วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กาญจนบุรี กับน้ำตกไทรโยคน้อย (น้อยจริงๆ) และสุสานทหาร ฉันคิดถึงโกโบริอีกแล้ว...



     ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง...ฉันจะขอคั่นรายการ ด้วยการสอนร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับรถไฟ  เนื้อเพลงมี 1 บรรทัด ในเมื่อบล๊อกมันเอาเสียงลงไม่ได้ เธอจงเอาเนื้อนี้ไปถามคนที่คิดว่าน่าจะได้ร้องเพลงนี้...ไม่งั้นเธอจะเอ๊าท์

เอาเนื้อเพลงไป...

  "รถไฟจะไปลำปาง...บ่มีซะตางค์ ปิ๊กมาหยั่งเก่า..."  จบเพลงแล้ว
   เอาไปร้องเวลารอรถแดง รถเมล์นะ

     โอเคมาต่อกันตอนที่ฉันกำลังอยู่บนรถไฟ...ลุงเจ้าหน้าที่ได้ประกาศเมื่อเช้าว่า ก่อนถึงน้ำตกไทรโยคน้อย เราจะผ่านหน้าผา ลุงบอกว่าถ้าผ่านแล้วให้เอามือยื่นออกไป แล้วอธิษฐาน เพราะว่าตรงนี้มีคนตายเยอะ  (เอาจริง...ฉันก็งงว่าคนที่ตายด้วยความทรมานและคิดถึงบ้านมาก เขาจะมาช่วยให้ฉันสมหวังได้ยังไงกันนะ) แต่ถามว่าฉันทำไหมหละ  ฮ่าๆฉันทำสิ ก็อุสาห์มาถึงนี่แล้วจะมามัวคิดหาเหตุผลแพะอะไรอีกหละ

     ขณะที่ฉันกำลังจะงีบสักนิดสักหน่อย...ก็บังเกิดความฮือฮาขึ้นในขบวนรถ...

     นั่นพวกเธอทำเสียงวู๊วว๊าวอะไรกัน???  ทำฉันตื่นจากภวังค์  ต้องหันหน้ามองตามเสียง


             ขอ ว๊าววว!!! ด้วยคน  ไม่ต้องนงต้องนอนมันละ หุ้ยยยยย

      วิวริมน้ำสวยใช่ม๊า ฉันจำไม่ได้(อีกแล้ว)ว่าชื่อแม่น้ำอะไร  แต่ที่นี่มีแพเมืองกาญกำลังลอยผ่านไปด้วยเมื่อฉันชะโงกหน้าไปมอง  เธอรู้จักแพเมืองกาญกันใช่ไหม อ๊ะสำหรับคนที่ไม่รู้ฉันก็จะบอกคร่าวๆนะ แพเมืองกาญคือแพที่เราจะพาคนเข้าไปอยู่หลายสิบคนได้เลย แถมยังมีห้องเอาไว้เต้นด้วย ตอนนั้นฉันเป็นเด็กน้อยไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ได้แต่วิ่งไปซื้อขนม และเต้นๆกับพวกผู้ใหญ่นิดหน่อย แล้วไปนอนสลบอยู่บนแพอีกหลัง  จบการแนะนำแพงเมืองกาญแต่เพียงเท่านี้

    หันมองแม่น้ำที่กว้างใหญ่ไม่ทันไร ฉันก็ต้องรีบหันมาอีกด้านหนึ่ง ก็หน้าผาที่ลุงเจ้าหน้าที่บอกให้เอามือแตะมันก็อยู่ตรงนี้ รถเรากำลังผ่าน ฉันเอามือยื่นออกไปแตะได้นิดเดียวเอง แถมยังเป็นรอยเลื่อมจากขี้มือของนักท่องเที่ยวหลายร้อยหลายพันคนที่พากันเอามือมาแตะอธิษฐาน

     เอาจริงฉันไม่ทันได้อธิษฐานหรอก ไม่รู้เค้าจะเร่งไปไหนผ่านเร็วมาก เร็วจนเอามือแตะแทบไม่ทันเลย  ก็นึกว่าเค้าจะเป็นใจชลอรถให้ฉันได้ขอพรพบเนื้อคู่สักสองสามคนเป็นว่าผ่านเร็วยิ่งกว่าประกันรถ มาเร็ว เคลมเร็ว ซ่อมเร็ว  ฉันเซ็งมากกกกก  เอ๊ะหรือนี่เขาลดความเร็วแล้ว แต่ฉันก็รู้สึกว่ามันเร็วเกินกว่าจะทันอยู่ดี

    ไม่ไกลจากหน้าผาเท่าไหร่ รถไฟเรากำลังแล่นอยู่บนรางไม้ มองข้างล่างแล้วเสียวหัวใจ คนทั้งขบวนก็พากันชะโงกหน้า ยืนทั้งกล้องทั้งมือถือออกไปถ่ายรูป  ฉันสงสัยว่าทำไมรางตรงนี้ยังเป็นไม้ เป็นอย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้ว และจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าใด...ฉันไม่ได้ว่ามันล้าสมัย แต่ฉันชอบที่มันเป็นแบบนี้แม้ว่าจะทำให้หัวใจใกล้หลุดเบ้าก็ตาม



     อุ๊ย!!  ตรงนี้มีถ้ำด้วยนะ แน่นอนว่าเวลารถเราผ่านคนที่อยู่ปากถ้ำก็หันมามองเราเป็นตาเดียว บางคนก็ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปขบวนรถไฟด้วย  ฝั่งเราก็ไม่แพ้กันยกกล้องขึ้นมาถ่ายมนุษย์ถ้ำ  ฉันก็คนหนึ่งที่ยกกล้องขึ้นมายิงมนุษย์ถ้ำ...ไม่มีใครยอมใคร!!

    แป๊บนะ!!...ฉันสงสัยทำไมถ้ำที่เมืองไทยเข้าไปต้องมีพระพุทธรูปอยู่ตลอดเลย  ถ้าสมมติว่าเราเป็นตัวเอกของละครไทยสักเรื่องแล้วหนีออกมาจากกระท่อมนายหัวโหดที่จะใช้ปลาทูทุบหัว  หนีออกมาฝนเจ้ากรรมดันเป็นใจ เห็นถ้ำเลยขอวิ่งเข้าไปหลบซะหน่อย ดันไปเจอนายหัวหาเห็ดอยู่ในถ้ำ แล้วเบรคนี้จะจบเหมือนในละครจริงๆไหมเนี่ย??

                                           หยุด!!!  มโนไปไกลแล้วนะกาแฟ

         ดังนั้นเอาเป็นว่าหากคิดจะไปกระโดดโลดเต้นแยกแข้งแยกขา เป็นนกเด้าดินสิงอยู่ในถ้ำ ฉันก็...
                                                                 ใสเจียด้วย!!
   


      นั่งไปอีกคนจนถึงบ่ายสองกว่า  เราถึงได้เช็คอินที่ "น้ำตกไทรโยคน้อย"

      นั่งรถก้นด้านมานานนม ขอเดินไปสำรวจน้ำตกก่อนเหอะ  มันงามจะใดเป็นล้ำเป็นเหลือถึงได้มีรถไฟนำเที่ยวพานักท่องเที่่ยวมาเสิร์ฟถึงที่นี่  เดินมาหน้ารถนิดหน่อยก็เป็นจุดสิ้นสุดรางรถไฟขบวนนี้  และมีหัวรถจักรเก่า น่าจะเป็นแบบไอน้ำที่ไม่ใช้แล้วก็เอามาตั้งไว้มีพวงมาลัยห้อย เป็นสไตล์ไทยแลนด์โอนลี่




     สมกับที่ชือน้ำตก "ไทรโยคน้อย"  น้อยสมชื่อจริงแหละ!!!
   
      วินาทีที่ฉันได้ย่างกรายเข้าไปในอาณาเขตน้ำตกฉันถึงกับตะลึงพรึงเพริดจนต้องหันไปถามโบว์ว่า

 "นี่เราดั้นด้นนั่งรถไฟเพื่อมาดูนี่เหรอ..??"
     
       ก่อนมานี่ฉันกะว่าถึงน้ำตกเมื่อไหร่จะไปนั่งเอาเท้าจุ่มน้ำเย็นๆรับละอองน้ำตกให้ชุ่มฉำปอดซะหน่อย   แต่เมื่อได้เห็น...โอ้วนี่มันอะไรกันเจ้าคะ  น้ำตกมีเด็กเล่นหลายคนน้ำเลยกลายเป็นสีขุ่นโคลน มองไปไกลอีกหน่อยก็เห็นสายน้ำน้อยๆที่ตกลงบนหินผา  น้ำตกไม่ได้เป็นดั่งฝัน ครั้นจะลงน้ำก็รู้สึกแก่ขึ้นมายังไงไม่รู้  ทำไงดีหละมาถึงนี่แล้ว...

   

     
     อ๋า...มีอีกอย่างหนึ่ง ตอนลงรถมาเจ้าหน้าที่บอกว่ามีตาน้ำอยู่ข้างบนเหนือน้ำตกขึ้นไป จะเดินไปหรือจะจ้างรถไปส่งก็ได้  ลักษณะรถเหมือนรถส่งของเป็นมอเตอร์ไซค์เชื่อมกับล้อพ่วง เราทั้งสองไม่รู้ว่าค่าจ้างรถไปส่งจะราคาเท่าไหร่เลยตัดสินใจเดินไป ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย และไม่รู่ว่าอีกไกลแค่ไหนจนกว่าฉันจะใกล้...บอกที  ระหว่างทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีรถรับจ้างหลายคันเขาเรียกเราก็ปฏิเสธไป บางคันนิสัยไม่ดีเร่งเครื่องจนฝุ่นคลุ้งโดนเราไปหมด  แต่เดินคุยกันอย่างนี้ก็ดีฉันได้รู้โลกของ EXO มากขึ้นจากโบว์ที่เบิกเนตรฉันก็พอจะหายเบื่อได้บ้าง กว่าจะถึงตาน้ำเราก็อ่อนกำลังเต็มที (มารู้ทีหลังว่า 10 บาท...รู้สึกว่าตัวเองเค็มไม่เข้าเรื่องเอาซะเลย)   

   เอาอีกแล้ว ตาน้ำ ที่ฉันหมายมาดมาดูเพื่อเก็บภาพประทับใว้ที่ใจดวงนี้...




  ทำไมถึงทำกับฉันด้ายยยย..ยย...ย....ย!!
     มองเข้าไปก็เห็นเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ต้นกำเนิดน้ำตกไทรโยคน้อย  ติดป้ายห้ามเข้าและมีรั้วไม้ไผ่กั้นไว้ไม่ให้คนเข้าไปรบกวน เราเลยได้แต่อยู่ด้านนอกนี้ 
     
      แต่มีสองอย่างที่ฉันชอบ อย่างแรกคือน้ำที่นี่เย็นมากมีหลายคนเอาเท้าไปจุ่มน้ำเย็นเพื่อให้สดชื่นจากยามบ่ายที่ร้อนอบอ้าว  (แน่นอนว่าน้ำที่คนข้างล่างดำผุดดำว่ายสบายอุรา ก็เป็นน้ำจุ่มเท้าจากคนข้างบนไหลลงไป โอ้...ชื่นใจจริงๆ)

   อย่างที่สองที่ชอบคือมีปลาน้อยอยู่ในน้ำด้วย น้ำใสมากจนเห็นปลาว่ายไปมา เดี๋ยวมันก็ไปทางโน้นที ทางนี้ที ตามฝูงเพื่อนๆของมัน ถ้าเราเอามือจุ่มไปก็จะเหมือนสปาปลา (ครึ่งชั่วโมง 150 บาทที่ท่าแพ) แต่ปลานั้นเค้าเลี้ยงไว้ให้กินหนังตีนโดยเฉพาะ ปลาตรงนี้เป็นธรรมชาติ แต่ก็ยังมีคนให้หนังตีนเป็นอาหารปลาอยู่นะ
                               โอ้ว..แม่สาวน้อย นี่มัน "น้ำใส ไหลเย็น เห็นตัวปลา" ชัดๆเลย


      เราสองคนเล่นน้ำนิดหน่อย คิดกันไว้ว่าตอนกลับเราขึ้นรถรับจ้างกันดีกว่า เท่าไหร่ก็จ่ายเถอะ  แต่เดินออกมาจากตาน้ำตกให้ตายเถอะโรบิ้น สักคันก็ไม่เห็นเลย  แหม่ ทีตอนไม่อยากขึ้นมาขึ่ผ่านเป็นสิบคัน ทีอยากจะขึ้น...หายสอย

     ฉันกับโบว์เดินลงมาแวะหาซื้อของกินที่ 7-11 ก็ลุงเจ้าหน้าที่บอกว่าหลังจากนี้เราจะไปแวะอีกที่คือสุสานทหาร แต่ถ้าไปเลยเวลาที่สุสานปิดประตูแล้ว ก็ใสเจีย เสียใจด้วยนะฮ๊าาาา  หากเป็นอย่างนี้รถเราก็จะวิ่งยาวไปจนถึง กทม. นะเจ้าค่ะ  หมายความว่าเธอจะไม่มีข้าวเย็นกินถ้าไม่ซื้อตุนไว้ซะก่อน

    อ๋อลืมเล่าไป ฉันชอบบริการทุกระดับประทับใจของการรถไฟในทริปนี้มาก...

     ถ้าเรียกว่าไป "เที่ยว" คือมันต้องมีของฝากชิมิล๊าา  แต่การเที่ยวของเรานั้นสภาพคือก้าวขาลงไม่ทันไร ได้ก้าวขาขึ้นรถรอบใหม่แทบไม่ทัน ดังนั้นเขาจึงมีบริการพิเศ๊ษ พิเศษ แก้ปัญหานี้คือ 

     ขายมันบนรถไฟนี่แหละ!! มีรายการของฝากที่ทั้งหมดเป็นของกินให้เราสั่งไว้ แล้วตอนเย็นจะเอามาส่งที่รถตามเลขนั่งที่สั่งออเดอร์  ถูกใจที่สุดก็ตอนที่ลุงเจ้าหน้าที่ยืนพูดให้ฟัง อันนั้นอร่อยอย่างนั้น อันโน้อนอร่อยอย่างโน้น พลาดไม่ได้นะครับ อร่อยถูกใจ ลุงเล่าไป กาแฟก็กลืนน้ำลายเอื๊อกลงคอ...อยากกินมันทั้งหมดเลย...(ฉันสั่งเป็ดย่าง กับทอดมันปลา)

     หลังจากรถไฟพาพวกเราออกมาจากน้ำตกได้ครู่เดียวรถก็ไปจอดอยู่ที่สถานี่สถานีแห่งหนึ่งนานมาก ไม่รู้จอดเพื่ออะไร แต่ที่นี่ฉันได้เห็นเด็กน้อยญี่ปุ่นน่ารักมากมากับครอบครัว  สังเกตุว่าทริปเที่ยววันนี้มีนักท่องเที่ยวยุโรป และญี่ปุ่นเยอมาก ยุโรปมาแบบเดี่ยวๆบ้าง เป็นคู่บ้าง แต่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเน้นมาเป็นครอบครัว บางคนมาที่นี่เพื่อมาหาญาติที่เสียชีวิตไปในครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง บางคนก็มาเพื่อเห็นสิ่งที่สงครามได้ทิ้งไว้  ฉันไม่รู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร หรือคิดยังไงเมื่อได้มาเห็นสถานที่ที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษทั้งเราและเขาจากต่างที่ต่างถิ่นได้มาร่วมสงครามที่นี่...บางครั้งฉันก็รู้สึกหดหู่ใจ


บ่าวน้อยญี่ปุ่นน่าฮักน่าจัง...

     ออกจากน้ำตกมาตอนบ่ายสามกว่าๆ เรามาถึงสุสานทหารตอนห้าโมงเย็น ตอนแรกฉันก็ได้แต่ภาวนาขอให้ได้ไปเยือนสักครั้ง ก็มาถึงที่แล้ว จะไม่ได้แวะก็คงเสียดาย และที่นี่ก็เป็นที่ที่ฉันอยากเห็นมากกว่าน้ำตกเสียอีก  ลุงเจ้าหน้าที่บอกให้เราปฏิบัติตัวด้วยความสำรวม อย่าหัวเราะ วิ่งไล่ หรือตะโกน

    ที่สถานีมีรถบริการพาไปสุสาน แน่นอนว่าครั้งนี้เราจะไม่พลาด เราจะไม่เดินเป็นคนบ้าอีกแล้ว!!!

    รถที่มารอรับเป็นสองแถวพาเราลัดโรงเรียนแล้วข้ามถนนไปจอดหน้าสุสาน ฉันกับโบว์รวมเงินคนละ 10 บาทจะไปจ่ายค่ารถ  แต่สามีภรรยาที่นั่งตรงข้ามเราบอกว่า "จ่ายให้แล้วจ๊ะ" ฉันรู้สึกขอบคุณมาก เพราะฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะมีน้ำใจให้เรา แม้จะ 10 บาทแต่ราคานี้ซื้อความประทับใจที่ฉันมีต่อพวกเขาได้ (ตอนที่ฉันนั่งพิมพ์อยู่นี้ อยู่ๆก็นึกถึงหน้าพวกเขาขึ้นมาได้ทั้งๆที่ผ่านมานานมากแล้ว)



...ประตูของสุสาน...


 



 


        ตรงเข้าไปฉันเห็นไม้กางเขนอันใหญ่อยู่ตรงกลางสนามหญ้าที่ทอดยาวไป สองข้างทางมีแถวสุสานทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 บางแท่นชื่อก็มีดอกไม้วางอยู่  ฉันเดินไล่เรียงดูตามแถว บางคนก็มีชื่อระบุไว้ชัดเจนเขาชื่ออะไร มียศอะไร  มาจากประเทศไหน แผ่นทีสลักแบบนี้ก็มีดอกไม้วางอยู่ แต่บางแผ่นที่สลักไว้แค่เพียงว่าเป็นทหารนายหนึ่ง เชื่อไหมแม้ว่าในสุสานจะมีดอกไม้ขึ้นสวย มีคนคอยดูแล หมั่นตัดหญ้า ทำความสะอาดอยู่เสมอ ฉันเชื่อว่าคนที่เดินเข้ามาก็รู้สึกหดหู่ เราอยู่ท่ามกลางสุสานที่ล้อมรอบตัวทุกด้าน นับไม่ถ้วน แต่จริงแล้วยังมีอีกหลายคนที่ตายไปแต่ไม่ได้มาอยู่ที่นี่เท่านั้นเอง...


     หลังจากออกมาเรานั่งรถไฟพุ่งตรงกับกรุงเทพ เอาจริง..อย่าเรียกว่าพุ่งเลย ตามสไตล์รถไฟไทยลุงเจ้าหน้าที่บอกว่าอยู่มาเป็น 10 ปีไม่เคยกลับถึงตรงเวลาสักครั้ง  ตามตั๋วบอว่าเราถึงประมาณ 1-2 ทุ่ม แต่ความจริงเราถึง 4 ทุ่ม กลับถึงบ้านเกือบ 5 ทุ่มสลบเหมือด แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการเหนื่อยที่คุ้มค่ามาก

เหนื่อยเพื่อตัวเอง เหนื่อยที่ได้เที่ยว เหนื่อยที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆ

    ฉันขอแนะนำใครที่สนใจ เธอไปวันเสาร์เหอะ ถ้าเธอไปวันอาทิตย์แบบฉันรับรองวันจันทร์เธอก็ยังสลบตาย...เธอควรมีพัดลมที่นักท่องเที่ยวจีนชอบเอาคล้องคอ และเธอพกทิชชูเปียกไปเช็ดหน้าเช็ดตา เช็ดรูจมูกด้วยก็ดี ชีวิตจะปลอดภัย



สุดท้ายสำหรับการเที่ยวแบบสะบั้นหั่นแหลกนี้ ฉันอยากบอกว่าไม่มีวันไหนที่ฉันไม่คิดถึงสะใภ้  เราน่าจะได้เที่ยวด้วยกันอย่างนี้ เราไม่ควรเจอกันเพียงแค่ตอนกินข้าว และโบกมือลา เราน่าจะได้ทำอะไรหลายๆอย่างด้วยกัน ก่อนที่ฉันจะต้องรอสองปีที่ไม่รู้ว่าเธอจะกลับมาตามที่บอกไหม...
ตอนที่เรากำลังนั่งอยู่บนรถไฟสะใภ้คงอยู่เหนือน่านฟ้าของประเทศใดสักที่หนึ่ง
เราดีใจที่เราเป็นหนึ่งในความทรงจำของสะใภ้ระหว่างที่อยู่ไทย แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยหนัก
เราอยากให้สะใภ้รอ วันที่รถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลกสายนั้น
พาเราไปเจอสะใภ้ที่ปลายทางที่สะใภ้อยู่  มันต้องใช้เงินและความกล้ามากกว่าเจ็ดวันนี้แน่ๆ
(ถึงลอนดอนแล้วรีบตอบกลับมา...เรากำลังรอ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น