วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

เที่ยวนี้ เที่ยวที่บ้าน



        กลับเชียงใหม่ครั้งนี้ เป็นการกลับบ้านครั้งแรกหลังจากย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯได้เดือนกว่า
จริงๆแล้วเราก็ปรับตัวได้กับกรุงเทพ การอยู่กินที่นี่ไม่ได้ยากเย็นนัก และคนก็ไม่ได้ไร้น้ำใจต่อกันขนาดนั้น แต่ไม่ใช่บ้านก็ไม่ใช่บ้าน  ชีวิตที่มีแต่ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง และข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อนั้นสุดแสนจะน่าเบื่อ แถมยังต้องเดินอยู่ท่ามกลางมนุษย์หุ่นยนต์มดงานที่คอยมุดเข้ารูนั่น ไปโผล่รูนี่  อันนี้แม้ว่าฉันสนุกที่มันสะดวก แต่ยังไงก็ไม่หายคิดถึงเวลาลมพัดหน้าเมื่อซิ่งบนแมงกะไซต์อยู่ดี 

        ฉันคิดถึงทุกอย่างตั้งแต่เมล็ดที่เพาะในกระบะไปจนถึงเสียงนอนกรนของขวัญสุดา  สองอาทิตย์ก่อนแม่บอกว่าขวัญเอาลูกมาอยู่ที่บ้านด้วย แต่ชื่อก็ยังไม่มี ตั้งใจว่ากลับบ้านคราวนี้จะเอาชื่อดีๆไปฝากลูกของขวัญ



        ตามแผนที่ฉันลาได้ 4 วัน รายการทัวร์ฉันเลยเต็มหน้ากระดาษ ทั้งขึ้นดอย ลอยห้วย ทำสวย จัดหนักเรื่องกิน

        มาครั้งนี้จะบันทึกแบบไม่ใช่บันทึกประจำวันแต่เป็นบันทึกประจำตัว ตามคำแนะนำจากหนังสือ นัก อยาก เขียน ของคุณ ศุ บุญเลี้ยง  ลองดูนะ

        เริ่มกันที่...


วันเสาร์ 17 กันยายน 2559

        วันนี้ตื่นแต่เช้า อันที่จริงนอนไม่หลับตั้งแต่เมื่อคืนมาแล้วหละ เพราะวันก่อนดันไปฝันว่าตกเครื่องไม่ได้กลับบ้าน  แล้วจะไปหาตั๋วรถตั๋วเครื่องบินที่ไหนก็ไม่มี สุดท้ายเลยติดแหงกอยู่ที่กรุงเทพฯ  ฝันร้าย ฝันร้ายจริงๆ  

        เมื่อยังไม่อยากให้ถึงวันที่ฝันกลายเป็นจริง ก็เลยรีบแจ้นออกหอแต่เช้าแล้วมานั่งง่วงที่สนามบิน เอาหน่า! ยังไงก็ดีกว่ามาวิ่งสี่คูณร้อยเข้าเกทแหละ(ปลอบใจตัวเอง)  
อันนั้นตกเครื่องไม่ว่าแต่ถ้าแม่ด่าจะยิ่งกว่าสะเทือนไต

        สุดท้ายนับรวมเวลาฉันรอนานกว่าถึง 2 ชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้นเครื่อง

        บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  "รีบมาแต่เช้าฉันใด ก็ต้องนั่งรอยาวไปๆ ฉันนั้น"  ดีอย่างก็เสียอย่างจริงๆเลย

        ด้วยความเพลีย ความหิว พอกลับถึงบ้านปุ๊บเลยนอนสลบไสลไม่ฝันอะไรสักอย่าง 
แต่หลับได้สักชั่วโมงก็ต้องตื่นไปบ้านตายาย เพราะก่อนไปกทม.ไม่ได้ไปลาครั้งนี้กลับมาเลยต้องไปเยี่ยมสักหน่อย

        บ้านแกรนด์แพเร้นท์ฉันอยู่ที่ลำพูน แม้จะอยู่คนละจังหวัดแต่เดินทางไม่ถึงชั่วโมงก็ถึง 



        ยังจำได้เลย เมื่อปิดเทอมตอนอยู่ประถมฉันได้มาอยู่บ้านลำพูนแค่สองครั้งเอง  และครั้งล่าสุดคือฉันร้องไห้โทรไปฟ้องแม่เรื่องอยากกินคั่วแคกบ แต่ยายเอาแคบหมูมาทำแทน จากวันนั้นปิดเทอมฤดูร้อนของฉันก็เป็นอันสิ้นสุดลง แล้วก็ไม่ได้ไปนอนบ้านยายอีกเลย  นังเด็กเรื่องมาก!!!

        คืนนี้ไปฟังพระสวดศพคนใกล้บ้าน ที่วัดใกล้บ้าน


วันอาทิตย์ 18 กันยายน 2559

        วันนี้ใจอยากจะตื่นเช้า แต่บรรยากาศก็พาไปฝนตกห่าใหญ่ตลอดคืน เลยมาตื่นเอาตอนเจ็ดโมง  
ตามแผนแล้ววันนี้จะไปลั้นลาตามลิสต์ที่กางออกมาดู  หมายมาดจะกากบาทให้ครบทุกข้อ

        แต่...ฉันไม่รู้ควรจะไปเที่ยวยังไงให้เต็มอิ่มแบบล้นตาล้นใจ 
ที่นั่นก็ดูเข้าที ที่นี่ก็ดูเข้าท่า แต่พายุก็ดันเข้ามา ทำแผนล่มไม่เป็นท่าเสียเลย 

        กลายเป็นว่าแทนที่จะได้หายใจให้ฉ่ำปอดบนยอดดอย  ฉันต้องมานั่งเหงาหงอยดูทีวีย้อนหลัง  
ก็ถ้าจะดูหยั่งงี้ดูที่ไหนก็ได้ป่าวว๊าาา...

        และแน่นอนว่าโครงการเดินเบียดเนื้อหนังโอ้ปป้า เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ที่ถนนคนเดินของฉันเป็นอันต้องดับอนาถ  ไม่เป็นไรปลอบใจไว้ว่าวันพระไม่ได้มีหนเดียว 

        แต่กรมอุตุบอกว่าพายุเข้าเจ้าต้องทำใจ 7 วันผ่านไปคงจะได้ลั้นลา

        จบกิจกรรมวันอาทิตย์ปิดท้ายด้วยการไปนั่งฟังพระสวด เหมือนเดิม


วันจันทร์ 19 กันยายน 2559

        วันนี้อากาศดี  แม้จะอึมครึมแต่ก็ยังดีที่ฝนไม่ตก  หลังจากไปช่วยแม่ที่ตลาดแล้วเลยรีบเข้าไปในเมือง  

        ยังไงวันนี้ก็ต้องขึ้นดอยให้ได้!!!  มุ่งมั้น มุ่งมั่น

        วันนี้ฟ้าฝนเป็นใจเลยได้กราบขอพรครูบาศรีวิชัย ก่อนแว๊นมอเตอร์ไซต์ขึ้นไปดอยสุเทพ 

        ขึ้นไปทุกครั้งก็พักจุดชมวิวทุกครั้ง ฉันเรียกที่นี่ว่า "เดอะพีค" (ล้อกับเดอะพีคของฮ่องกง) 




        พักไม่นานก็ขึ้นไปต่อจนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ  

        แล้วฉันก็บ้าพลัง  ไม่มีทางที่ลิฟต์บริการจะได้แอ้มเงินจากฉันหรอก  
        เอ๊าเดินขึ้นบันไดสิจะขึ้นลิฟต์ทำไมให้เสียเหลี่ยมฉัน ทำเป็นพูดดีพอถึงขั้นสุดท้ายงี้แทบจะโทรเรียกรถมูลนิธิมารับร่าง

        ขึ้นไปถึงวัดก็กราบขอพรกับพระท่าน แล้วท่านก็พรมน้ำมนต์ 
        อาจเพราะไปคนเดียวเลยได้แบบหน๋ำ หน๋ำ เอาซะฉ่ำจนไหลจากกลางหัวสู่กลางหลัง  
เสร็จแล้วเลยไปเดินชมวิวที่ลานวัดก่อนลงมาหลังมอ

        วันนี้ดีหน่อยอย่างน้อยก็ได้กินของอร่อยที่ชอบสมัยเป็นนักศึกษา ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือตี๋น้อย ตามด้วยแพนเค้กโซฟูโต๊ะ









        ตอนเย็นก่อนกลับแวะรับเพื่อนอีกคนหนึ่ง  สำหรับค่ำคืนวันนี้อีเวนต์ฉันเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนที่
ไปนั่งฟังพระสวดศพพ่อเพื่อน  คบกันมาเป็นสิบปีบ้านเพื่อนมีที่ไหนยังไม่รู้ กว่าจะถึงก็หลงกันไปไกล   เพราะโลเคชั่นที่แชร์ให้มันดันไม่ตรง

        ด้วยความที่ไม่เจอกันนานเลยเมาท์มอยกันใหญ่ และมีครูประจำชั้นตอนมัธยมไปด้วยครูแล้วครูก็บังเอิญเจอกับลูกศิษย์เก่า  คุยกันยาวเลยงี้  

        ค่ำคืนนี้เลยได้ใช้ทักษะภาษาตาคุยกัน ได้ความประมาณนี้

อ้อม : แฟ บอกครูสิว่าจะกลับแล้ว บอกดิ
แฟ : ก็ทำไมไม่บอกเองวะ
อ้อม : ก็ตาลมันบอก (หันลูกตาไปทางตาล)
ตาล : ก็มึงดูสิ มูนาจะหลับแล้วเนี่ย 
มูนา : โอ้ย พรุ่งนี้เข้างานเจ็ดโมง TT_TT
แฟ : อ้อมบอกเลย หันไปบอกเลย

        ทั้งหมดนี้ไม่มีเสียง ส่งกันด้วยตาและคิ้วล้วนๆ

        จบค่ำคืนนี้ด้วยความเพลีย มูนาไม่ไหวทิ้งรถไว้ที่บ้านเราแล้วให้เพื่อนไปส่งกลับบ้าน บอกตอนเช้าจะมาเอารถ


วันอังคารที่ 20 กันยายน 2559

        วันนี้ต้องซื้อของฝาก  เลยจะไปกาดหลวงกับกระทรวงการคลังประจำบ้าน (พระมารดา)
ฉันได้ของฝากตามที่ต้องการ ทั้งหมูฝอย น้ำพริกหนุ่ม รถด่วน แถมกระเป๋าฟรุ้งฟริ้งใส่ของอีก 

        แต่มีอย่างหนึ่งที่สังเกตได้และทำให้ฉันผิดหวัง คือร้านของฝากทุกร้านของที่ขายเหมือนจะรับมาจากเจ้าเดียวกันหมดเลย  คือมันเลยไม่มีอะไรเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละร้าน ราคาเท่ากัน ของเหมือนกัน น้ำพริกหนุ่มก็มาจากครกเดียวกันมั๊ง  แหนมก็มาจากเครื่องโม่เดียวกัน  แคบหมูก็คนทอดคนเดียวกัน  ผลไม้ดองก็คงมาจากไหเดียวกัน พวกอบแห้งก็คงใช้เครื่องอบเครื่องเดียวกัน

        นี่มันอะไรกันนะ เหมือนซื้อหวยแล้วเขาล๊อคเลข  

        ซื้อของเหมือนมีให้เลือกหลาย แต่ไม่มีความหลากหลายให้เลือก

       ฉันเป็นผู้บริโภคที่ด้อยโอกาสในการเลือกซื้อสินค้า (ไม่มีความหลากหลายของผู้ผลิต) เซ็งสวดๆ แต่ก็นะทำใจ หวังว่ามันจะเปลี่ยนไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง

        กลับมาบ้านพร้อมทั้งเตรียมข้าวของอพยพกลับเมืองกรุง พะรุงพะรัง
        ก่อนกลับฝนตกหนัก อาจเพราะเชียงใหม่อยากให้ฉันอยู่ต่อ เลยต้องให้รอไปอีก 40 นาที
ฉันอมยิ้มเพราะคิดถึงเพื่อนที่ตกเครื่องไม่ทันได้กลับบ้าน แต่ก็ยังหัวเราะและพูดว่า

        "เห็นมั๊ย เมืองไทยอยากให้เราอยู่ต่อ ยังไม่อยากให้เรากลับ"
        ที่อยากให้อยู่ต่อคงไม่ใช่เมืองไทย  แต่เป็นใครคนที่ฟังเธอมากว่า





        ปล. ในระหว่างที่เขียนบล๊อกอยู่นั้น ก็มีมือดี (ไม่สิต้องเรียกว่า"มือบอน") มาแอบพิมพ์ลงบนแบบร่างของฉัน  และฉันจะไม่ลบ เก็บไว้เป็นหลักฐานให้ลูกหลานเธอดู ว่าร้ายกาจขนาดไหน สตี๊ฟ!!!

ฉันกำลังจะกลายเป็นหญิงเมืองกรุงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
ย้ายพื้นที่จะที่ราบสูงภาคเหนือมาอยู่ระดับพื้น
พื้นที่ภานนอกที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
เบียดเสียดเกยไหล่กันในตัวหนอนที่คุ้นเคยแบบไม่เต็มใจ
ภายนอกฉันไปตามกระแสคนที่หลั่งไหล
แต่ภายในฉันต่อต้านแบบสุด

อาจจะเป็นภายในที่เรียกร้องเมืองกรุง
ฉันยืนดึงขนคิ้วอย่างไม่ตั้งใจในเวลาทำงาน
มันอาจทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นแบบไม่รู้ตัว
จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนทัก

หลายคนไม่รู้นะว่าฉันมีความสามารถพิเศษในการทำคลอดแมว
แมวบางตัวฉันได้สัมผัสมันก่อนที่แม่มันจะเลียขนของมันอีก
ถ้าฉันเลียขนมันได้ ฉันจะทำก่อนแม่แมว
นั่งคือที่ฉันตั้งใจมาตั้งแต่ฉันรู้ว่าฉันมีความสามารถพิเศษแบบนี้



ไม่น่าเล่าเรื่องทำคลอดแมวให้มันฟังเลย















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น