วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ถ้าไม่ทำอย่างนี้...แล้วปล่อยให้เธอเดินผ่าน


วันพฤหัสที่ผ่านมา  ฉันไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารตามสั่งใกล้หอพักคนเดียว

ก็เหมือนทุกวัน ไม่เห็นแปลก

พอกินใกล้จะเสร็จ ก็มีลูกค้าคนหนึ่งยืนรอหน้าร้าน ทำท่างงๆ เหมือนจะมากินข้าว แต่ก็ทำท่าลังเล
พนักงานก็เลยเอาเมนูยื่นให้ดูแล้วชวนมานั่งในร้านรอคิว

ฉันคิดว่าน่าจะเป็นคนญี่ปุ่น  สาวญี่ปุ่นแบกเป้สะพายกล้องและพกน้ำในถุงเซเว่นติดตัวด้วย
ทั้งๆที่เมนูมีทั้งภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และไทย แต่เหมือนเธอจะพลิกไปพลิกมานานมาก

ระหว่างมองนั้นฉันก็สงสัย (หัวนี่คิดเผือกเรื่องเขาซะมากมาย)
คนญี่ปุ่นอะไรจะมานั่งกินข้าวคนเดียวสองทุ่มนะ  จะสั่งอาหารรอดไหมเนี่ย  เธอจะได้กินไหมวันนี้
จะไปช่วยดีมั๊ย  หรือที่เค้าเลือกนานเพราะไม่รู้จะกินอะไรดี

มองไปมองมา ทั้งร้านก็มีฉันที่กินเสร็จแล้วคนเดียว
เหมือนไฟท์บังคับ  ฉันลุกไปจ่ายเงินแล้วเดินออกมาจากร้าน
พนักงานเลยให้เธอไปนั่งแทนโต๊ะนั้นแล้วเก็บจานของฉันออกไป

รู้สึกถูกชะตายังไงบอกไม่ถูก  อยากเข้าไปทักทาย อยากรู้จัก อยากเป็นเพื่อน

...แต่เดินออกมาแล้วนี่นา...


...เอาไงดีหว่า...เอาไงดีหว่า...


ฉันกลับขึ้นมาหยิบเอาโปสการ์ดลายสวย ใส่กระเป๋าลงไปด้วยเอาไปเป็นที่ระลึกเผื่อได้คุยกัน

ระหว่างจะลงไปข้างล่างฉันเลยทักแชทไปถามพี่คะนา (คนญี่ปุ่นรุ่นพี่ที่สนิทกัน)

กาแฟ : พี่คะนา กาแฟเจอคนต่างชาติค่ะ คิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นมากินข้าวคนเดียวที่ร้านอาหารไทย  ถ้าเข้าไปทักเขา และชวนคุยจะแปลกหรือไม่คะ

พี่คะนา : มันก็ไม่เป็นไรนะ

กาแฟ : ตอนนี้กาแฟไม่กล้า ตอนนี้กาแฟรอเธอออกมาจากร้านข้าว แล้วคิดว่าจะเข้าไปคุย

พี่คะนา : คนญี่ปุ่นขี้อายค่ะ แต่ถ้ากาแฟไปคุยด้วยก่อนก็ดีกว่า สู้ๆ นะคะ

กาแฟ : กาแฟเหมือนโจรเลย

ระหว่างยืนอยู่หน้าหอพักรอเธอออกมาจากร้านอาหารฉันก็ลองถามความเห็นจากเพื่อนอีกคนดู
แต่ไม้น้อยคิดว่า ถ้าเราไปทักเขาอาจจะกลัวก็ได้

สุดท้ายยื้อกันไปไปยื้อกันมา  พอแหงนหน้าดูอีกที โต๊ะนั้นก็เหลือแต่จานกับขวดโค้ก
คนกินหายไปไหนแล้วไม่รู้!!!

แล้วฉันก็เดินตามหา แต่ไม่เจอ ลองกลับไปถามที่ร้านเขาก็บอกว่าออกไปทางนี้แล้วเลี้ยวไปทางนั้น
แต่มีหลายซอยเหลือเกิน เธอเลยหายไปในกลุ่มคนที่เดินสวนกันไปมา

...แล้วฉันก็รู้สึกเสียดาย...

ฉันคิดว่าเราจะได้เป็นเพื่อน หรือไม่ได้เป็น ก็คงเป็น fate ที่ถูกกำหนดมาอย่างนั้น
แต่!  แต่! การที่เราได้พบกันในร้านนั้น  เวลานั้น  ที่นั้น ทั้งๆที่โอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมากอย่างนี้ มันก็เพียงพอแล้วที่ fate จะนำพาไม่ใช่หรือ

ฉันมาเสียใจที่ไม่กล้า  ถ้าฉันตัดสินใจเข้าไปทักตั้งแต่แรก ป่านนี้ก็ได้เพื่อนเพิ่มมา 1 คน 
เพื่อนบางคนทำให้เราเปิดมุมมองใหม่ เรียนรู้เรื่องใหม่ และแชร์ประสบการณ์ใหม่ร่วมกัน

สุดท้ายสำหรับคนญี่ปุ่นคนนั้น  เธออาจไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลย แต่เธอทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงการคว้าโอกาส  เธอเหมือนเป็นคนที่ถูกส่งมาเตือนฉันว่าอย่าลังเล ไม่เฉพาะกับเรื่องคนที่ถูกใจแต่กับโอกาสอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน  ทั้งๆที่เห็นอยู่ตรงหน้าแต่ฉันกลับคิดมาก พอแหงนหน้ามองอีกทีก็หายไปแล้ว

หลายคนบอกว่า อาจจะมีโอกาสเจอกันอีกก็ได้ (ถ้าฟ้าจะผ่าที่เดิมอีกครั้ง)

ฉันเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่แป๋ม พี่ที่ทำงาน ได้คำสอนจากท่านผู้เฒ่าว่า

"ถ้ามีครั้งหน้า อยากคุยกับใคร ให้คุยเลยนะ"

ฉันจำง่ายๆได้ว่า "เจอใครถูกชะตา  อย่ารอช้า เข้าชาร์จเลย"








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น