหายใจอยู่ที่นี่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง สร้างแลนด์มาร์คบอกว่ามาถึงแล้ว  แต่บอกใครหละ??




        บอกใครก็ช่างเหอะ...  ดูสิมีเศษซากอารยธรรมหลงเหลือให้ชื่อฉันไม่ได้เหงา  ฉันว่าเรามาเขียนชื่อลงบนทรายอย่างนี้ดีนะ  ผ่านไปสักแป๊บมันก็ราบเรียบเหมือนเดิมคนใหม่ก็มาเขียนได้ เขียนต่อกันไปอย่างนี้ เหมือนกระดานที่ไม่มีวันเต็ม  ดีกว่าคนที่ไปเขียนชื่อลงบนต้นไม้ แล้วชื่อก็ติดไว้อย่างนั้น หาความงามมิได้!!! ฉันเคยฝึกงานที่อ่างขางต้นไผ่สวยใหญ่ดี แต่ดันมีชื่อคู่รัก "ยอด ตุ๋ม หนองคาย" มาติดไว้อย่างนี้  แล้วคิดว่ามันยังจะดีอยู่ไหม



      เดินไปไม่นาน  เห็นคนก้มๆเงยๆ งมหาอะไรไม่รู้ในน้ำ ฉันมองเห็นแต่ขยะ เลยไปขอดูในถุงเห็นว่าเป็นหอยที่กาบใหญ่มาก  โดนซัดมาเกยหาดอย่างนี้ก็คงตายแล้วหละ ไม่รู้ว่าเขาต้องการหอยไปกิน หรือเอากาบที่ใหญ่ๆของมัน ฉันไม่คิดหาคำตอบ...ฉันเดินต่อไป




        เท่าที่เห็นก็มีขยะ และมีนกมาจิกหาอะไรบ้าง...
     
       แต่มันมีตัวอะไรไม่รู้  ปลิงทะเลรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ตัวมันสีชมพูมีลายเหลืองนิดหน่อย ฉันไม่ถ่ายรูปมาเพราะแค่มองฉันก็ไม่โอเคเท่าไหร่  แต่ด้วยความอยากรู้อยากลองว่ามันยังมีชีวิตอยู่ไหมก็เอาเท้าไปเขี่ยๆ แหย่ๆหน่อยนึ๊ง มันนุ่มหยั่งหนอนเงี๊ยะ...มันทำให้ขนแขนฉันตั้งชันยิ่งกว่าลมทะเลตอนนี้ซะอีก นี่แหละเป็นเหตุผลที่ไม่ถ่ายรูปกลับมาด้วย  ถ้าเห็นขนต้องลุกอีกแน่ๆ คิดถึงสัมผัสนุ่มนั้น อึ๋ยยยย



          อะไรไม่รู้ แต่คิดว่ามันเด่นดีเลยถ่ายมาด้วย...ที่จริงฉันอยากจะถ่ายบรรยากาศริมทางเดิน ฉันตื่นเต้นที่ได้เห็นการเจรจา "ธุรกิจค้าเนื้อสด" แบบใกล้ชิด  เจ้าของกิจการตัวเล็กๆ ผิวค่อนข้างคล้ำ  และแต่งตัวเหมือนไปผับบาร์ ปากแดงๆจะไว้ใจได้กา คู่ค้าทางธุรกิจส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติพุงพลุ้ย  แก่แล้ว  ตัวโตมากเมื่อเทียบกับเจ้าของกิจการตัวเล็ก  ย่านธุรกิจค้าเนื้อสดนี้เห็นได้ตามริมทางเดิน ใต้ร่มเงาต้นมะพร้าว  ฉันไม่รู้ความรู้สึก หรือความคิดของฉันในตอนนั้น...ฉันลืมว่าฉันคิดอะไร ฉันคงตื่นเต้นที่ได้เห็นของจริงมั๊ง 


   
        นี่เป็นภาพที่ดีที่สุดก่อนฝนจะค่อยตกปรอยๆลงมา  ฉันเดินตั้งแต่เท็ดดี้แบร์ มาจนถึงถนนคนเดิน ด้วยน่องเล็กๆนี้ได้อย่างรอดและปลอดภัย


 
        กว่าจะพาร่างแบบโลวแบตเตอรี่มาถึงท่าเรือได้ก็เอาแทบร่อแร่  ที่เห็นสีฟ้า ๆ บนหน้านั้นเหงื่อ กับเส้นผมที่ไมเสถียรอันเนื่องมาจากลมพายุที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  แต่ where where is where where แปลตรงตัวได้ว่า ไหนๆ ก็ ไหนๆ มาถึงพัทยาแล้วเราต้องไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คให้ได้สิ  PATTAYA city



        กว่าจะได้ภาพนี้มา ฉันต้องวิ่งฝ่าฝนออกไปกับร่ม และลมที่แรงมาก ลำบากก็ยังไปอีกเน๊อะ  ก็ด้วยเหตุผลเดิม where where is where where!  ทำให้ฉันต้องเอาภาพนี้กลับมาให้ได้



         นี่คือทางที่วิ่งไป  เห็นฝนตก และฟ้ามืดครึ้ม...
        กลัวฝน กับกลัวไม่ได้ถ่ายรูปไม่รู้ว่าฉันเลือกถูกหรือเปล่านะ



        ฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ฟ้าก็มืด ลมแรงด้วย  ฉันเลยรีบนั่งรถกลับ กทม. 4 โมงเย็นนิดหน่อย ระหว่างทางได้ยินเสียงฝนดังมาก คงเม็ดใหญ่ตกลงปะทะกับกระจกรถที่กำลังวิ่งฝ่า  กลับถึงกทม.6 โมงเย็น โดยสวัสดิภาพ...
  
    ตอนเช้าอีกวันตื่นมาก็เห็นข่าวฝนตกหนักที่พัทยา น้ำท่วม และไหลจนพัดรถยนต์หมุนได้  จนถึงตอนเช้าน้ำก็ยังท่วมหนักอยู่  ดีที่เลือกไปก่อนทั้งที่ไม่รุ้ว่าพายุจะเข้า...ถึงเที่ยวคนเดียว อย่างน้อยฉันก็โชคดี ^_^

1 ความคิดเห็น:

  1. แล้วตกลงเจอเนื้อคู่ที่หายไปเมื่อ23ปีไหม
    -น้อง เอง- 5555

    ตอบลบ