วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

วันๆตังค์ไม่หา หาแต่เรื่อง กับพวกเดียวกันนี่แหละ ง่ายดี

เดือนก่อนมีเวลาว่างจัด  เลยไปหาเรื่องทะเลาะกับคนไว้

อันที่จริงการใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพของฉันก็ไม่ได้ตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวใจขนาดนั้น
ยังมีบ้านยายที่ลาดพร้าว และพระรามเก้าหอพี่ฉัน

และวันนั้นอยู่ๆก็เกิดคิดอยากจะชวนพี่ไปกินข้าว  ร้อยวันพันปีไม่เคยชวน อยู่ๆอะไรดลใจให้มาชวนก็ไม่รู้
ก็คิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสดีที่ฉันมาอยู่นี่ได้ 1 เดือน และสำหรับพี่นี่เป็นเดือนสุดท้ายก่อนกลับไปประจำที่เชียงใหม่

อันที่จริงเราเป็นลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้สนิทกันมากนัก เราไม่ได้เจอกันเป็น 6 ปีกว่าก่อนจะมาเจอกันช่วงที่ฉันต้องมาสัมภาษณ์งานในกรุงเต๊ป ไม่เคยกินข้าวด้วยกัน ไม่เคยมีรูปถ่ายด้วยกัน และไม่เคยพูดด้วยกันดีดีเลย

การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเราเหมือนคุยกับคนไม่รู้จัก น่ารำคาญชะมัดเลย

ฉัน : ฮัลโล่ว์...เย็นนี้เลิกงานกี่โมงเจ้า
พี่ : ห้าครึ่ง  ทำไมเหรอ
ฉัน : ว่าจะชวนไปกินข้าวด้วยกัน ไม่รู้สิ
พี่ : 555 ทำไมชวน
ฉัน : คิดว่าเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวมั๊ง  อย่างน้อยก็ครอบครัวเดียวกัน
พี่ : (นางหัวเราะ อาจคิดในใจว่า อะไรของมันนะ) แล้วจะกินที่ไหน นี่ไม่มีตังค์เลี้ยงน้องนะ
ฉัน : ไม่เลี้ยงก็ได้ ก็แค่กินข้าว เสร็จแล้วก็กลับ นี่พูดเพราะๆหน่อยได้ไหม
พี่ : ไม่!!  แล้วจะกินอะไร
ฉัน : อยากกินอะไรกินได้หมด ที่ไหนแล้วแต่เลย
พี่ : งั้นมาที่ศูนย์ %&*$^%#$@%$^%&^
ฉัน : งั้นเจอกันหกครึ่งนะ
พี่ : นี่มาได้ไหมเนี่ย
ฉัน ได้สิ รู้แล้วนี่ไม่ใช่เด็กอนุบาลนะ เดี๋ยวขึ้น MRT ไปไง แล้วให้ออกทางไหน
พี่ : ออกทางตลาด%$^^**(* แค่นี้นะ)
ฉัน : ห๊ะตลาดอะไรนะ
พี่ : ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด...


เพราะพูดกันไม่รู้เรื่องงี้ไงเลยไปคนละทางฉันไปรอที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ ออกทางออกไปตลาดหลักทรัพย์

พี่ไปรอที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ออกทางออกไปตลาดรถไฟ

หยั่งงี้รอเป็นชาติก็ไม่มีทางโคจรมาเจอกัน  และด้วยความเลทของพี่ + ความหลงของฉัน ฉันเลยอารมณ์ขึ้น ใจฮิ้น และที่ทำให้มึ๊ดที่สุดคือ ตอนที่โป๊ะแตกพบว่ารอคนละที่กัน แล้วโดนนางว่าเราไม่ฟังให้ดี  แต่ฉันได้ยินว่าให้มาศูนย์ประชุมจริงๆ ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะของนาง ฉันเลยตอบไปว่า

"ฉันไม่ตลกนะ  พอๆไม่ต้องเจอกันแล้ววันนี้ ไม่อยากเจอแล้ว กลับบ้านใครบ้านมัน"
ไม่มีแล้วครั้งน๊งครั้งหน้าอะไร ฉันไม่ให้อภัยเด็ดขาด

โถ...ตัดภาพมาที่ฉันช่างน่าอนาถใจกินลูกชิ้นทอดสามไม้อยู่ในหอ
ส่วนนางพี่ก็เชียร์บอลเฮ้วๆๆ อยู่กับผองเพื่อน  น่าเอาระเบิดไปทิ้งแถวนั้นนักให้สะเก็ดมันโดนก้นจนนั่งไม่ได้คงดี





.......ว่าแล้วว่าสักวัน มันต้องเอาคืนฉันแน่ๆ......


ย้อนกลับไปกลางเดือนกรกฏาคม ฉันก็ทำแสบกับพี่ไว้มากเหมือนกัน

ปกติทุกครั้งที่มากรุงเต๊ปก็จะไปนอนพระราชวังรังหนูของยาย แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสมาฟ้าเปิด รับพรประเสริฐจากพยายมเลยได้  ที่ได้ไปนอนหอพี่ ในรอบหกปีที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน



ขุ่นพี่กระหน่ำโทรตั้งแต่ฉันเหยียบย่างเข้าสู่แผ่นดินเมืองกรุงอันศรีวิไลซ์  ฝนตก รถติด เบียดกันบนรถโดยสาร ไม่พอ MRT ยังระบบขายบัตรมาขัดข้อง โทรศัพท์ก็ร้องอยู่นั่นแหละ เต็มตัวก็มีแต่อะไรไม่รู้พะรุงพะรัง

พอเจอหน้า

ฉัน : นี่พี่จะกระหน่ำโทรอะไรเยอะแยะนะ ไม่มีมือจะกดรับแล้ว
พี่ : ไม่ใช่ฉันจะโทร ก็แม่เธอแหละบอกให้ฉันโทรหา
ฉัน : เหมือนกันทั้งป้า ทั้งหลานเลย หอมีไหน
พี่  : ทางนี้ อยู่ชั้น 5 นะ
ฉัน : มีลิฟต์ไหม
พี่ : ไม่มี เดินหน่อยนะ

แม้จะเป็นหอราคาถูก แต่ขึ้นมาแล้ววิวจากตรงนี้ก็สวยดีนะ เห็นวิวจากตรงหน้าห้องแล้ว ก็อยากห็นจากระเบียงหลังบ้าง

อย่างที่บอกว่าวันนี้ฝนตก ระเบียงหลังชายคาสั้น ฉันวิ่งไปไม่ทันระวัง เอาหลังและก้นลงพื้นไม่เป็นท่า
แล้วพี่ก็หันมาหัวเราะแล้วพูดสั้นๆว่า "อุ๊ย ลืมบอกไปข้างหลังมันลื่นหน่อยนะ ต้องระวัง"

รู้แล้วสิ หงายหลังไปขนาดนี้ก็รู้แล้วสิ
แถมก่อนจะเดินไปอาบน้ำ นางยังมีแถมตะโกนมาอีกด้วย "เฮ้ย!! อย่าลื่นอีกนะเว้ย"

นี่คนนะ ไม่ใช้ฟ้าผ่าจะได้ลงซ้ำๆ


ก่อนนอนอยู่ๆก็พุดว่า พี่นอนกรนนะ
อ่าว!! ทำไมไม่บอกแต่แรก โชคชะตาอันใดเอาคนตื่นง่าย กับคนนอนกรน ต้องมานอนเตียงเดียวกัน
อย่างน้อยก็สองคืน มากกว่านี้ต้องมีสักคนโดนเนรเทศแน่ๆ (ซึ่งอาจจะเป็นฉัน)

การนอนเป็นไปอย่างเกรงๆ หันหน้าออกทางใครทางมัน อยู่กันคนละขอบเตียง คาดว่ารัฐบาลสามารถทำโครงการทางด่วนแปดเลนผ่านระหว่างเราได้

ก็เงียบไปตั้งนาน...ไม่เห็นได้ยินเสียงกรนอะไรเลย สักเที่ยงคืนฉันก็หลับตานอน
เผลได้แป๊ปเดียว ตีหนึ่ง ฉันถูกปลูกด้วยระบบทางเดินหายใจที่สั่นไหวของเธอ  เลยต้องยื่นแขนไปเขย่าตัวให้เปลี่ยนท่า  หลับต่อได้อีกแพ๊พ ตีสามก็มาอีกแล้ว ต้องให้สะกิด


เป็นอย่างนี้ทั้งสองคืน  หลับๆตื่นๆตลอดเวลา  สภาพตื่นมาเป็นหมีแพนด้าทั้งสองคน

ฉันพึ่งมารู้ทีหลังว่า ที่พี่ทำเป็นนอนเงียบๆหนะคือทำเหมือนว่าหลับ แต่จริงๆแล้วนางกลัวหลับแล้วจะกรนเลยรอให้ฉันหลับก่อน พอแน่ใจว่าฉันหลับแล้วพี่ก็หลับตามหลังไป ไม่นานเลยกรน ฉันก็ปลุก กรนอีก ฉันก็ปลุก สรุปคือ ไม่ได้นอนทั้งคืน  ส่วนฉันหลับตื่นหลับตื่นทั้งสองวัน

และความดีก็ยังมีอยู่บ้าง

ไม่เข้าใจว่าอยู่กรุงเทพมา 2 ปีแต่ไม้แขวนเสื้อมี 5 อัน คือใช้ชีวิตยังไงนะ
แต่พอฉันถามอยากใช้ หลังเลิกงานอีกวันพี่ก็ไปซื้อมาให้ แต่ถึงตอนนั้นฉันก็ไม่ต้องการแล้ว ใสเจียด้วยนะเธอ

ไม่เคยดูหนังที่กรุงเทพ  อยากดูก็กลับไปดูที่เชียงใหม่ ไม่แปลกหรอกสำหรับคนที่กลับอาทิตย์เว้นอาทิตย์ขนาดนั้น

ปลาทอดเหนียวๆที่เหลือจากวงดวลเบียร์เมื่อคืน ตอนฉันตื่นก็จะเอามาให้กินกับข้าวเช้า
ฉันทำหน้าแบ๊วๆแล้วถามด้วยคำเอ๋อๆว่า "คือมัน ไม่กรอบ ไม่ร้อนแล้ว มีไมโครเวฟไหมอ่า"

จำสายตานางได้เลย ไม่พูดอะไรแต่สายตานี่มาเต็ม
"แหม่ อีนี่ขนาดไม้แขวนเสื้อยังไม่มี จะมาร้องเอาไมโครเวฟงี้ หาพระแสงอะไร"

วันสุดท้าย ทิ้งฉันไว้แล้วกลับเชียงใหม่คนเดียว ไม่เป็นไรส่งไลน์ไปก่อกวนได้

"ค่าน้ำจ่ายบุปเฟต์ใช่ไหม เปิดทิ้งไว้หน๋ำๆนะ"
"ผ้าที่ฝากให้ตากให้ นี่เอาไปแช่ใส่น้ำปลาแล้วนะ"
"น้ำตาลที่อยู่ในขวด เอาฝงซักฟองเข้าคลุกด้วยนะ"
"ลืมขวดน้ำสองขวดไว้ กลับมาฝากทิ้งด้วยเด้อ"
"ที่จริงควรเอาน้ำตาลโรยบนเตียง กลับมาจะได้กรี๊ดลั่นหอ"

ส่งกลับมากแค่

"ร้ายกาจมาก เธอนี่มันดื้อจริงๆเลย"


และความสัมพันธ์ของฉันกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็คงเป็นกราฟขึ้นๆลงๆ


วันนี้ชวนไปกินข้าวอีกที  บอกว่าติดอบรม ตอนเย็นไปงานแต่ง

พอ  กัน  ที พี่ ผี บ้า










วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

เที่ยวนี้ เที่ยวที่บ้าน



        กลับเชียงใหม่ครั้งนี้ เป็นการกลับบ้านครั้งแรกหลังจากย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯได้เดือนกว่า
จริงๆแล้วเราก็ปรับตัวได้กับกรุงเทพ การอยู่กินที่นี่ไม่ได้ยากเย็นนัก และคนก็ไม่ได้ไร้น้ำใจต่อกันขนาดนั้น แต่ไม่ใช่บ้านก็ไม่ใช่บ้าน  ชีวิตที่มีแต่ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง และข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อนั้นสุดแสนจะน่าเบื่อ แถมยังต้องเดินอยู่ท่ามกลางมนุษย์หุ่นยนต์มดงานที่คอยมุดเข้ารูนั่น ไปโผล่รูนี่  อันนี้แม้ว่าฉันสนุกที่มันสะดวก แต่ยังไงก็ไม่หายคิดถึงเวลาลมพัดหน้าเมื่อซิ่งบนแมงกะไซต์อยู่ดี 

        ฉันคิดถึงทุกอย่างตั้งแต่เมล็ดที่เพาะในกระบะไปจนถึงเสียงนอนกรนของขวัญสุดา  สองอาทิตย์ก่อนแม่บอกว่าขวัญเอาลูกมาอยู่ที่บ้านด้วย แต่ชื่อก็ยังไม่มี ตั้งใจว่ากลับบ้านคราวนี้จะเอาชื่อดีๆไปฝากลูกของขวัญ



        ตามแผนที่ฉันลาได้ 4 วัน รายการทัวร์ฉันเลยเต็มหน้ากระดาษ ทั้งขึ้นดอย ลอยห้วย ทำสวย จัดหนักเรื่องกิน

        มาครั้งนี้จะบันทึกแบบไม่ใช่บันทึกประจำวันแต่เป็นบันทึกประจำตัว ตามคำแนะนำจากหนังสือ นัก อยาก เขียน ของคุณ ศุ บุญเลี้ยง  ลองดูนะ

        เริ่มกันที่...


วันเสาร์ 17 กันยายน 2559

        วันนี้ตื่นแต่เช้า อันที่จริงนอนไม่หลับตั้งแต่เมื่อคืนมาแล้วหละ เพราะวันก่อนดันไปฝันว่าตกเครื่องไม่ได้กลับบ้าน  แล้วจะไปหาตั๋วรถตั๋วเครื่องบินที่ไหนก็ไม่มี สุดท้ายเลยติดแหงกอยู่ที่กรุงเทพฯ  ฝันร้าย ฝันร้ายจริงๆ  

        เมื่อยังไม่อยากให้ถึงวันที่ฝันกลายเป็นจริง ก็เลยรีบแจ้นออกหอแต่เช้าแล้วมานั่งง่วงที่สนามบิน เอาหน่า! ยังไงก็ดีกว่ามาวิ่งสี่คูณร้อยเข้าเกทแหละ(ปลอบใจตัวเอง)  
อันนั้นตกเครื่องไม่ว่าแต่ถ้าแม่ด่าจะยิ่งกว่าสะเทือนไต

        สุดท้ายนับรวมเวลาฉันรอนานกว่าถึง 2 ชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้นเครื่อง

        บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  "รีบมาแต่เช้าฉันใด ก็ต้องนั่งรอยาวไปๆ ฉันนั้น"  ดีอย่างก็เสียอย่างจริงๆเลย

        ด้วยความเพลีย ความหิว พอกลับถึงบ้านปุ๊บเลยนอนสลบไสลไม่ฝันอะไรสักอย่าง 
แต่หลับได้สักชั่วโมงก็ต้องตื่นไปบ้านตายาย เพราะก่อนไปกทม.ไม่ได้ไปลาครั้งนี้กลับมาเลยต้องไปเยี่ยมสักหน่อย

        บ้านแกรนด์แพเร้นท์ฉันอยู่ที่ลำพูน แม้จะอยู่คนละจังหวัดแต่เดินทางไม่ถึงชั่วโมงก็ถึง 



        ยังจำได้เลย เมื่อปิดเทอมตอนอยู่ประถมฉันได้มาอยู่บ้านลำพูนแค่สองครั้งเอง  และครั้งล่าสุดคือฉันร้องไห้โทรไปฟ้องแม่เรื่องอยากกินคั่วแคกบ แต่ยายเอาแคบหมูมาทำแทน จากวันนั้นปิดเทอมฤดูร้อนของฉันก็เป็นอันสิ้นสุดลง แล้วก็ไม่ได้ไปนอนบ้านยายอีกเลย  นังเด็กเรื่องมาก!!!

        คืนนี้ไปฟังพระสวดศพคนใกล้บ้าน ที่วัดใกล้บ้าน


วันอาทิตย์ 18 กันยายน 2559

        วันนี้ใจอยากจะตื่นเช้า แต่บรรยากาศก็พาไปฝนตกห่าใหญ่ตลอดคืน เลยมาตื่นเอาตอนเจ็ดโมง  
ตามแผนแล้ววันนี้จะไปลั้นลาตามลิสต์ที่กางออกมาดู  หมายมาดจะกากบาทให้ครบทุกข้อ

        แต่...ฉันไม่รู้ควรจะไปเที่ยวยังไงให้เต็มอิ่มแบบล้นตาล้นใจ 
ที่นั่นก็ดูเข้าที ที่นี่ก็ดูเข้าท่า แต่พายุก็ดันเข้ามา ทำแผนล่มไม่เป็นท่าเสียเลย 

        กลายเป็นว่าแทนที่จะได้หายใจให้ฉ่ำปอดบนยอดดอย  ฉันต้องมานั่งเหงาหงอยดูทีวีย้อนหลัง  
ก็ถ้าจะดูหยั่งงี้ดูที่ไหนก็ได้ป่าวว๊าาา...

        และแน่นอนว่าโครงการเดินเบียดเนื้อหนังโอ้ปป้า เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ที่ถนนคนเดินของฉันเป็นอันต้องดับอนาถ  ไม่เป็นไรปลอบใจไว้ว่าวันพระไม่ได้มีหนเดียว 

        แต่กรมอุตุบอกว่าพายุเข้าเจ้าต้องทำใจ 7 วันผ่านไปคงจะได้ลั้นลา

        จบกิจกรรมวันอาทิตย์ปิดท้ายด้วยการไปนั่งฟังพระสวด เหมือนเดิม


วันจันทร์ 19 กันยายน 2559

        วันนี้อากาศดี  แม้จะอึมครึมแต่ก็ยังดีที่ฝนไม่ตก  หลังจากไปช่วยแม่ที่ตลาดแล้วเลยรีบเข้าไปในเมือง  

        ยังไงวันนี้ก็ต้องขึ้นดอยให้ได้!!!  มุ่งมั้น มุ่งมั่น

        วันนี้ฟ้าฝนเป็นใจเลยได้กราบขอพรครูบาศรีวิชัย ก่อนแว๊นมอเตอร์ไซต์ขึ้นไปดอยสุเทพ 

        ขึ้นไปทุกครั้งก็พักจุดชมวิวทุกครั้ง ฉันเรียกที่นี่ว่า "เดอะพีค" (ล้อกับเดอะพีคของฮ่องกง) 




        พักไม่นานก็ขึ้นไปต่อจนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ  

        แล้วฉันก็บ้าพลัง  ไม่มีทางที่ลิฟต์บริการจะได้แอ้มเงินจากฉันหรอก  
        เอ๊าเดินขึ้นบันไดสิจะขึ้นลิฟต์ทำไมให้เสียเหลี่ยมฉัน ทำเป็นพูดดีพอถึงขั้นสุดท้ายงี้แทบจะโทรเรียกรถมูลนิธิมารับร่าง

        ขึ้นไปถึงวัดก็กราบขอพรกับพระท่าน แล้วท่านก็พรมน้ำมนต์ 
        อาจเพราะไปคนเดียวเลยได้แบบหน๋ำ หน๋ำ เอาซะฉ่ำจนไหลจากกลางหัวสู่กลางหลัง  
เสร็จแล้วเลยไปเดินชมวิวที่ลานวัดก่อนลงมาหลังมอ

        วันนี้ดีหน่อยอย่างน้อยก็ได้กินของอร่อยที่ชอบสมัยเป็นนักศึกษา ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือตี๋น้อย ตามด้วยแพนเค้กโซฟูโต๊ะ









        ตอนเย็นก่อนกลับแวะรับเพื่อนอีกคนหนึ่ง  สำหรับค่ำคืนวันนี้อีเวนต์ฉันเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนที่
ไปนั่งฟังพระสวดศพพ่อเพื่อน  คบกันมาเป็นสิบปีบ้านเพื่อนมีที่ไหนยังไม่รู้ กว่าจะถึงก็หลงกันไปไกล   เพราะโลเคชั่นที่แชร์ให้มันดันไม่ตรง

        ด้วยความที่ไม่เจอกันนานเลยเมาท์มอยกันใหญ่ และมีครูประจำชั้นตอนมัธยมไปด้วยครูแล้วครูก็บังเอิญเจอกับลูกศิษย์เก่า  คุยกันยาวเลยงี้  

        ค่ำคืนนี้เลยได้ใช้ทักษะภาษาตาคุยกัน ได้ความประมาณนี้

อ้อม : แฟ บอกครูสิว่าจะกลับแล้ว บอกดิ
แฟ : ก็ทำไมไม่บอกเองวะ
อ้อม : ก็ตาลมันบอก (หันลูกตาไปทางตาล)
ตาล : ก็มึงดูสิ มูนาจะหลับแล้วเนี่ย 
มูนา : โอ้ย พรุ่งนี้เข้างานเจ็ดโมง TT_TT
แฟ : อ้อมบอกเลย หันไปบอกเลย

        ทั้งหมดนี้ไม่มีเสียง ส่งกันด้วยตาและคิ้วล้วนๆ

        จบค่ำคืนนี้ด้วยความเพลีย มูนาไม่ไหวทิ้งรถไว้ที่บ้านเราแล้วให้เพื่อนไปส่งกลับบ้าน บอกตอนเช้าจะมาเอารถ


วันอังคารที่ 20 กันยายน 2559

        วันนี้ต้องซื้อของฝาก  เลยจะไปกาดหลวงกับกระทรวงการคลังประจำบ้าน (พระมารดา)
ฉันได้ของฝากตามที่ต้องการ ทั้งหมูฝอย น้ำพริกหนุ่ม รถด่วน แถมกระเป๋าฟรุ้งฟริ้งใส่ของอีก 

        แต่มีอย่างหนึ่งที่สังเกตได้และทำให้ฉันผิดหวัง คือร้านของฝากทุกร้านของที่ขายเหมือนจะรับมาจากเจ้าเดียวกันหมดเลย  คือมันเลยไม่มีอะไรเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละร้าน ราคาเท่ากัน ของเหมือนกัน น้ำพริกหนุ่มก็มาจากครกเดียวกันมั๊ง  แหนมก็มาจากเครื่องโม่เดียวกัน  แคบหมูก็คนทอดคนเดียวกัน  ผลไม้ดองก็คงมาจากไหเดียวกัน พวกอบแห้งก็คงใช้เครื่องอบเครื่องเดียวกัน

        นี่มันอะไรกันนะ เหมือนซื้อหวยแล้วเขาล๊อคเลข  

        ซื้อของเหมือนมีให้เลือกหลาย แต่ไม่มีความหลากหลายให้เลือก

       ฉันเป็นผู้บริโภคที่ด้อยโอกาสในการเลือกซื้อสินค้า (ไม่มีความหลากหลายของผู้ผลิต) เซ็งสวดๆ แต่ก็นะทำใจ หวังว่ามันจะเปลี่ยนไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง

        กลับมาบ้านพร้อมทั้งเตรียมข้าวของอพยพกลับเมืองกรุง พะรุงพะรัง
        ก่อนกลับฝนตกหนัก อาจเพราะเชียงใหม่อยากให้ฉันอยู่ต่อ เลยต้องให้รอไปอีก 40 นาที
ฉันอมยิ้มเพราะคิดถึงเพื่อนที่ตกเครื่องไม่ทันได้กลับบ้าน แต่ก็ยังหัวเราะและพูดว่า

        "เห็นมั๊ย เมืองไทยอยากให้เราอยู่ต่อ ยังไม่อยากให้เรากลับ"
        ที่อยากให้อยู่ต่อคงไม่ใช่เมืองไทย  แต่เป็นใครคนที่ฟังเธอมากว่า





        ปล. ในระหว่างที่เขียนบล๊อกอยู่นั้น ก็มีมือดี (ไม่สิต้องเรียกว่า"มือบอน") มาแอบพิมพ์ลงบนแบบร่างของฉัน  และฉันจะไม่ลบ เก็บไว้เป็นหลักฐานให้ลูกหลานเธอดู ว่าร้ายกาจขนาดไหน สตี๊ฟ!!!

ฉันกำลังจะกลายเป็นหญิงเมืองกรุงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
ย้ายพื้นที่จะที่ราบสูงภาคเหนือมาอยู่ระดับพื้น
พื้นที่ภานนอกที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
เบียดเสียดเกยไหล่กันในตัวหนอนที่คุ้นเคยแบบไม่เต็มใจ
ภายนอกฉันไปตามกระแสคนที่หลั่งไหล
แต่ภายในฉันต่อต้านแบบสุด

อาจจะเป็นภายในที่เรียกร้องเมืองกรุง
ฉันยืนดึงขนคิ้วอย่างไม่ตั้งใจในเวลาทำงาน
มันอาจทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นแบบไม่รู้ตัว
จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนทัก

หลายคนไม่รู้นะว่าฉันมีความสามารถพิเศษในการทำคลอดแมว
แมวบางตัวฉันได้สัมผัสมันก่อนที่แม่มันจะเลียขนของมันอีก
ถ้าฉันเลียขนมันได้ ฉันจะทำก่อนแม่แมว
นั่งคือที่ฉันตั้งใจมาตั้งแต่ฉันรู้ว่าฉันมีความสามารถพิเศษแบบนี้



ไม่น่าเล่าเรื่องทำคลอดแมวให้มันฟังเลย















วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

หากว่าย้อนเวลากลับไปได้...


มีคนไปตั้งคำถามในพันทิปว่า 

"ถ้าหากคุณมีเวลา 30 วิ โทรศัพท์บอกกับตัวเองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คุณจะบอกอะไร"

เลื่อนลงไปอ่านะคอมเม้นต์  ส่วนใหญ่ที่คนจะทำก็คือกลับไปแก้ไขในสิ่งที่รู้ว่าจะต้องสูญเสียไป  หรือบอกตัวเองให้เตรียมตัวกับบางอย่างที่จะเกิดขึ้นกระทันหัน  และบางคนก็สายฮามาแนวบอกเลข กะเป็นเศรษฐีเสี้ยวนาทีเดียว  หรือแกล้งเป็นเสียงคนโรคจิตโทรไปป่วนตัวเองในอดีต  (นี่ก็ไอเดียดี มีความหลอน 555)

"หลายครั้งที่ฉันบอกคนอื่นว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันจะ..."

แล้วฉันก็กลับมาคิด...ฉันจะบอกอะไรให้ตัวเองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
จะว่าไป 5 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันกลับไปแก้ไขอะไรได้หลายอย่างได้เลยนะ


ฉันจะบอกให้เด็กคนนั้นเปลี่ยนใจเลือกคณะใหม่หรือ

ฉันจะบอกให้เด็กคนนั้นเปลี่ยนใจเลือกมหาวิทยาลัยใหม่หรือ

ฉันจะบอกให้เด็กคนนั้นเรียนภาษาอะไรหรือ

ฉันจะบอกให้เด็กคนนั้นเตรียมตัวอะไรหรือ

ฉันจะบอกให้เด็กคนนั้นพูดอะไรหรือ


แล้วถ้าโทรไปบอก ตัวฉันตอนนั้น (บ้าพลังขนาดนั้น) จะยอมทำตามคนที่แวะมาบอกแค่ไม่ถึงนาทีเหรอ
เสี่ยงที่จะโดนตัวเองคิดว่า 

"นี่มันคนบ้าที่ไหนโทรมาป่วนหละเนี่ย  เสียเวลาฝึกทำข้อสอบเข้ามหาลัยชะมัดเลย"




แล้วฉันก็ลองมาคิดเล่นๆ  สมมตินะ สมมติ

เกิดฉันเปลี่ยนสาขาที่เรียนในวันนั้นเมื่อ 5 ปีก่อน ไปเรียนอย่างอื่น

แล้วฉันจะเรียนอะไรนะ  

เพื่อนของฉันจะเป็นแบบไหนนะ

ฉันจะใช้ชีวิตแบบไหนนะ

ฉันจะทำงานอะไรนะ

ทั้งหมดอาจจะดีขึ้น  เลวลง  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลมันต้องต่างออกไปจากตอนนี้แน่

ฉันคงไม่ได้เจอเพื่อนอีกหลายคน หรือถ้าจะเจอเราจะได้เจอกันแบบไหน ก็ไม่รู้

ฉันคงไม่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ หลายคนไม่มีโอกาสได้ทำ

ฉันคงไม่ได้เจอกับเหตุการณ์ที่น่าประทับใจ และเหตุการณ์เสียใจที่มันต้องเกิดขึ้น

และทั้งหมด จะประกอบกันเพื่อให้ฉันกลายเป็นอีกคน  คิดอีกแบบ ใช้ชีวิตอีกอย่าง


ย้อนไปถึง...ในช่วงที่ใกล้จะเรียนจบเป็นช่วงที่ทรมานใจหนัก  ฉันได้สูญเสียความเชื่อมั่น ความศรัทธา ในตัวเองไปจนเกือบหมด  คิดจนว่าอยากหายไป อยากจบปัญหาแบบง่ายๆ หนีไปเสียให้พ้น แต่ก็ทำไม่ได้ เหมือนยังต้องผูกติดกับมัน ต่อให้หนีไกลเท่าไร ก็ยังหลอนในใจ จะอยู่ตรงไหนก็ไม่ได้เลย

แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฉันได้เรียนรู้ว่าในเวลาที่ชีวิตต้องเผชิญกับเรื่องหนัก มันเป็นช่วงเวลาที่ค่อยๆเจียระไนใจที่มีค่าให้ส่องมากระทบแก้วตาฉัน  ฉันได้รู้จักคนที่สอนให้ฉันต่อสู้กับปัญหา  คนที่สอนให้เห็นด้านดีของสิ่งที่เกิดขึ้น  คนที่ทำให้ฉันเรียนรู้ถึงความต่าง คนที่สอนให้ฉันเห็นความสวยงามที่ยังมีอยู่บนโลก  และคนที่เชื่อมั่นในตัวฉัน แม้ตอนนั้นฉันจะไม่เหลือความศรัทธาในตัวเองเลย

ถ้าฉันย้อนเวลากลับไป  ฉันกลัวในใจว่าจะไม่พบกันอีก

สิ่งใดที่เกิดขึ้น ก็เกิดเพราะมีปัจจัยสมบูรณ์พร้อม...ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา ถูกสถานการณ์
จะขาดอันใดไปเพียงอันเดียว ไปดันให้มันเกิดยังไง ให้ตายก็ไม่เกิด
และเมื่อปัจจัยครบแล้ว จะห้าม จะหยุดอย่างไรให้ตายก็หยุดไม่ได้

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนแต่ได้เกิดขึ้นเพราะสมบูรณ์พร้อมแล้วซึ่งปัจจัยที่จะเกิด 

มาถึงตรงนี้  (เหมือนเมื่อกี้แว๊บไปเข้าธรรมะ)


ยกหูโทรศัพท์ขึ้น...ตู๊ด..ตู๊ด..ตู๊ดดด...

"ฮัลโล่  สวัสดีเจ้า..."

"...สวัสดีน้องกาแฟ  น้องกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยใช่ไหม ขอให้ตั้งใจ และไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จงเชื่อมั่นว่าเราทำมันได้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เยอะๆเข้าไว้ สิ่งที่น้องตัดสินใจมันดีเสมอต่อตัวน้องเอง  และวันหนึ่งสิ่งที่เราทำมันจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนนะรู้ไหม"

ประโยคสุดท้ายหยั่งกับเป็นดารา


บทสรุป

สำหรับฉัน : ฉันจะไม่เปลี่ยนอดีต แต่ฉันจะทำให้เด็กคนนั้นมันบ้าบิ่นมากขึ้น 555 เข้าท่าดี ในเมื่อสิ่งที่ฉันได้ผ่านมามันทำให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีในปัจจุบัน  ฉันจะไม่กลับไปเปลี่ยนเพื่อเสียอะไรไป  

สำหรับเธอ : เธอเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันไม่กลับไปเปลี่ยนอดีตนะ  เพราะนอกจากเธอแล้วฉันก็ไม่มีเพื่อนที่สูง 182 cm. เลย



"นี่ก็จริง นี่ไม่ใช่ฝัน ตอนนี้ก็เกิดขึ้นจริงๆ"

ถ้าเปลี่ยนแปลงอดีตไป...ฉันคงไม่ได้ยินประโยคนี้




อ้างอิง : กระทู้  http://pantip.com/topic/35258986