ใครก็ได้ช่วยมาเป็นฉันสัก 2 นาที แต่เป็น 2 นาที่ที่เข็มยาวมันกำลังกระดิกไปหาเวลา 6.30 น.
วิ่งค่ะ...วิ่งงงงงไม่ลืมหูลืมตาฝ่าฝูงชนคนตื่นเช้าไปขึ้นรถไฟ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำสักหยดก็ยังไม่ตกถึงท้อง ชีวิตมันแพะมาก ยกนาฬิกาขึ้นมาดูอีก 2 นาทีรถไฟออก ตายหละหว๊าาาา จะทันไหมเนี่ยตรู แล้วไอ้ขบวนของฉันมันจอดที่ไหน
โอ้วมายแด๊ด.....ขอให้ทัน ขอให้ลูกช้างทัน ขอเถอะพ่อแก้วแม่แก้ววววว ขอเถอะแม่อ้ายณเดชชช
ย้อนเวลากลับไป 6 วันที่แล้ว ก่อนจะฉายเดี่ยวไปเดินชายหาดท้าทายพายุที่พัทยา ฉันแอบแวะไปซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวน้ำตกเมืองกาญราคา 120 บาท ฉันรู้จักทริปนี้เพราะไปอ่านเจอมาในเน็ต และถ้าจำไม่ผิดก็เคยเห็นแว๊บๆในหนังสือท่องเที่ยวด้วยรถไฟ เอาง่ายๆคือการรถไฟเป็นเจ้าภาพนำเที่ยว เราก็ปล่อยหัวใจเขาว่าไงไปตามเขา...
พอดีกับที่ฉันมีเวลาว่างอยู่อีก 1 วันเป็นวันอาทิตย์ (ทริปนี้มีเฉพาะเสาร์ และอาทิตย์เท่านั้นนะแจ๊ะ...)
ราคาถูกขนาดนี้
เที่ยวสบายใจไปหลายที่
แถมไปคนเดียวก็ยังได้
รู้อย่างนี้ จัดสิคะ จะรออะไร...
ฉันจะเล่าเท่าที่รู้ให้เจ้าได้ทราบ เพียงเราได้จับจองเป็นเจ้าของตั๋วทริปนี้สักใบหนึ่ง เท่านี้สูเจ้าก็จะได้เที่ยวท่องล่องไปกับทางรถไฟสายมรณะ ไปกราบสักการะพระปฐมเจดีย์ อาหารการกินก็ไม่ต้องเป็นห่วง ขึ้นชื่อว่ารถไฟไทยรับรองได้ว่าของอร่อยจะมีมาขายทุกโบกี้ได้ไม่เคยขาด และแถมจอดแต่ละสถานีละแวกนั้นก็จะเป็นตลาด หรือไม่ก็ที่ขายของกิน เยอะแยะไปหมด ดังนั้นขอแค่มีตังค์ไป ไม่อดตาย!!! กาแฟฟันธง!!!
"น้องๆ นี่ไปน้ำตกรึเปล่า โบกี้โน้น จะออกแล้ว เร็ววิ่งๆๆๆๆๆๆ"
เจ้าหน้าที่คงเห็นฉันวิ่งมาหน้าตาตื่น หันซ้ายหันขวาหาขบวนตัวเองไม่เจอเลยตะโกนซะดังลั่น ฉันก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังรีบวิ่งหน้าตั้งไปหาที่นั่งบนรถไฟ
ม้านั่งบนรถไฟจะเป็นเบาะนั่งหันหน้าเข้าหากัน ตรงข้ามฉันมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่ข้างฉันยังว่างอยู่ คิดว่าทริปรถไฟราคาถูกที่ออกทุกเสาร์อาทิตย์และเปิดให้บริการนานแบบนี้ก็คงจะมีคนมาใช้บริการน้อย เพราะเห็นอีกหลายที่นั่งยังว่างอยู่
"โทษนะคะ ตรงนี้ที่นั่ง 41 ใช่ไหมคะ" เสียงหนึ่งถามฉันขณะที่กำลังหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง เจ้าของที่นั่งข้างฉันนั่นเอง เธอเป็นผู้หญิงผิวเข้ม ผมงอ ขนตางอนมาก เอกลักษณ์ของสาวนุ้ย...
สาวนุ้ยคนนี้ชื่อ โบว์ กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ปี 3 พกกล้องเครื่องใหญ่ถามไปถามมาเลยรู้ว่าเรียนสื่อสารมวลชน นี่เป็นครั้งแรกที่โบว์เที่ยวคนเดียวโดยมีเหตุผลว่าเบื่อ เบื่องานที่กองอยู่เต็มหน้า อยากเที่ยวคนเดียวบ้าง อยากออกไปเจออะไรใหม่ๆ สุดท้ายเลยได้มานั่งข้างกันนี่หละ
โบว์เป็นคนชวนคุยซะมากกว่า ชวนจ้อเหมือนกับรู้จักกันมานานปี สอนให้ฉันใช้กล้องโปรตัวใหญ่ๆ และแน่นอนฉันถามมากมายทั้งเรื่องวิชาเรียนของเธอ และเล่าเรื่องที่ฉันไปเที่ยวมาให้เธอฟัง
ระหว่างที่รถเรายังวิ่งไปอย่างช้าๆ จอดรับคนเข้ามาเรื่อยๆ ที่นั่งที่เคยโหลงเหลงตอนนี้ก็ถูกจับจองมีเจ้าของไปหมดแล้ว
ฉันพึ่งรู้ว่าเราซื้อตั๋วรถไฟแล้วมารอขึ้นรถที่สถานีไหนก็ได้ที่เป็นทางผ่านไม่จำเป็นว่าจะต้องขึ้นที่หัวลำโพงเท่านั้น ที่แปลกใจอีกอย่างก็คือมีนักท่องเที่ยวจีนด้วย แต่ไม่ได้เป็นสไตล์ชุดราตรีสีสะท้อนแสง อันนี้มาแนวสบายๆ ถัดไปอีกหน่อยก็มีสองสาวดูท่าแล้วน่าจะเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนก็ยังเป็นจีนอีกเหมือนกัน มองไปทางใต้ก็มีฝรั่งมาด้วยกันสองคู่ชูชื่น หัวโบกี้ก็มีฝรั่งใส่ชุดลายดอก(สีสันวันสงกรานต์)นั่งอยู่กับเพื่อนอีกสองคน
คิดในใจว่า "เฮ้ยทริปนี้ของการรถไฟมันเจ๋งดีแฮะ มีคนต่างชาติด้วย แปลว่าไม่ธรรมดาซะแล้ว"
ยังไงๆมันก็สมควรดังอยู่นะเพราะผ่านสถานที่สำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซะหลายที่เลย อาจจะดังในหมู่คนที่ชอบเที่ยวด้วยรถไฟ หรือพวกที่ตามรอยประวัติศาสตร์ ตามรอยหนัง ก็เป็นได้
พอคนขึ้นมาเกือบทุกที่นั่งเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก็จะเข้ามาทักทายเรา ยื่นตั๋วไปให้เขาตรวจก็จบข่าว หลังจากนั้นไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนประกาศผ่านโทรโข่งว่าอีกสองชั่วโมงเราจะถึงนครปฐม ตามด้วยสะพานข้ามน้ำแคว ทางรถไฟสายมรณะ น้ำตกไทรโยคน้อย และปิดท้ายที่สุสานทหารผ่านศึก
ที่ฉันชอบอีกอย่างก็คือเจ้าหน้าที่จะเล่าว่าถึงตรงนั้นมองออกทางหน้าต่างซ้าย ถึงตรงนี้ให้มองออกหน้าต่างขวา พอถึงตรงโน้นให้ยื่นมือลูป บลา บลา บลา...เอาจริงฉันก็จำได้ไม่หมดหรอก เดี๋ยวเวลาคนอื่นเขาทำอะไรก็ทำตามละกัน
ในระหว่างนี้ก็มีคุณป้าขายเครื่องดื่มร้อนๆยามเช้าขึ้นมาบนขบวนรถ เธอไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟไทยหรอกเจ้าค่ะ ดูจากยูนิฟอร์มแล้วเหมือนกับยายเลี้ยงหลานแถวบ้านเลย แต่เธอทำให้การรถไฟไทยสมบูรณ์แบบมากขึ้น ถ้าขาดป้าๆไปการรถไฟไทยก็คงไม่มีสีสัน ฉันขอยกให้อยู่ในบัญชี "ไทยแลนด์ only" ป้ามาพร้อมกับกระติกน้ำร้อน 1 ใบ ตะกร้าที่มีกาแฟ โอวัลติน ไมโล โกโก้ โจ๊ก มาม่า ครบครัน เดินถามทุกคนทุกที่นั่ง แถมป้ายังสปิ๊คอิงลิชได้คล่องแคล่วกับฝรั่ง ตอนแรกฉันก็สงสัยว่าถ้าขึ้นมาขายอย่างนี้แล้ว เจ้าหน้าที่เค้าจะไม่ไล่ลงหรือ แล้วฉันก็ได้คำตอบ...ว่าเจ้าหน้าที่รถไฟก็เป็นขาประจำคุณป้าเหมือนกัน ฝรั่งก็ซื้อ คนจีนก็ซื้อ ฉันก็อยากจะซื้อเหมือนกันแต่กังวลว่าถ้ากินน้ำๆไปเยอะๆแล้วจะเอาแต่ถามหาห้องน้ำ ปวดฉี่อยู่นั่นเลยไม่ได้ช่วยอุดหนุนคุณป้า (ยังไงก็ตามคนที่อ่านๆอยู่นี้ มีโอกาสไปก็อุดหนุนคุณป้าแทนฉันทีนะ)
อีกอย่างที่อยากจะบอกเมื่อขึ้นรถไฟไทย ถ้าเราใจร้อนเราก็จะรู้สึกว่ารถไฟมันช้าจริงอะไรจริง และถ้าเราใจเย็นเราก็จะรู้สึกว่ารถไฟมันก็เร็วนะ (เร็วกว่าเดินเท้าเปล่ามาหน่อยหนึ่ง)
สองชั่วโมงผ่านไป ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเช้ากว่าๆนิดหน่อย ขบวนรถของเราก็ได้เทียบจอดที่ชานชลาสถานีนครปฐม เสียงประกาศบอกให้เวลาประมาณ 45 นาทีลงไปเดินเล่น ฉันกับโบว์พากันเดินตามเพื่อนรวมขบวนคนอื่นๆเดินทะลุออกมาหลังสถานี เราเจอตลาด มองไปข้างหน้า นั่นไง นั่นไง พระปฐมเจดีย์!!! นี่เรามาถึงนครปฐมจริงๆแล้วสินะ...
แต่ช้าก่อน...ก่อนจะวิ่งไปดูพระประฐมเจดีย์ ท้องท้องฉันนี้ประท้วงเสียงดังแล้ว และแน่นอนว่าความหิวชนะทุกสิ่ง ฉันกับโบว์เลยแวะโซ้ยข้าวต้มในตลาดกัน
โจ๊กหมูไม่ใส่ผักชี ทั้งร้านสามโต๊ะทุกโต๊ะมีคนนั่งเราสองคนเลยได้แชร์โต๊ะกับแม่ลูกคู่หนึ่ง สั่งไปแล้วรอนานนิดหน่อยชวนกันคุยเดี๋ยวเดียวโจ๊กก็มาส่งแล้ว ร้านนี้ถึงจะน้อยแต่ลูกค้ามาจอดรถซื้อกลับบ้านกันเยอะมาก ไม่รู้ว่าเพราะอร่อยหรือว่าตอนนี้มันสายแล้วร้านอื่นหมด คนเลยพากันมาซื้อร้านนี้
อร่อยไหม? ฉันไม่รู้ว่าโจ๊กนี้อร่อยจริงๆ หรือเพราะฉันหิวเกินไป มันเลยเกลี้ยงชาม เลียได้ฉันจะเลีย เราใช้เวลากินไป 30 นาที โอ้วเหลือ 15 นาทีสำหรับพระปฐมเจดีย์ของฉัน
รีบเดินสิ รีบเดิน...
10 นาทีสำหรับเดินถ่ายรูป...
อีก 5 นาทีสำหรับวิ่งไปขึ้นรถไฟ...
ฉันไม่รู้ว่าโบว์ยิงไปได้กี่รูปกับ 10 นาทีทอง แต่ที่ฉันรู้สึกคือโบว์ไม่ได้มาเที่ยว เธอเหมือนมาทำบทความพิเศษอะไรเทือกนั้นมากกว่า ดูจากท่าการเล็งมุมกล้องแล้วบางอย่างที่เธอได้ร่ำเรียนมามันคงฝังเข้าไปในยีนของเธอเรียบร้อยแล้ว กระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว กินง่าย อยู่ง่าย เฟรนด์ลี่มาก ชวนจ้อด้วย
สถานีต่อไป...สะพานข้ามแม่น้ำแคว (อ่านว่า แคว นะ ไม่ใช่ แคว 5555)