วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เราจะไปกาญนะจ๊ะบุรี...และได้ของแถมฟรีคือเพื่อนร่วมทาง

ใครบอกว่ารถไฟไทยไม่ตรงเวลา!!!  แน่จริงมาพิสูจน์กับฉันนนนนน...นน.น

         ใครก็ได้ช่วยมาเป็นฉันสัก 2 นาที  แต่เป็น 2 นาที่ที่เข็มยาวมันกำลังกระดิกไปหาเวลา 6.30 น.

         วิ่งค่ะ...วิ่งงงงงไม่ลืมหูลืมตาฝ่าฝูงชนคนตื่นเช้าไปขึ้นรถไฟ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำสักหยดก็ยังไม่ตกถึงท้อง  ชีวิตมันแพะมาก ยกนาฬิกาขึ้นมาดูอีก 2 นาทีรถไฟออก ตายหละหว๊าาาา จะทันไหมเนี่ยตรู  แล้วไอ้ขบวนของฉันมันจอดที่ไหน

โอ้วมายแด๊ด.....ขอให้ทัน ขอให้ลูกช้างทัน ขอเถอะพ่อแก้วแม่แก้ววววว ขอเถอะแม่อ้ายณเดชชช

 
     ย้อนเวลากลับไป 6 วันที่แล้ว  ก่อนจะฉายเดี่ยวไปเดินชายหาดท้าทายพายุที่พัทยา  ฉันแอบแวะไปซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวน้ำตกเมืองกาญราคา 120 บาท ฉันรู้จักทริปนี้เพราะไปอ่านเจอมาในเน็ต และถ้าจำไม่ผิดก็เคยเห็นแว๊บๆในหนังสือท่องเที่ยวด้วยรถไฟ  เอาง่ายๆคือการรถไฟเป็นเจ้าภาพนำเที่ยว เราก็ปล่อยหัวใจเขาว่าไงไปตามเขา...
      พอดีกับที่ฉันมีเวลาว่างอยู่อีก 1 วันเป็นวันอาทิตย์ (ทริปนี้มีเฉพาะเสาร์ และอาทิตย์เท่านั้นนะแจ๊ะ...)

ราคาถูกขนาดนี้ 
              เที่ยวสบายใจไปหลายที่ 
                                แถมไปคนเดียวก็ยังได้ 
                                                     รู้อย่างนี้ จัดสิคะ จะรออะไร...

     ฉันจะเล่าเท่าที่รู้ให้เจ้าได้ทราบ เพียงเราได้จับจองเป็นเจ้าของตั๋วทริปนี้สักใบหนึ่ง เท่านี้สูเจ้าก็จะได้เที่ยวท่องล่องไปกับทางรถไฟสายมรณะ ไปกราบสักการะพระปฐมเจดีย์  อาหารการกินก็ไม่ต้องเป็นห่วง  ขึ้นชื่อว่ารถไฟไทยรับรองได้ว่าของอร่อยจะมีมาขายทุกโบกี้ได้ไม่เคยขาด  และแถมจอดแต่ละสถานีละแวกนั้นก็จะเป็นตลาด หรือไม่ก็ที่ขายของกิน เยอะแยะไปหมด ดังนั้นขอแค่มีตังค์ไป ไม่อดตาย!!! กาแฟฟันธง!!!




        "น้องๆ นี่ไปน้ำตกรึเปล่า โบกี้โน้น จะออกแล้ว เร็ววิ่งๆๆๆๆๆๆ"  
      
     เจ้าหน้าที่คงเห็นฉันวิ่งมาหน้าตาตื่น หันซ้ายหันขวาหาขบวนตัวเองไม่เจอเลยตะโกนซะดังลั่น  ฉันก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังรีบวิ่งหน้าตั้งไปหาที่นั่งบนรถไฟ  

    ม้านั่งบนรถไฟจะเป็นเบาะนั่งหันหน้าเข้าหากัน ตรงข้ามฉันมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง  แต่ข้างฉันยังว่างอยู่  คิดว่าทริปรถไฟราคาถูกที่ออกทุกเสาร์อาทิตย์และเปิดให้บริการนานแบบนี้ก็คงจะมีคนมาใช้บริการน้อย  เพราะเห็นอีกหลายที่นั่งยังว่างอยู่

"โทษนะคะ  ตรงนี้ที่นั่ง 41 ใช่ไหมคะ"  เสียงหนึ่งถามฉันขณะที่กำลังหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง  เจ้าของที่นั่งข้างฉันนั่นเอง เธอเป็นผู้หญิงผิวเข้ม ผมงอ ขนตางอนมาก เอกลักษณ์ของสาวนุ้ย...

     สาวนุ้ยคนนี้ชื่อ โบว์ กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ปี 3 พกกล้องเครื่องใหญ่ถามไปถามมาเลยรู้ว่าเรียนสื่อสารมวลชน  นี่เป็นครั้งแรกที่โบว์เที่ยวคนเดียวโดยมีเหตุผลว่าเบื่อ  เบื่องานที่กองอยู่เต็มหน้า อยากเที่ยวคนเดียวบ้าง  อยากออกไปเจออะไรใหม่ๆ สุดท้ายเลยได้มานั่งข้างกันนี่หละ

     โบว์เป็นคนชวนคุยซะมากกว่า  ชวนจ้อเหมือนกับรู้จักกันมานานปี สอนให้ฉันใช้กล้องโปรตัวใหญ่ๆ และแน่นอนฉันถามมากมายทั้งเรื่องวิชาเรียนของเธอ และเล่าเรื่องที่ฉันไปเที่ยวมาให้เธอฟัง





      ระหว่างที่รถเรายังวิ่งไปอย่างช้าๆ จอดรับคนเข้ามาเรื่อยๆ ที่นั่งที่เคยโหลงเหลงตอนนี้ก็ถูกจับจองมีเจ้าของไปหมดแล้ว

    ฉันพึ่งรู้ว่าเราซื้อตั๋วรถไฟแล้วมารอขึ้นรถที่สถานีไหนก็ได้ที่เป็นทางผ่านไม่จำเป็นว่าจะต้องขึ้นที่หัวลำโพงเท่านั้น ที่แปลกใจอีกอย่างก็คือมีนักท่องเที่ยวจีนด้วย แต่ไม่ได้เป็นสไตล์ชุดราตรีสีสะท้อนแสง  อันนี้มาแนวสบายๆ  ถัดไปอีกหน่อยก็มีสองสาวดูท่าแล้วน่าจะเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนก็ยังเป็นจีนอีกเหมือนกัน มองไปทางใต้ก็มีฝรั่งมาด้วยกันสองคู่ชูชื่น  หัวโบกี้ก็มีฝรั่งใส่ชุดลายดอก(สีสันวันสงกรานต์)นั่งอยู่กับเพื่อนอีกสองคน

     คิดในใจว่า "เฮ้ยทริปนี้ของการรถไฟมันเจ๋งดีแฮะ มีคนต่างชาติด้วย แปลว่าไม่ธรรมดาซะแล้ว"
 ยังไงๆมันก็สมควรดังอยู่นะเพราะผ่านสถานที่สำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซะหลายที่เลย  อาจจะดังในหมู่คนที่ชอบเที่ยวด้วยรถไฟ หรือพวกที่ตามรอยประวัติศาสตร์ ตามรอยหนัง ก็เป็นได้


      พอคนขึ้นมาเกือบทุกที่นั่งเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก็จะเข้ามาทักทายเรา  ยื่นตั๋วไปให้เขาตรวจก็จบข่าว  หลังจากนั้นไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนประกาศผ่านโทรโข่งว่าอีกสองชั่วโมงเราจะถึงนครปฐม ตามด้วยสะพานข้ามน้ำแคว  ทางรถไฟสายมรณะ น้ำตกไทรโยคน้อย และปิดท้ายที่สุสานทหารผ่านศึก

     ที่ฉันชอบอีกอย่างก็คือเจ้าหน้าที่จะเล่าว่าถึงตรงนั้นมองออกทางหน้าต่างซ้าย ถึงตรงนี้ให้มองออกหน้าต่างขวา พอถึงตรงโน้นให้ยื่นมือลูป บลา บลา บลา...เอาจริงฉันก็จำได้ไม่หมดหรอก เดี๋ยวเวลาคนอื่นเขาทำอะไรก็ทำตามละกัน

     ในระหว่างนี้ก็มีคุณป้าขายเครื่องดื่มร้อนๆยามเช้าขึ้นมาบนขบวนรถ เธอไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟไทยหรอกเจ้าค่ะ  ดูจากยูนิฟอร์มแล้วเหมือนกับยายเลี้ยงหลานแถวบ้านเลย  แต่เธอทำให้การรถไฟไทยสมบูรณ์แบบมากขึ้น ถ้าขาดป้าๆไปการรถไฟไทยก็คงไม่มีสีสัน ฉันขอยกให้อยู่ในบัญชี "ไทยแลนด์ only" ป้ามาพร้อมกับกระติกน้ำร้อน 1 ใบ ตะกร้าที่มีกาแฟ โอวัลติน ไมโล โกโก้ โจ๊ก มาม่า ครบครัน เดินถามทุกคนทุกที่นั่ง แถมป้ายังสปิ๊คอิงลิชได้คล่องแคล่วกับฝรั่ง  ตอนแรกฉันก็สงสัยว่าถ้าขึ้นมาขายอย่างนี้แล้ว  เจ้าหน้าที่เค้าจะไม่ไล่ลงหรือ  แล้วฉันก็ได้คำตอบ...ว่าเจ้าหน้าที่รถไฟก็เป็นขาประจำคุณป้าเหมือนกัน ฝรั่งก็ซื้อ คนจีนก็ซื้อ ฉันก็อยากจะซื้อเหมือนกันแต่กังวลว่าถ้ากินน้ำๆไปเยอะๆแล้วจะเอาแต่ถามหาห้องน้ำ ปวดฉี่อยู่นั่นเลยไม่ได้ช่วยอุดหนุนคุณป้า (ยังไงก็ตามคนที่อ่านๆอยู่นี้ มีโอกาสไปก็อุดหนุนคุณป้าแทนฉันทีนะ)

     อีกอย่างที่อยากจะบอกเมื่อขึ้นรถไฟไทย  ถ้าเราใจร้อนเราก็จะรู้สึกว่ารถไฟมันช้าจริงอะไรจริง  และถ้าเราใจเย็นเราก็จะรู้สึกว่ารถไฟมันก็เร็วนะ (เร็วกว่าเดินเท้าเปล่ามาหน่อยหนึ่ง)



     สองชั่วโมงผ่านไป ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเช้ากว่าๆนิดหน่อย ขบวนรถของเราก็ได้เทียบจอดที่ชานชลาสถานีนครปฐม เสียงประกาศบอกให้เวลาประมาณ 45 นาทีลงไปเดินเล่น  ฉันกับโบว์พากันเดินตามเพื่อนรวมขบวนคนอื่นๆเดินทะลุออกมาหลังสถานี  เราเจอตลาด มองไปข้างหน้า นั่นไง นั่นไง พระปฐมเจดีย์!!!  นี่เรามาถึงนครปฐมจริงๆแล้วสินะ...

    แต่ช้าก่อน...ก่อนจะวิ่งไปดูพระประฐมเจดีย์  ท้องท้องฉันนี้ประท้วงเสียงดังแล้ว และแน่นอนว่าความหิวชนะทุกสิ่ง  ฉันกับโบว์เลยแวะโซ้ยข้าวต้มในตลาดกัน



   
     โจ๊กหมูไม่ใส่ผักชี  ทั้งร้านสามโต๊ะทุกโต๊ะมีคนนั่งเราสองคนเลยได้แชร์โต๊ะกับแม่ลูกคู่หนึ่ง  สั่งไปแล้วรอนานนิดหน่อยชวนกันคุยเดี๋ยวเดียวโจ๊กก็มาส่งแล้ว  ร้านนี้ถึงจะน้อยแต่ลูกค้ามาจอดรถซื้อกลับบ้านกันเยอะมาก ไม่รู้ว่าเพราะอร่อยหรือว่าตอนนี้มันสายแล้วร้านอื่นหมด คนเลยพากันมาซื้อร้านนี้

     อร่อยไหม?  ฉันไม่รู้ว่าโจ๊กนี้อร่อยจริงๆ หรือเพราะฉันหิวเกินไป มันเลยเกลี้ยงชาม เลียได้ฉันจะเลีย เราใช้เวลากินไป 30 นาที โอ้วเหลือ 15 นาทีสำหรับพระปฐมเจดีย์ของฉัน

รีบเดินสิ รีบเดิน...

                      10 นาทีสำหรับเดินถ่ายรูป...



                   อีก 5 นาทีสำหรับวิ่งไปขึ้นรถไฟ...


    ฉันไม่รู้ว่าโบว์ยิงไปได้กี่รูปกับ 10 นาทีทอง แต่ที่ฉันรู้สึกคือโบว์ไม่ได้มาเที่ยว เธอเหมือนมาทำบทความพิเศษอะไรเทือกนั้นมากกว่า  ดูจากท่าการเล็งมุมกล้องแล้วบางอย่างที่เธอได้ร่ำเรียนมามันคงฝังเข้าไปในยีนของเธอเรียบร้อยแล้ว กระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว กินง่าย อยู่ง่าย เฟรนด์ลี่มาก ชวนจ้อด้วย


สถานีต่อไป...สะพานข้ามแม่น้ำแคว  (อ่านว่า แคว นะ ไม่ใช่ แคว 5555)



กาญจนบุรี...เทียวกับรถไฟไทย ต้องมีหัวใจที่ฉ่ำเย็น



     หลังจากไปรายงานตัวกับองค์พระปฐมเจดีย์เรียบร้อยแล้ว  สถานีต่อไปเราจะได้พับกบ!!...พบกับ

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
  
   สะพานข้ามแม่น้ำแควนี้มีความสำคัญอย่างไร ??  เอาสาระนิดๆหน่อยๆประดับบล๊อกฉันละกัน  คือสะพานนี้เป็นสะพานทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ที่จะนำพากองทัพญี่ปุ่นเดินทางไปยังประเทศพม่า (เมียนมาร์)ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 1 เดือน (ตอนแรกที่อ่านข้อมูลฉันถึงกับต้องอุทานว่า ตายห่าน!!  ดังๆในใจ)  สร้างโดยใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งหาร อังกฤษ อเมริกัน ฮอลันดา ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาว ไทย จีน ญวน ชวา พม่า มาลายู อีกหลายชีวิต  แน่นอนว่าทางรถไฟนี้ได้สังเวยด้วยชีวิตของคนหลายหมื่นคน ปัจจุบันสะพานแห่งนี้ได้มีการยกย่องให้เป็น สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

  โอเค...จบภาคสาระ ตัดภาพกลับมาตอนนี้บนที่นั่งหมายเลข 40 ขบวนหมายเลข 909
   
     ฉันหอบหายใจแทบไม่ทัน  ก็ดันวิ่งขึ้นรถไฟอย่างมั่นใจเกินล้าน...พอเดินหาที่นั่งตัวเองเท่านั้นแหละ 

          เอ๋??  ที่นั่งมันทำไมเป็นไม้ฟร๊ะ  คนก็หน้าไม่คุ้นเลย  

ยังไม่ทันได้คิด โบว์ก็ตะโกนด้วยความตกใจว่า "เฮ้ย!!  ของเรามันโบกี้โน้น รีบวิ่งเร็วววววว"
วิ่งลืมตาย เกือบจะไม่ได้มานั่งแล้วสิ  ฉันต้องขอโทษโบว์หลายๆครั้ง  ตระหนักรู้ถึงการมีเพือนคู่คิดก็ตอนนี้  ถ้าไม่มีโบว์ฉันคงได้เที่ยวนครปฐมทั้งวันแน่ๆ

    การวิ่งลืมตายทำให้เราเสียเอทีพีที่สะสมไว้ไปมากโข  ดีนะที่เราแวะซื้อของกินเล่นมาจากตลาดเมื่อกี้ขนมถ้วย และมะม่วงมัน ช่วยชีวิตเราสองคนได้


     ฉันลืมไปแล้วว่าเรานั่งรถไฟอีกนานเท่าใดจนมาถึงสะพานข้ามน้ำแคว ลงรถไฟไปละโห..กองทัพนักท่องเที่ยวทั้งไทยทั้งเทศทำไมมันเยอะได้ขนาดนี้ ไปดูกันๆ...


      ตรงนี้รถจะจอด ให้เราลงไปเดินเล่นที่สะพาน แถวนี้มีตลาดเล็กๆขายทั้งของกินของที่ระทึก เอ๊ย! ระลึก ฉันฝากชีวิตไว้กับลูกชิ้นทอดไม้ละ 10 บาท 3 ไม้สำหรับมื้อกลางวัน อร่อยหรือเปล่าไม่รู้แต่หันดูอีกทีก็เกลี้ยงถุงซะแล้ว

     แน่นอนว่าขาดไม่ได้ทุกสถานที่ท่องเที่ยวมันต้องมีไอเทมของที่ระลึกสุดฮิตประจำไทยแลนด์เช่น กระเป๋าผ้าถักใส่ขวดน้ำ เสื้อยืดกาญจนบุรี โปสการ์ด กบคร๊อกๆ ของเล่นไม้ แม็กเน็ตตุ๊กตุ๊ก ฯลฯ เป็นอย่างหนึ่งที่ฉันคิดว่ามันทำให้ของฝากไทยดูไม่ค่อยพิเศษ ไปภาคใต้ก็หาซื้อแคบหมูได้ และมาภาคเหนือยังซื้อน้ำพริกแกงไตปลาให้กิน โอ้ว...บางร้านก็อย่างกับยกทั้งประเทศไทยมาไว้ร้านเดียว ถ้าเราเปลี่ยนให้ของฝากมันหาซื้อได้เฉพาะที่ มันก็คงพิเศษดีขึ้นอีกหน่อย สุดท้ายฉันไม่ได้อุดหนุนของฝากอะไรเลย เอาแต่รีบเดินจ้ำไปหามุมถ่ายรูปที่ลานด้านล่าง ท้าทายกับแสงแดดที่แผดเผา นี่เป็นรูปตรงลานข้างสะพาน...



     ป๊ะ...ขึ้นไปบนสะพานกัน  สะพานนี้มันไม่ได้เก่ามาตามอายุรวมจริงๆ เพราะในสมัยสงครามกำลังดำเนินอยู่นั้นสะพานโดนระเบิดอยู่หลายครั้งจนขาดครึ่ง  ภายหลังสงครามสิ้นสุดลงรัฐบาลไทยก็ได้ซ่อมแซมจนสามารถใช้งานจนถึงทุกวันนี้



     นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นสะพานข้่ามน้ำแคว เห็นสะพานเหล็กๆแบบนี้ก็คิดไปถึง "ขัวเหล็ก" ข้ามน้ำปิง กับสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายที่เป็นโครงเหล็กและสวยเหมือนกัน  แตกต่างตรงที่สะพานแห่งนี้มีรางรถไฟด้วย...ฉันคิดถึงโกโบริ

    อีกด้านของสงครามที่ทำให้คนต้องมาสังเวยชีวิตจากบ้านเกิดเมืองนอน มันก็ยังทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอะไรหลายๆอย่างเช่นพวกการคมนาคม พัฒนาเครื่องบิน รถไฟ ถนนหนทาง การค้า อาหารกระป๋อง แต่คงจะดีกว่ามากถ้าการพัฒนาไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมากจากสงครามหนะนะ

     บนสะพานจะมีที่ให้คนยืนหลบรถไฟเวลารถไฟกำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆผ่านสะพาน ชั่ววินาที่ที่สายตาได้ประสานกัน ระหว่างคนบนรถ และคนยืนหลบรถ คงไม่มีสิ่งใดที่จะเหมาะสมมากไปกว่าการยื่นมือออกไป แล้วพูดจากใจว่า...บ๊ายบาย

   
     การนั่งชมวิวตอนที่รถไฟกำลังวิ่งอยู่ ในที่ๆไม่เคยไปมาก่อนมันก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆผ่านหน้าไป และลุ้นไปด้วยว่าที่ลุงเจ้าหน้าที่ประกาศไว้ วิวนั้นมันจะมองทางหน้าต่างฉันหรือจะต้องหันไปมองหน้าต่างเพื่อนบ้าน
 
    แต่หลายครั้งที่มองออกไป วิวมันก็ไม่ต่างจากขี่มอเตอร์ไซค์กินลมชมวิวแถวบ้านฉันนี่หว่า  ไม่เป็นไร...อย่างน้อยนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นั่งรถไฟแล้วชมวิวไปพร้อมกัน...สุขสันต์วันสโลว์ไลฟ์
   



     นี่คือเพื่อนนักข่าวน้อยของฉัน  กับน้ำแคว ที่เธอพยายามจะยิงชัตเตอร์แบบตั้งท่าเล็งอย่าเหมาะเหม็ง!!!

_________________________________________________________________________

     หลังจากผ่านสะพานข้ามน้ำแควได้ไม่นาน ขณะที่รถไฟพาเราลัดเลาะไปตามทุ่งนาป่าเขา ฉันก็รู้สึกหนักๆที่ไหล่   

                 วิญญาณคุณมัดเล่นฉันแน่แล้ว!!!
        
                                  แย่แล้วๆ ยิ่งนานยิ่งหนัก...อะไรกันนะคุณมัด

 ...
...
...
...
...
..
.
          โอ้ยหนักอะไรที่ไหล่ฉัน...หันไปดูแพ๊พนะ

          นี่ไงคุณมัดของฉัน   โบว์น้อยคงเหนื่อยมากเลยเอาหัวมาอิงไหลฉันงีบนอน

          และฉันก็เป็นเพื่อนที่ดี  ค่อยๆเปิดกระเป๋าหยิบกล้องมาถ่ายไว้ ฮ่าๆๆ ...เธอพลาดแล้วหละ


           
     ไม่นานนักโบว์น้อยก็สะดุ้งตื่น...ทำหน้างงๆด้วยนะ  ฉันเลยแสดงน้ำใจนางสาวศรีสยามบอกให้เอาหัวมาหนุนกระเป๋าได้  ฉันน่ารักชิมิล๊าาาาา...





พอพอ จบอันนี้ฉันจะไปทำอย่างอื่นบ้าง รออ่านตอนที่ 3 นะจ๊ะ...






วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เหมยลี่พาเที่ยว...ท้องฟ้าจำลอง แบบส่วนตัว (ส่วนตัวฉันคนเดียวไม่เกี่ยวใคร)


วันนี้ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับคำถามว่า...ไปไหนดี?

     คำถามง่าย ๆ ถามไม่ยาก แต่ตอบยาก ยิ่งนับเงินในกระเป๋าดูแล้ว...นอกจากจะไม่ช่วยอะไร เงินก็ทำให้ตอบยากขึ้นมาอีก 50%

        มากทม.รอบนี้รู้สึกว่าตัวเองอยู่ไม่ติดบ้าน จริงแล้วไม่อยากเรียกว่าบ้านเลย นึกภาพห้องสี่เหลี่ยมที่มีเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ ระเบียง และห้องน้ำ โอ้วชีวิตหนูกล่อง

        จากคนที่เคยอยู่บ้านที่แยกเป็นห้องโน้นห้องนี้ดีๆ แล้วเอาตัวเองมาอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมอย่างนี้ก็เป็นธรรมดาที่จะเบื่อเอาง่ายๆ ...เฮ้ออออ  

       การตะลอนไปเที่ยวข้างนอกก็ทำให้หายเบื่อได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าที่ฉันหมกอยู่ในกล่องขาวๆนั่นคนเดียว ยิ่งตอนกลางวันแดดสาดแสงแรงจ้าเหมือนกับอยู่ในเตาอบไฟฟ้ายังไงหยั่งงั้นเลย

         คิดเองว่าถ้าเราเป็นคน กทม.จริงๆ ฉันจะไปเที่ยวไหนในวันว่างขนาดนี้ (ถ้าไม่นอนทั้งวัน) หลายคนคงเลือกเดินห้าง ไม่ร้อน เดินสบายๆ เพราะกรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าให้เลือกเที่ยวเยอะกว่าแถวบ้านมาก  ทั้งห้างหรูหรา ไฮโซ ไปจนถึง ช๊อปปิ้งสโตร์เล็กๆที่น่าเดิน (คล้าย star evernue ที่บ้าน)...ห้างที่นี่ผุดขึ้นเยอะอย่างกับดอกเห็ด

       เช้านี้ฉันเริ่มต้นด้วยการไปเดินเล่นใน "เอ็มควอเทีย" ไม่รู้หรอกว่าต้องไปทำไม แต่วันนั้นสะใภ้เพื่อนยากนางมาเดินเล่นที่นี่กับ "เขา" ฉันเลยสงสัยว่ามันมีอะไรดีนะ  แล้วลองเอาชื่อไปหาใน google 

ป๊าดดด...อ่านดูมันก็มีอะไรแปลกๆเยอะดีแฮะ  สมัยนี้ห้างร้านแข่งกันมากขึ้น  ถ้าเราเข้าไปข้างในแล้วเจอร้านที่คุ้นตาแต่แค่เปลี่ยนห้างก็คงทำให้รู้สึกว่าจะเดินห้างไหนก็คงไม่ต่างกันนัก  ห้างใหม่ๆสมัยนี้เลยต้องแข่งกันว่า...
               
ฉันมีร้านที่คนอื่นไม่มีนะ 
                     
                       ฉันออกแบบเหมือนเธอเดินในป่าดงดิบได้เชียวหละ

                                                       ฉันมีภัตตาคารไฮโซหม้อชาบูเคลือบทองนะจ๊ะ

          การมีห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นมาเยอะๆอย่างนี้ น่าจะทำให้เราเข้าใจได้ไม่ยากว่า สภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองในเวลานั้นๆ เป็นอย่างไร เจริญขึ้นมากขนาดไหน มีนักลงทุนพุงพลุ้ยแห่เข้ามาทำธุรกิจมากเท่าไหร่  
         
          แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่มันเกิดขึ้นใจกลางเมืองใหญ่มากกว่าเมืองรองอื่นๆ  ขนาดออกไปรอบนอกของ กทม. เอง บางครั้งก็เหมือนกำลังอยู่ต่างจังหวัดไปซะอย่างนั้น






(ไม่มีภาพประกอบ ก็ฉันชอบหุ่นนี้)


        การเดินห้างวันนี้คงไม่ถูกจริตกับกระเป๋าเงินฉันสักเท่าไหร่  เดินเหมือนคนเดินเบื่อๆ แถมดันหาทางออกไม่เจออีก สุดท้ายพอออกมาได้เลยเดินกลับมาที่ ฺBTS เหมือนเดิม...

        อยู่ BTS แล้วจะเที่ยวไหนดีน๊า....ไม่มีที่ไป


แต่เอ๊ะ!!  BTS มันก็คือ...รถไฟฟ้ามาหานะเธอ...นี่นา

        หนังรักประจำหัวใจของกาแฟ...มีฉากหนึ่งที่คุณครูเอานักเรียนขึ้น BTS  ไปเที่ยวท้องฟ้าจำลอง  และที่นั่นก็เป็นเดทแรกของคุณลุงกับเหมยลี่  คิดออกแล้ว!!!  ฉันจะไปตามหาคุณลุงของฉันบ้างหละ  ขอเป็นเหมยลี่สักวันเถอะนะ  มันต้องใกล้ BTS แน่ๆถ้าในหนังมันเป็นแบบนั้น...


      มดสามตัว!!!  (แอ่น แอน แอ้นนนนนนน...)   มุกบาท สองบาท ก็เอามาเล่นอยู่เน๊อะ...



        ในวันที่ฝนโปรยปราย...มือฉันก็จับร่มลายอุนตร้าแมนเดินเข้าไปตามหาคุณลุงในท้องฟ้าจำลอง


     "ยี่สิบบาทคะ"  เสียงคุณป้าเจ้าหน้าที่ผ่านไมโครโฟนออกมา 

     ทำให้ฉันรีบเปิดกระเป๋าตังค์เอาเงินยื่นไปในช่องเล็กที่มีขนาดพอสอดมือเท่านั้น  พอยื่นมือเข้าไปฉันก็รู้สึกถึงความเย็นจากเครื่องปรับอากาศข้างใน  ในวันฝนตกเช่นนี้เป็นธรรมดาที่พวกห้องกระจก จะต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้อุณหภูมิเย็นลงกว่าข้างนอกเพื่อกันไม่ให้ไอน้ำที่มีในห้องไปรวมกันเกาะเป็นฝ้าที่กระจก  เซเว่นก็เหมือนกัน

  "วันนี้ไม่มีบรรยายท้องฟ้าจำลองนะค่ะ"  เสียงของคุณป้าบอกเพิ่มหลังจากฉันรับตั๋วไว้ในมือ  

        อ่าว! งั้นฉันก็ไม่ได้เป็นเหมยลี่นอนดูดาวข้างๆคุณลุงสิ  ฉันผิดหวังนิดหน่อย จริงๆฉันไม่ได้ชอบดูดาว อาจเพราะฉันดูไม่รู้เรื่อง มองไม่ออกว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ได้ยังไง  แล้วคนคิดที่เชื่อมดาวแต่ละดวงออกมาเป็นรูปจักรราศีต่างๆนั้น เขาต้องใช้จินตนาการมากมายขนาดไหน  แต่เมื่อมาถึงท้องฟ้าจำลองทั้งทีฉันก็อยากให้คุ้มสักหน่อย  แต่ไม่เป็นไรยังไงครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกอยู่แล้วอาจมีอะไรตื่นเต้นมากกว่าที่คิดไว้



        เข้ามาตอนแรกก็เจอนี่...เรียกว่าเครื่องอะไรไม่รู้ วิธีการเล่นคือให้เอาลูกเหล็กไหลไปตามด่านต่างๆ มีอยู่สิบกว่าด่านน่าจะได้...ตอนแรกก็งงๆ ไม่รู้ว่ามันต้องดึงต้องผลักตรงไหนถึงจะไป ต้องขอบคุณลุงที่นั่งเมาท์มอยข้างๆ มาช่วยสอนเล่น จะว่าไปเครื่องนี้มันน่าจะนานมากแล้วจนฝืด ไม่ก็ถูกเล่นมาอย่างสาหัสสากรรจ์

      ความเห็นส่วนตัวนะ...ฉันว่าน่าจะทำให้มันดูมีสีสันแสบทรวงกว่านี้หน่อย  ตอนแรกเดินเข้ามาเห็นถ้าลุงคนนั้นไม่มาสอนเล่นฉันก็นึกว่าเครื่องพัง!!!


     มันดูเหมือนเครื่องที่เอาไว้ทรมานนักโทษยังไงยังงั้นเลย...สยองไปนะ

     เดินมาอีกหน่อยเจอจุดเกือบพีคของวันนี้ละ...


     ฉากหนึ่งที่ยังจำได้ดีคือเหมยลี่หาบ้านตัวเองจากแผนที่กรุงเทพนี้ 

     อ่าหหหห์...บ้านฉันอยู่ไหนน๊า  

                                     อยู่ตรงไหนน๊าาา

                                                    นี่ไงเจอแล้ว!!!   

          ถ้าเกิดฉันพาคนในคอนโดสักสองสามร้อยคนมาเที่ยวท้องฟ้าจำลอง  ทุกคนก็คงชี้นิ้วไปที่จุดเดียวกันแล้วตะโกนว่า...
"นี่ไง...เจอบ้านเราแล้ว!!!"


        ก็ข้างห้องของฉันคือบ้านของอีกสองครอบครัวเล็กๆ บนเพดานฉันก็มีอีกครอบครัว ข้างล่างก็มีอีกครอบครัว  แน่นอนว่าห้องตรงข้ามก็มีอีกครอบครัว  แค่อาคารเดียวก็อยู่กันเป็นร้อยครอบครัวละมั๊ง




เวลาไปเที่ยวไหนอย่างหนึ่งที่เซ็งมากคือ... 
       
              เจอพร๊อปประกอบที่ถูกใจแต่ทำอะไรไม่ได้!!!  
     ไม่มีแม้แต่คนแปลกหน้า หรือคนหน้าแปลกที่จะขอไหว้วานให้เป็นตากล้อง  จนต้องร้องเพลงในใจเบาๆว่า

         "ไม่เคยจะมีใครเดินมาทางนี้...นี่ฉันรออะไรอยู่เหรอ"...ฉันก็ทันอยู่น๊าา 321 อัลบัมแรก

        สงสัยจะต้องเอาไปให้เพจ "ช่วยตัดต่อรูปนี้ให้หน่อย" เอาหน้าฉันไปแปะตรงวงกระจกนั้น
        เผื่อจะได้เป็นนางเอกหนังที่ไปติดอยู่บนดาวอังคาร (แม้ว่าเรื่องนี้จริงๆแล้วจะไม่มีนางเอกเลย...ฉันนี่แหละจะเป็นคนประเดิมให้)



        แอ๊ดแอ่ (^++++^)  จากภาพมันเป็นการจำลองสภาพไร้น้ำหนักใครอยากลองก็จะต้องใส่ชุดหมี สวมหมวกกันกระแทก ถุงมือ ถุงเท้า ใส่มาหมด เหมือนกับพนักงานดับเพลิง แล้วเราจะได้ดิ่งพสุธาให้เสียวซ่าหัวใจ ความสูงที่เราจะกระโดดลงมาคือ 7 เมตร มองจากข้างล่างขึ้นไปมันก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่นี่ ฉันขอลองบ้างสิ  ระหว่างเดินขึ้นบันไดวนไปทีละชั้น ๆ เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวก็จะแนะนำให้เราว่าต้องจับราวยังไง เอามือไว้ตรงไหนเมื่อปล่อยตัวแล้ว หลังจากปล่อยมือก็จะได้สัมผัสกับวินาทีแห่งความเสียวหัวใจที่ไม่เคยได้พบที่ไหนมาก่อน...เอาหละ

                             ชั้น 1     .........................ตึ๊ก...........ตึ๊ก..................

                             ชั้น 4             .........ตึ๊ก.............ตึ๊ก.............ตึ๊ก.............ตึ๊ก..........

                             ชั้น 6                  .....ตึ๊ก.....ตึ๊ก......ตึ๊ก........ตึ๊ก.........ตึ๊ก........ตึ๊ก..........ตึ๊ก....
                            
                             ชั้น 7               ....ตึ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


      ตายหละว้า!!!!  ทำไมแข้งขามันสั่นไปหมด  มือไม้จับบาร์ไม่แน่นเลย หวายยยยยย

              "พี่ค่ะๆ  อย่าพึ่งปล่อยตัวหนูนะ เดี๋ยวๆ แพพๆ ตายๆๆๆๆ  ทำไมมันสูงขนาดนี้"

                       "เดี๋ยว!!!  พี่จับหนูก๊อนน....น"


        ให้ตายเถอะโรบิ้น!!!!   ทำไมเมื่อกี้รู้สึกว่ามันไม่ได้สูงขนาดนี้นะ  ความสูงมันเพิ่มขึ้นรึเปล่าวะ...  แล้วถ้าเยี่ยวแตกนี่อายไปทั้งบางแน่เลยตรู  เปลี่ยนใจทันไหม  พ่อแก้ว แม่แก้วลูกขอเปลียนได้ไหมเจ้าคะ???

      
        มาถึงจุดนี้...มองลงไปข้างล่างโอ๋ยยย...  มันทำให้ฉันคิดถึงคนที่ขอลาออกจากโลกมนุษย์โดยวิธีโหม่งพสุธา  ขอซูฮกยกนิ้วให้ว่าช่างเป็นพวกที่เด็ดเดี่ยวจริงๆ  ฉันเคยอ่านหรือได้ยินได้ฟังมาจากไหนสักที่ว่า คนที่เลือกลาโลกด้วยวิธีกระโดดตึกฆ่าตัวตายนั้น สมมติให้ตึกมี 80 ชั้น ช่วงเวลาที่ทิ้งตัวลงมาก่อนจะถึงชั้น 50  มันจะเหมือนกับว่าเวลาช่างยาวนานเหลือเกิน  นานพอที่จะคิดได้ว่า ยังมีใครที่รอเราอยู่ และยังเหลือสิ่งไหนที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ  คิดถึงช่วงเวลาที่จดจำได้  จากนั้นจะเริ่มคิดได้ว่า "เอ๊ะ แล้วกรูจะมาโดดตึกหาพระแสงอะไรเนี่ย" เมื่อถึงชั้น 30 ก็จะเริ่มกระเสือกกระสนหาทางเอาตัวรอด  แต่นั้นก็สายไปเสียแล้ว  ไหนๆก็โดดลงมาแล้วแรงโน้มถ่วงของโลกไม่เคยทำให้ท่านผิดหวัง...ฟิ้วววว ตุ๊บ!!!

   ลาก่อยยยยย.........ย


        สุดท้าย...เพื่อความปลอดภัย และกางเกงในจะไม่เปียกฉี่ ฉันขอไม่โดดดีกว่า ทั้งที่ในใจจะแบ่งเป็นสองพวกพวกหนึ่งก็บอกว่า "กาแฟ นี่มาถึงที่ ใส่ชุดใส่อะไรพร้อมจะมาป๊อดอะไรตอนนี้ว๊าา  ไม่ได้มาโดดทุกวันนะเฮ้ย  เอาเลยมันแว๊บเดียว ให้มันจบๆไป"  อีกใจหนึ่งก็เถียงคอเป็นเอ็นว่า "นี่มันไม่ใช่สภาวะไร้น้ำหนักแล้วววว  นี่มันสภาวะหมดอาลัยตายอยากชัดๆ เหมือนกับจะมาดิ่งพสุธาโหม่งโลก  ฉันจะไม่เอาชีวิตมาทิ้งไว้กับ 7 เมตรนี้แน่ๆ" ชีวิตมันก็ไม่ต้องขนาด "ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย" ไปทุกเรื่องก็ได้

    กลับออกมาจากท้องฟ้าจำลองวันนี้ฉันความรู้สึกที่มีต่อโลกก็ได้เปลี่ยนไป  ขนาดที่เจอกับรีน่ายังต้องบอกว่า  "รีน่า ไม่ว่าเธอจะเครียด เพลีย เหนื่อยเรื่องใดๆในชีวิตก็ตาม และกำลังจะคิดสั้น ฉันขอให้เธอไปลง BTS เอกมัย อดใจเดินไปอีกนิดที่ท้องฟ้าจำลอง แล้วไปโดด 7 เมตรนั่น  แล้วปัญหาที่รุมเร้าเธอจะมลายหายไปพริ๊บตา เชื่อฉัน!!!"


(ฉันง่วงนอน...ตอนบ่ายคนเราต้องนอนพักกันบ้าง ลาก่อยยยย)