วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เราจะไปกาญนะจ๊ะบุรี...และได้ของแถมฟรีคือเพื่อนร่วมทาง

ใครบอกว่ารถไฟไทยไม่ตรงเวลา!!!  แน่จริงมาพิสูจน์กับฉันนนนนน...นน.น

         ใครก็ได้ช่วยมาเป็นฉันสัก 2 นาที  แต่เป็น 2 นาที่ที่เข็มยาวมันกำลังกระดิกไปหาเวลา 6.30 น.

         วิ่งค่ะ...วิ่งงงงงไม่ลืมหูลืมตาฝ่าฝูงชนคนตื่นเช้าไปขึ้นรถไฟ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำสักหยดก็ยังไม่ตกถึงท้อง  ชีวิตมันแพะมาก ยกนาฬิกาขึ้นมาดูอีก 2 นาทีรถไฟออก ตายหละหว๊าาาา จะทันไหมเนี่ยตรู  แล้วไอ้ขบวนของฉันมันจอดที่ไหน

โอ้วมายแด๊ด.....ขอให้ทัน ขอให้ลูกช้างทัน ขอเถอะพ่อแก้วแม่แก้ววววว ขอเถอะแม่อ้ายณเดชชช

 
     ย้อนเวลากลับไป 6 วันที่แล้ว  ก่อนจะฉายเดี่ยวไปเดินชายหาดท้าทายพายุที่พัทยา  ฉันแอบแวะไปซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวน้ำตกเมืองกาญราคา 120 บาท ฉันรู้จักทริปนี้เพราะไปอ่านเจอมาในเน็ต และถ้าจำไม่ผิดก็เคยเห็นแว๊บๆในหนังสือท่องเที่ยวด้วยรถไฟ  เอาง่ายๆคือการรถไฟเป็นเจ้าภาพนำเที่ยว เราก็ปล่อยหัวใจเขาว่าไงไปตามเขา...
      พอดีกับที่ฉันมีเวลาว่างอยู่อีก 1 วันเป็นวันอาทิตย์ (ทริปนี้มีเฉพาะเสาร์ และอาทิตย์เท่านั้นนะแจ๊ะ...)

ราคาถูกขนาดนี้ 
              เที่ยวสบายใจไปหลายที่ 
                                แถมไปคนเดียวก็ยังได้ 
                                                     รู้อย่างนี้ จัดสิคะ จะรออะไร...

     ฉันจะเล่าเท่าที่รู้ให้เจ้าได้ทราบ เพียงเราได้จับจองเป็นเจ้าของตั๋วทริปนี้สักใบหนึ่ง เท่านี้สูเจ้าก็จะได้เที่ยวท่องล่องไปกับทางรถไฟสายมรณะ ไปกราบสักการะพระปฐมเจดีย์  อาหารการกินก็ไม่ต้องเป็นห่วง  ขึ้นชื่อว่ารถไฟไทยรับรองได้ว่าของอร่อยจะมีมาขายทุกโบกี้ได้ไม่เคยขาด  และแถมจอดแต่ละสถานีละแวกนั้นก็จะเป็นตลาด หรือไม่ก็ที่ขายของกิน เยอะแยะไปหมด ดังนั้นขอแค่มีตังค์ไป ไม่อดตาย!!! กาแฟฟันธง!!!




        "น้องๆ นี่ไปน้ำตกรึเปล่า โบกี้โน้น จะออกแล้ว เร็ววิ่งๆๆๆๆๆๆ"  
      
     เจ้าหน้าที่คงเห็นฉันวิ่งมาหน้าตาตื่น หันซ้ายหันขวาหาขบวนตัวเองไม่เจอเลยตะโกนซะดังลั่น  ฉันก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังรีบวิ่งหน้าตั้งไปหาที่นั่งบนรถไฟ  

    ม้านั่งบนรถไฟจะเป็นเบาะนั่งหันหน้าเข้าหากัน ตรงข้ามฉันมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง  แต่ข้างฉันยังว่างอยู่  คิดว่าทริปรถไฟราคาถูกที่ออกทุกเสาร์อาทิตย์และเปิดให้บริการนานแบบนี้ก็คงจะมีคนมาใช้บริการน้อย  เพราะเห็นอีกหลายที่นั่งยังว่างอยู่

"โทษนะคะ  ตรงนี้ที่นั่ง 41 ใช่ไหมคะ"  เสียงหนึ่งถามฉันขณะที่กำลังหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง  เจ้าของที่นั่งข้างฉันนั่นเอง เธอเป็นผู้หญิงผิวเข้ม ผมงอ ขนตางอนมาก เอกลักษณ์ของสาวนุ้ย...

     สาวนุ้ยคนนี้ชื่อ โบว์ กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ปี 3 พกกล้องเครื่องใหญ่ถามไปถามมาเลยรู้ว่าเรียนสื่อสารมวลชน  นี่เป็นครั้งแรกที่โบว์เที่ยวคนเดียวโดยมีเหตุผลว่าเบื่อ  เบื่องานที่กองอยู่เต็มหน้า อยากเที่ยวคนเดียวบ้าง  อยากออกไปเจออะไรใหม่ๆ สุดท้ายเลยได้มานั่งข้างกันนี่หละ

     โบว์เป็นคนชวนคุยซะมากกว่า  ชวนจ้อเหมือนกับรู้จักกันมานานปี สอนให้ฉันใช้กล้องโปรตัวใหญ่ๆ และแน่นอนฉันถามมากมายทั้งเรื่องวิชาเรียนของเธอ และเล่าเรื่องที่ฉันไปเที่ยวมาให้เธอฟัง





      ระหว่างที่รถเรายังวิ่งไปอย่างช้าๆ จอดรับคนเข้ามาเรื่อยๆ ที่นั่งที่เคยโหลงเหลงตอนนี้ก็ถูกจับจองมีเจ้าของไปหมดแล้ว

    ฉันพึ่งรู้ว่าเราซื้อตั๋วรถไฟแล้วมารอขึ้นรถที่สถานีไหนก็ได้ที่เป็นทางผ่านไม่จำเป็นว่าจะต้องขึ้นที่หัวลำโพงเท่านั้น ที่แปลกใจอีกอย่างก็คือมีนักท่องเที่ยวจีนด้วย แต่ไม่ได้เป็นสไตล์ชุดราตรีสีสะท้อนแสง  อันนี้มาแนวสบายๆ  ถัดไปอีกหน่อยก็มีสองสาวดูท่าแล้วน่าจะเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนก็ยังเป็นจีนอีกเหมือนกัน มองไปทางใต้ก็มีฝรั่งมาด้วยกันสองคู่ชูชื่น  หัวโบกี้ก็มีฝรั่งใส่ชุดลายดอก(สีสันวันสงกรานต์)นั่งอยู่กับเพื่อนอีกสองคน

     คิดในใจว่า "เฮ้ยทริปนี้ของการรถไฟมันเจ๋งดีแฮะ มีคนต่างชาติด้วย แปลว่าไม่ธรรมดาซะแล้ว"
 ยังไงๆมันก็สมควรดังอยู่นะเพราะผ่านสถานที่สำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซะหลายที่เลย  อาจจะดังในหมู่คนที่ชอบเที่ยวด้วยรถไฟ หรือพวกที่ตามรอยประวัติศาสตร์ ตามรอยหนัง ก็เป็นได้


      พอคนขึ้นมาเกือบทุกที่นั่งเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก็จะเข้ามาทักทายเรา  ยื่นตั๋วไปให้เขาตรวจก็จบข่าว  หลังจากนั้นไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนประกาศผ่านโทรโข่งว่าอีกสองชั่วโมงเราจะถึงนครปฐม ตามด้วยสะพานข้ามน้ำแคว  ทางรถไฟสายมรณะ น้ำตกไทรโยคน้อย และปิดท้ายที่สุสานทหารผ่านศึก

     ที่ฉันชอบอีกอย่างก็คือเจ้าหน้าที่จะเล่าว่าถึงตรงนั้นมองออกทางหน้าต่างซ้าย ถึงตรงนี้ให้มองออกหน้าต่างขวา พอถึงตรงโน้นให้ยื่นมือลูป บลา บลา บลา...เอาจริงฉันก็จำได้ไม่หมดหรอก เดี๋ยวเวลาคนอื่นเขาทำอะไรก็ทำตามละกัน

     ในระหว่างนี้ก็มีคุณป้าขายเครื่องดื่มร้อนๆยามเช้าขึ้นมาบนขบวนรถ เธอไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟไทยหรอกเจ้าค่ะ  ดูจากยูนิฟอร์มแล้วเหมือนกับยายเลี้ยงหลานแถวบ้านเลย  แต่เธอทำให้การรถไฟไทยสมบูรณ์แบบมากขึ้น ถ้าขาดป้าๆไปการรถไฟไทยก็คงไม่มีสีสัน ฉันขอยกให้อยู่ในบัญชี "ไทยแลนด์ only" ป้ามาพร้อมกับกระติกน้ำร้อน 1 ใบ ตะกร้าที่มีกาแฟ โอวัลติน ไมโล โกโก้ โจ๊ก มาม่า ครบครัน เดินถามทุกคนทุกที่นั่ง แถมป้ายังสปิ๊คอิงลิชได้คล่องแคล่วกับฝรั่ง  ตอนแรกฉันก็สงสัยว่าถ้าขึ้นมาขายอย่างนี้แล้ว  เจ้าหน้าที่เค้าจะไม่ไล่ลงหรือ  แล้วฉันก็ได้คำตอบ...ว่าเจ้าหน้าที่รถไฟก็เป็นขาประจำคุณป้าเหมือนกัน ฝรั่งก็ซื้อ คนจีนก็ซื้อ ฉันก็อยากจะซื้อเหมือนกันแต่กังวลว่าถ้ากินน้ำๆไปเยอะๆแล้วจะเอาแต่ถามหาห้องน้ำ ปวดฉี่อยู่นั่นเลยไม่ได้ช่วยอุดหนุนคุณป้า (ยังไงก็ตามคนที่อ่านๆอยู่นี้ มีโอกาสไปก็อุดหนุนคุณป้าแทนฉันทีนะ)

     อีกอย่างที่อยากจะบอกเมื่อขึ้นรถไฟไทย  ถ้าเราใจร้อนเราก็จะรู้สึกว่ารถไฟมันช้าจริงอะไรจริง  และถ้าเราใจเย็นเราก็จะรู้สึกว่ารถไฟมันก็เร็วนะ (เร็วกว่าเดินเท้าเปล่ามาหน่อยหนึ่ง)



     สองชั่วโมงผ่านไป ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเช้ากว่าๆนิดหน่อย ขบวนรถของเราก็ได้เทียบจอดที่ชานชลาสถานีนครปฐม เสียงประกาศบอกให้เวลาประมาณ 45 นาทีลงไปเดินเล่น  ฉันกับโบว์พากันเดินตามเพื่อนรวมขบวนคนอื่นๆเดินทะลุออกมาหลังสถานี  เราเจอตลาด มองไปข้างหน้า นั่นไง นั่นไง พระปฐมเจดีย์!!!  นี่เรามาถึงนครปฐมจริงๆแล้วสินะ...

    แต่ช้าก่อน...ก่อนจะวิ่งไปดูพระประฐมเจดีย์  ท้องท้องฉันนี้ประท้วงเสียงดังแล้ว และแน่นอนว่าความหิวชนะทุกสิ่ง  ฉันกับโบว์เลยแวะโซ้ยข้าวต้มในตลาดกัน



   
     โจ๊กหมูไม่ใส่ผักชี  ทั้งร้านสามโต๊ะทุกโต๊ะมีคนนั่งเราสองคนเลยได้แชร์โต๊ะกับแม่ลูกคู่หนึ่ง  สั่งไปแล้วรอนานนิดหน่อยชวนกันคุยเดี๋ยวเดียวโจ๊กก็มาส่งแล้ว  ร้านนี้ถึงจะน้อยแต่ลูกค้ามาจอดรถซื้อกลับบ้านกันเยอะมาก ไม่รู้ว่าเพราะอร่อยหรือว่าตอนนี้มันสายแล้วร้านอื่นหมด คนเลยพากันมาซื้อร้านนี้

     อร่อยไหม?  ฉันไม่รู้ว่าโจ๊กนี้อร่อยจริงๆ หรือเพราะฉันหิวเกินไป มันเลยเกลี้ยงชาม เลียได้ฉันจะเลีย เราใช้เวลากินไป 30 นาที โอ้วเหลือ 15 นาทีสำหรับพระปฐมเจดีย์ของฉัน

รีบเดินสิ รีบเดิน...

                      10 นาทีสำหรับเดินถ่ายรูป...



                   อีก 5 นาทีสำหรับวิ่งไปขึ้นรถไฟ...


    ฉันไม่รู้ว่าโบว์ยิงไปได้กี่รูปกับ 10 นาทีทอง แต่ที่ฉันรู้สึกคือโบว์ไม่ได้มาเที่ยว เธอเหมือนมาทำบทความพิเศษอะไรเทือกนั้นมากกว่า  ดูจากท่าการเล็งมุมกล้องแล้วบางอย่างที่เธอได้ร่ำเรียนมามันคงฝังเข้าไปในยีนของเธอเรียบร้อยแล้ว กระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว กินง่าย อยู่ง่าย เฟรนด์ลี่มาก ชวนจ้อด้วย


สถานีต่อไป...สะพานข้ามแม่น้ำแคว  (อ่านว่า แคว นะ ไม่ใช่ แคว 5555)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น