อันที่จริงการใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพของฉันก็ไม่ได้ตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวใจขนาดนั้น
ยังมีบ้านยายที่ลาดพร้าว และพระรามเก้าหอพี่ฉัน
และวันนั้นอยู่ๆก็เกิดคิดอยากจะชวนพี่ไปกินข้าว ร้อยวันพันปีไม่เคยชวน อยู่ๆอะไรดลใจให้มาชวนก็ไม่รู้
ก็คิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสดีที่ฉันมาอยู่นี่ได้ 1 เดือน และสำหรับพี่นี่เป็นเดือนสุดท้ายก่อนกลับไปประจำที่เชียงใหม่
อันที่จริงเราเป็นลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้สนิทกันมากนัก เราไม่ได้เจอกันเป็น 6 ปีกว่าก่อนจะมาเจอกันช่วงที่ฉันต้องมาสัมภาษณ์งานในกรุงเต๊ป ไม่เคยกินข้าวด้วยกัน ไม่เคยมีรูปถ่ายด้วยกัน และไม่เคยพูดด้วยกันดีดีเลย
การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเราเหมือนคุยกับคนไม่รู้จัก น่ารำคาญชะมัดเลย
ฉัน : ฮัลโล่ว์...เย็นนี้เลิกงานกี่โมงเจ้า
พี่ : ห้าครึ่ง ทำไมเหรอ
ฉัน : ว่าจะชวนไปกินข้าวด้วยกัน ไม่รู้สิ
พี่ : 555 ทำไมชวน
ฉัน : คิดว่าเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวมั๊ง อย่างน้อยก็ครอบครัวเดียวกัน
พี่ : (นางหัวเราะ อาจคิดในใจว่า อะไรของมันนะ) แล้วจะกินที่ไหน นี่ไม่มีตังค์เลี้ยงน้องนะ
ฉัน : ไม่เลี้ยงก็ได้ ก็แค่กินข้าว เสร็จแล้วก็กลับ นี่พูดเพราะๆหน่อยได้ไหม
พี่ : ไม่!! แล้วจะกินอะไร
ฉัน : อยากกินอะไรกินได้หมด ที่ไหนแล้วแต่เลย
พี่ : งั้นมาที่ศูนย์ %&*$^%#$@%$^%&^
ฉัน : งั้นเจอกันหกครึ่งนะ
พี่ : นี่มาได้ไหมเนี่ย
ฉัน ได้สิ รู้แล้วนี่ไม่ใช่เด็กอนุบาลนะ เดี๋ยวขึ้น MRT ไปไง แล้วให้ออกทางไหน
พี่ : ออกทางตลาด%$^^**(* แค่นี้นะ)
ฉัน : ห๊ะตลาดอะไรนะ
พี่ : ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด...
เพราะพูดกันไม่รู้เรื่องงี้ไงเลยไปคนละทางฉันไปรอที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ ออกทางออกไปตลาดหลักทรัพย์
พี่ไปรอที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ออกทางออกไปตลาดรถไฟ
หยั่งงี้รอเป็นชาติก็ไม่มีทางโคจรมาเจอกัน และด้วยความเลทของพี่ + ความหลงของฉัน ฉันเลยอารมณ์ขึ้น ใจฮิ้น และที่ทำให้มึ๊ดที่สุดคือ ตอนที่โป๊ะแตกพบว่ารอคนละที่กัน แล้วโดนนางว่าเราไม่ฟังให้ดี แต่ฉันได้ยินว่าให้มาศูนย์ประชุมจริงๆ ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะของนาง ฉันเลยตอบไปว่า
"ฉันไม่ตลกนะ พอๆไม่ต้องเจอกันแล้ววันนี้ ไม่อยากเจอแล้ว กลับบ้านใครบ้านมัน"
ไม่มีแล้วครั้งน๊งครั้งหน้าอะไร ฉันไม่ให้อภัยเด็ดขาด
โถ...ตัดภาพมาที่ฉันช่างน่าอนาถใจกินลูกชิ้นทอดสามไม้อยู่ในหอ
ส่วนนางพี่ก็เชียร์บอลเฮ้วๆๆ อยู่กับผองเพื่อน น่าเอาระเบิดไปทิ้งแถวนั้นนักให้สะเก็ดมันโดนก้นจนนั่งไม่ได้คงดี
.......ว่าแล้วว่าสักวัน มันต้องเอาคืนฉันแน่ๆ......
ย้อนกลับไปกลางเดือนกรกฏาคม ฉันก็ทำแสบกับพี่ไว้มากเหมือนกัน
ปกติทุกครั้งที่มากรุงเต๊ปก็จะไปนอนพระราชวังรังหนูของยาย แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสมาฟ้าเปิด รับพรประเสริฐจากพยายมเลยได้ ที่ได้ไปนอนหอพี่ ในรอบหกปีที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน
ขุ่นพี่กระหน่ำโทรตั้งแต่ฉันเหยียบย่างเข้าสู่แผ่นดินเมืองกรุงอันศรีวิไลซ์ ฝนตก รถติด เบียดกันบนรถโดยสาร ไม่พอ MRT ยังระบบขายบัตรมาขัดข้อง โทรศัพท์ก็ร้องอยู่นั่นแหละ เต็มตัวก็มีแต่อะไรไม่รู้พะรุงพะรัง
พอเจอหน้า
ฉัน : นี่พี่จะกระหน่ำโทรอะไรเยอะแยะนะ ไม่มีมือจะกดรับแล้ว
พี่ : ไม่ใช่ฉันจะโทร ก็แม่เธอแหละบอกให้ฉันโทรหา
ฉัน : เหมือนกันทั้งป้า ทั้งหลานเลย หอมีไหน
พี่ : ทางนี้ อยู่ชั้น 5 นะ
ฉัน : มีลิฟต์ไหม
พี่ : ไม่มี เดินหน่อยนะ
แม้จะเป็นหอราคาถูก แต่ขึ้นมาแล้ววิวจากตรงนี้ก็สวยดีนะ เห็นวิวจากตรงหน้าห้องแล้ว ก็อยากห็นจากระเบียงหลังบ้าง
อย่างที่บอกว่าวันนี้ฝนตก ระเบียงหลังชายคาสั้น ฉันวิ่งไปไม่ทันระวัง เอาหลังและก้นลงพื้นไม่เป็นท่า
แล้วพี่ก็หันมาหัวเราะแล้วพูดสั้นๆว่า "อุ๊ย ลืมบอกไปข้างหลังมันลื่นหน่อยนะ ต้องระวัง"
รู้แล้วสิ หงายหลังไปขนาดนี้ก็รู้แล้วสิ
แถมก่อนจะเดินไปอาบน้ำ นางยังมีแถมตะโกนมาอีกด้วย "เฮ้ย!! อย่าลื่นอีกนะเว้ย"
นี่คนนะ ไม่ใช้ฟ้าผ่าจะได้ลงซ้ำๆ
ก่อนนอนอยู่ๆก็พุดว่า พี่นอนกรนนะ
อ่าว!! ทำไมไม่บอกแต่แรก โชคชะตาอันใดเอาคนตื่นง่าย กับคนนอนกรน ต้องมานอนเตียงเดียวกัน
อย่างน้อยก็สองคืน มากกว่านี้ต้องมีสักคนโดนเนรเทศแน่ๆ (ซึ่งอาจจะเป็นฉัน)
การนอนเป็นไปอย่างเกรงๆ หันหน้าออกทางใครทางมัน อยู่กันคนละขอบเตียง คาดว่ารัฐบาลสามารถทำโครงการทางด่วนแปดเลนผ่านระหว่างเราได้
ก็เงียบไปตั้งนาน...ไม่เห็นได้ยินเสียงกรนอะไรเลย สักเที่ยงคืนฉันก็หลับตานอน
เผลได้แป๊ปเดียว ตีหนึ่ง ฉันถูกปลูกด้วยระบบทางเดินหายใจที่สั่นไหวของเธอ เลยต้องยื่นแขนไปเขย่าตัวให้เปลี่ยนท่า หลับต่อได้อีกแพ๊พ ตีสามก็มาอีกแล้ว ต้องให้สะกิด
เป็นอย่างนี้ทั้งสองคืน หลับๆตื่นๆตลอดเวลา สภาพตื่นมาเป็นหมีแพนด้าทั้งสองคน
ฉันพึ่งมารู้ทีหลังว่า ที่พี่ทำเป็นนอนเงียบๆหนะคือทำเหมือนว่าหลับ แต่จริงๆแล้วนางกลัวหลับแล้วจะกรนเลยรอให้ฉันหลับก่อน พอแน่ใจว่าฉันหลับแล้วพี่ก็หลับตามหลังไป ไม่นานเลยกรน ฉันก็ปลุก กรนอีก ฉันก็ปลุก สรุปคือ ไม่ได้นอนทั้งคืน ส่วนฉันหลับตื่นหลับตื่นทั้งสองวัน
และความดีก็ยังมีอยู่บ้าง
ไม่เข้าใจว่าอยู่กรุงเทพมา 2 ปีแต่ไม้แขวนเสื้อมี 5 อัน คือใช้ชีวิตยังไงนะ
แต่พอฉันถามอยากใช้ หลังเลิกงานอีกวันพี่ก็ไปซื้อมาให้ แต่ถึงตอนนั้นฉันก็ไม่ต้องการแล้ว ใสเจียด้วยนะเธอ
ไม่เคยดูหนังที่กรุงเทพ อยากดูก็กลับไปดูที่เชียงใหม่ ไม่แปลกหรอกสำหรับคนที่กลับอาทิตย์เว้นอาทิตย์ขนาดนั้น
ปลาทอดเหนียวๆที่เหลือจากวงดวลเบียร์เมื่อคืน ตอนฉันตื่นก็จะเอามาให้กินกับข้าวเช้า
ฉันทำหน้าแบ๊วๆแล้วถามด้วยคำเอ๋อๆว่า "คือมัน ไม่กรอบ ไม่ร้อนแล้ว มีไมโครเวฟไหมอ่า"
จำสายตานางได้เลย ไม่พูดอะไรแต่สายตานี่มาเต็ม
"แหม่ อีนี่ขนาดไม้แขวนเสื้อยังไม่มี จะมาร้องเอาไมโครเวฟงี้ หาพระแสงอะไร"
วันสุดท้าย ทิ้งฉันไว้แล้วกลับเชียงใหม่คนเดียว ไม่เป็นไรส่งไลน์ไปก่อกวนได้
"ค่าน้ำจ่ายบุปเฟต์ใช่ไหม เปิดทิ้งไว้หน๋ำๆนะ"
"ผ้าที่ฝากให้ตากให้ นี่เอาไปแช่ใส่น้ำปลาแล้วนะ"
"น้ำตาลที่อยู่ในขวด เอาฝงซักฟองเข้าคลุกด้วยนะ"
"ลืมขวดน้ำสองขวดไว้ กลับมาฝากทิ้งด้วยเด้อ"
"ที่จริงควรเอาน้ำตาลโรยบนเตียง กลับมาจะได้กรี๊ดลั่นหอ"
ส่งกลับมากแค่
"ร้ายกาจมาก เธอนี่มันดื้อจริงๆเลย"
และความสัมพันธ์ของฉันกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็คงเป็นกราฟขึ้นๆลงๆ
วันนี้ชวนไปกินข้าวอีกที บอกว่าติดอบรม ตอนเย็นไปงานแต่ง
พอ กัน ที พี่ ผี บ้า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น