วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กาญจนบุรี...เทียวกับรถไฟไทย ต้องมีหัวใจที่ฉ่ำเย็น



     หลังจากไปรายงานตัวกับองค์พระปฐมเจดีย์เรียบร้อยแล้ว  สถานีต่อไปเราจะได้พับกบ!!...พบกับ

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
  
   สะพานข้ามแม่น้ำแควนี้มีความสำคัญอย่างไร ??  เอาสาระนิดๆหน่อยๆประดับบล๊อกฉันละกัน  คือสะพานนี้เป็นสะพานทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ที่จะนำพากองทัพญี่ปุ่นเดินทางไปยังประเทศพม่า (เมียนมาร์)ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 1 เดือน (ตอนแรกที่อ่านข้อมูลฉันถึงกับต้องอุทานว่า ตายห่าน!!  ดังๆในใจ)  สร้างโดยใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งหาร อังกฤษ อเมริกัน ฮอลันดา ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาว ไทย จีน ญวน ชวา พม่า มาลายู อีกหลายชีวิต  แน่นอนว่าทางรถไฟนี้ได้สังเวยด้วยชีวิตของคนหลายหมื่นคน ปัจจุบันสะพานแห่งนี้ได้มีการยกย่องให้เป็น สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

  โอเค...จบภาคสาระ ตัดภาพกลับมาตอนนี้บนที่นั่งหมายเลข 40 ขบวนหมายเลข 909
   
     ฉันหอบหายใจแทบไม่ทัน  ก็ดันวิ่งขึ้นรถไฟอย่างมั่นใจเกินล้าน...พอเดินหาที่นั่งตัวเองเท่านั้นแหละ 

          เอ๋??  ที่นั่งมันทำไมเป็นไม้ฟร๊ะ  คนก็หน้าไม่คุ้นเลย  

ยังไม่ทันได้คิด โบว์ก็ตะโกนด้วยความตกใจว่า "เฮ้ย!!  ของเรามันโบกี้โน้น รีบวิ่งเร็วววววว"
วิ่งลืมตาย เกือบจะไม่ได้มานั่งแล้วสิ  ฉันต้องขอโทษโบว์หลายๆครั้ง  ตระหนักรู้ถึงการมีเพือนคู่คิดก็ตอนนี้  ถ้าไม่มีโบว์ฉันคงได้เที่ยวนครปฐมทั้งวันแน่ๆ

    การวิ่งลืมตายทำให้เราเสียเอทีพีที่สะสมไว้ไปมากโข  ดีนะที่เราแวะซื้อของกินเล่นมาจากตลาดเมื่อกี้ขนมถ้วย และมะม่วงมัน ช่วยชีวิตเราสองคนได้


     ฉันลืมไปแล้วว่าเรานั่งรถไฟอีกนานเท่าใดจนมาถึงสะพานข้ามน้ำแคว ลงรถไฟไปละโห..กองทัพนักท่องเที่ยวทั้งไทยทั้งเทศทำไมมันเยอะได้ขนาดนี้ ไปดูกันๆ...


      ตรงนี้รถจะจอด ให้เราลงไปเดินเล่นที่สะพาน แถวนี้มีตลาดเล็กๆขายทั้งของกินของที่ระทึก เอ๊ย! ระลึก ฉันฝากชีวิตไว้กับลูกชิ้นทอดไม้ละ 10 บาท 3 ไม้สำหรับมื้อกลางวัน อร่อยหรือเปล่าไม่รู้แต่หันดูอีกทีก็เกลี้ยงถุงซะแล้ว

     แน่นอนว่าขาดไม่ได้ทุกสถานที่ท่องเที่ยวมันต้องมีไอเทมของที่ระลึกสุดฮิตประจำไทยแลนด์เช่น กระเป๋าผ้าถักใส่ขวดน้ำ เสื้อยืดกาญจนบุรี โปสการ์ด กบคร๊อกๆ ของเล่นไม้ แม็กเน็ตตุ๊กตุ๊ก ฯลฯ เป็นอย่างหนึ่งที่ฉันคิดว่ามันทำให้ของฝากไทยดูไม่ค่อยพิเศษ ไปภาคใต้ก็หาซื้อแคบหมูได้ และมาภาคเหนือยังซื้อน้ำพริกแกงไตปลาให้กิน โอ้ว...บางร้านก็อย่างกับยกทั้งประเทศไทยมาไว้ร้านเดียว ถ้าเราเปลี่ยนให้ของฝากมันหาซื้อได้เฉพาะที่ มันก็คงพิเศษดีขึ้นอีกหน่อย สุดท้ายฉันไม่ได้อุดหนุนของฝากอะไรเลย เอาแต่รีบเดินจ้ำไปหามุมถ่ายรูปที่ลานด้านล่าง ท้าทายกับแสงแดดที่แผดเผา นี่เป็นรูปตรงลานข้างสะพาน...



     ป๊ะ...ขึ้นไปบนสะพานกัน  สะพานนี้มันไม่ได้เก่ามาตามอายุรวมจริงๆ เพราะในสมัยสงครามกำลังดำเนินอยู่นั้นสะพานโดนระเบิดอยู่หลายครั้งจนขาดครึ่ง  ภายหลังสงครามสิ้นสุดลงรัฐบาลไทยก็ได้ซ่อมแซมจนสามารถใช้งานจนถึงทุกวันนี้



     นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นสะพานข้่ามน้ำแคว เห็นสะพานเหล็กๆแบบนี้ก็คิดไปถึง "ขัวเหล็ก" ข้ามน้ำปิง กับสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายที่เป็นโครงเหล็กและสวยเหมือนกัน  แตกต่างตรงที่สะพานแห่งนี้มีรางรถไฟด้วย...ฉันคิดถึงโกโบริ

    อีกด้านของสงครามที่ทำให้คนต้องมาสังเวยชีวิตจากบ้านเกิดเมืองนอน มันก็ยังทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอะไรหลายๆอย่างเช่นพวกการคมนาคม พัฒนาเครื่องบิน รถไฟ ถนนหนทาง การค้า อาหารกระป๋อง แต่คงจะดีกว่ามากถ้าการพัฒนาไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมากจากสงครามหนะนะ

     บนสะพานจะมีที่ให้คนยืนหลบรถไฟเวลารถไฟกำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆผ่านสะพาน ชั่ววินาที่ที่สายตาได้ประสานกัน ระหว่างคนบนรถ และคนยืนหลบรถ คงไม่มีสิ่งใดที่จะเหมาะสมมากไปกว่าการยื่นมือออกไป แล้วพูดจากใจว่า...บ๊ายบาย

   
     การนั่งชมวิวตอนที่รถไฟกำลังวิ่งอยู่ ในที่ๆไม่เคยไปมาก่อนมันก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆผ่านหน้าไป และลุ้นไปด้วยว่าที่ลุงเจ้าหน้าที่ประกาศไว้ วิวนั้นมันจะมองทางหน้าต่างฉันหรือจะต้องหันไปมองหน้าต่างเพื่อนบ้าน
 
    แต่หลายครั้งที่มองออกไป วิวมันก็ไม่ต่างจากขี่มอเตอร์ไซค์กินลมชมวิวแถวบ้านฉันนี่หว่า  ไม่เป็นไร...อย่างน้อยนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นั่งรถไฟแล้วชมวิวไปพร้อมกัน...สุขสันต์วันสโลว์ไลฟ์
   



     นี่คือเพื่อนนักข่าวน้อยของฉัน  กับน้ำแคว ที่เธอพยายามจะยิงชัตเตอร์แบบตั้งท่าเล็งอย่าเหมาะเหม็ง!!!

_________________________________________________________________________

     หลังจากผ่านสะพานข้ามน้ำแควได้ไม่นาน ขณะที่รถไฟพาเราลัดเลาะไปตามทุ่งนาป่าเขา ฉันก็รู้สึกหนักๆที่ไหล่   

                 วิญญาณคุณมัดเล่นฉันแน่แล้ว!!!
        
                                  แย่แล้วๆ ยิ่งนานยิ่งหนัก...อะไรกันนะคุณมัด

 ...
...
...
...
...
..
.
          โอ้ยหนักอะไรที่ไหล่ฉัน...หันไปดูแพ๊พนะ

          นี่ไงคุณมัดของฉัน   โบว์น้อยคงเหนื่อยมากเลยเอาหัวมาอิงไหลฉันงีบนอน

          และฉันก็เป็นเพื่อนที่ดี  ค่อยๆเปิดกระเป๋าหยิบกล้องมาถ่ายไว้ ฮ่าๆๆ ...เธอพลาดแล้วหละ


           
     ไม่นานนักโบว์น้อยก็สะดุ้งตื่น...ทำหน้างงๆด้วยนะ  ฉันเลยแสดงน้ำใจนางสาวศรีสยามบอกให้เอาหัวมาหนุนกระเป๋าได้  ฉันน่ารักชิมิล๊าาาาา...





พอพอ จบอันนี้ฉันจะไปทำอย่างอื่นบ้าง รออ่านตอนที่ 3 นะจ๊ะ...






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น