วันพฤหัสที่ผ่านมา ฉันไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารตามสั่งใกล้หอพักคนเดียว
ก็เหมือนทุกวัน ไม่เห็นแปลก
พอกินใกล้จะเสร็จ ก็มีลูกค้าคนหนึ่งยืนรอหน้าร้าน ทำท่างงๆ เหมือนจะมากินข้าว แต่ก็ทำท่าลังเล
พนักงานก็เลยเอาเมนูยื่นให้ดูแล้วชวนมานั่งในร้านรอคิว
ฉันคิดว่าน่าจะเป็นคนญี่ปุ่น สาวญี่ปุ่นแบกเป้สะพายกล้องและพกน้ำในถุงเซเว่นติดตัวด้วย
ทั้งๆที่เมนูมีทั้งภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และไทย แต่เหมือนเธอจะพลิกไปพลิกมานานมาก
ระหว่างมองนั้นฉันก็สงสัย (หัวนี่คิดเผือกเรื่องเขาซะมากมาย)
คนญี่ปุ่นอะไรจะมานั่งกินข้าวคนเดียวสองทุ่มนะ จะสั่งอาหารรอดไหมเนี่ย เธอจะได้กินไหมวันนี้
จะไปช่วยดีมั๊ย หรือที่เค้าเลือกนานเพราะไม่รู้จะกินอะไรดี
มองไปมองมา ทั้งร้านก็มีฉันที่กินเสร็จแล้วคนเดียว
เหมือนไฟท์บังคับ ฉันลุกไปจ่ายเงินแล้วเดินออกมาจากร้าน
พนักงานเลยให้เธอไปนั่งแทนโต๊ะนั้นแล้วเก็บจานของฉันออกไป
รู้สึกถูกชะตายังไงบอกไม่ถูก อยากเข้าไปทักทาย อยากรู้จัก อยากเป็นเพื่อน
...แต่เดินออกมาแล้วนี่นา...
...เอาไงดีหว่า...เอาไงดีหว่า...
ฉันกลับขึ้นมาหยิบเอาโปสการ์ดลายสวย ใส่กระเป๋าลงไปด้วยเอาไปเป็นที่ระลึกเผื่อได้คุยกัน
ระหว่างจะลงไปข้างล่างฉันเลยทักแชทไปถามพี่คะนา (คนญี่ปุ่นรุ่นพี่ที่สนิทกัน)
กาแฟ : พี่คะนา กาแฟเจอคนต่างชาติค่ะ คิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นมากินข้าวคนเดียวที่ร้านอาหารไทย ถ้าเข้าไปทักเขา และชวนคุยจะแปลกหรือไม่คะ
พี่คะนา : มันก็ไม่เป็นไรนะ
กาแฟ : ตอนนี้กาแฟไม่กล้า ตอนนี้กาแฟรอเธอออกมาจากร้านข้าว แล้วคิดว่าจะเข้าไปคุย
พี่คะนา : คนญี่ปุ่นขี้อายค่ะ แต่ถ้ากาแฟไปคุยด้วยก่อนก็ดีกว่า สู้ๆ นะคะ
กาแฟ : กาแฟเหมือนโจรเลย
ระหว่างยืนอยู่หน้าหอพักรอเธอออกมาจากร้านอาหารฉันก็ลองถามความเห็นจากเพื่อนอีกคนดู
แต่ไม้น้อยคิดว่า ถ้าเราไปทักเขาอาจจะกลัวก็ได้
สุดท้ายยื้อกันไปไปยื้อกันมา พอแหงนหน้าดูอีกที โต๊ะนั้นก็เหลือแต่จานกับขวดโค้ก
คนกินหายไปไหนแล้วไม่รู้!!!
แล้วฉันก็เดินตามหา แต่ไม่เจอ ลองกลับไปถามที่ร้านเขาก็บอกว่าออกไปทางนี้แล้วเลี้ยวไปทางนั้น
แต่มีหลายซอยเหลือเกิน เธอเลยหายไปในกลุ่มคนที่เดินสวนกันไปมา
...แล้วฉันก็รู้สึกเสียดาย...
พี่คะนา : มันก็ไม่เป็นไรนะ
กาแฟ : ตอนนี้กาแฟไม่กล้า ตอนนี้กาแฟรอเธอออกมาจากร้านข้าว แล้วคิดว่าจะเข้าไปคุย
พี่คะนา : คนญี่ปุ่นขี้อายค่ะ แต่ถ้ากาแฟไปคุยด้วยก่อนก็ดีกว่า สู้ๆ นะคะ
กาแฟ : กาแฟเหมือนโจรเลย
ระหว่างยืนอยู่หน้าหอพักรอเธอออกมาจากร้านอาหารฉันก็ลองถามความเห็นจากเพื่อนอีกคนดู
แต่ไม้น้อยคิดว่า ถ้าเราไปทักเขาอาจจะกลัวก็ได้
สุดท้ายยื้อกันไปไปยื้อกันมา พอแหงนหน้าดูอีกที โต๊ะนั้นก็เหลือแต่จานกับขวดโค้ก
คนกินหายไปไหนแล้วไม่รู้!!!
แล้วฉันก็เดินตามหา แต่ไม่เจอ ลองกลับไปถามที่ร้านเขาก็บอกว่าออกไปทางนี้แล้วเลี้ยวไปทางนั้น
แต่มีหลายซอยเหลือเกิน เธอเลยหายไปในกลุ่มคนที่เดินสวนกันไปมา
...แล้วฉันก็รู้สึกเสียดาย...
ฉันคิดว่าเราจะได้เป็นเพื่อน หรือไม่ได้เป็น ก็คงเป็น fate ที่ถูกกำหนดมาอย่างนั้น
แต่! แต่! การที่เราได้พบกันในร้านนั้น เวลานั้น ที่นั้น ทั้งๆที่โอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมากอย่างนี้ มันก็เพียงพอแล้วที่ fate จะนำพาไม่ใช่หรือ
ฉันมาเสียใจที่ไม่กล้า ถ้าฉันตัดสินใจเข้าไปทักตั้งแต่แรก ป่านนี้ก็ได้เพื่อนเพิ่มมา 1 คน
เพื่อนบางคนทำให้เราเปิดมุมมองใหม่ เรียนรู้เรื่องใหม่ และแชร์ประสบการณ์ใหม่ร่วมกัน
สุดท้ายสำหรับคนญี่ปุ่นคนนั้น เธออาจไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลย แต่เธอทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงการคว้าโอกาส เธอเหมือนเป็นคนที่ถูกส่งมาเตือนฉันว่าอย่าลังเล ไม่เฉพาะกับเรื่องคนที่ถูกใจแต่กับโอกาสอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน ทั้งๆที่เห็นอยู่ตรงหน้าแต่ฉันกลับคิดมาก พอแหงนหน้ามองอีกทีก็หายไปแล้ว
หลายคนบอกว่า อาจจะมีโอกาสเจอกันอีกก็ได้ (ถ้าฟ้าจะผ่าที่เดิมอีกครั้ง)
ฉันเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่แป๋ม พี่ที่ทำงาน ได้คำสอนจากท่านผู้เฒ่าว่า
"ถ้ามีครั้งหน้า อยากคุยกับใคร ให้คุยเลยนะ"
ฉันจำง่ายๆได้ว่า "เจอใครถูกชะตา อย่ารอช้า เข้าชาร์จเลย"

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น