วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กาญจนบุรี กับน้ำตกไทรโยคน้อย (น้อยจริงๆ) และสุสานทหาร ฉันคิดถึงโกโบริอีกแล้ว...



     ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง...ฉันจะขอคั่นรายการ ด้วยการสอนร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับรถไฟ  เนื้อเพลงมี 1 บรรทัด ในเมื่อบล๊อกมันเอาเสียงลงไม่ได้ เธอจงเอาเนื้อนี้ไปถามคนที่คิดว่าน่าจะได้ร้องเพลงนี้...ไม่งั้นเธอจะเอ๊าท์

เอาเนื้อเพลงไป...

  "รถไฟจะไปลำปาง...บ่มีซะตางค์ ปิ๊กมาหยั่งเก่า..."  จบเพลงแล้ว
   เอาไปร้องเวลารอรถแดง รถเมล์นะ

     โอเคมาต่อกันตอนที่ฉันกำลังอยู่บนรถไฟ...ลุงเจ้าหน้าที่ได้ประกาศเมื่อเช้าว่า ก่อนถึงน้ำตกไทรโยคน้อย เราจะผ่านหน้าผา ลุงบอกว่าถ้าผ่านแล้วให้เอามือยื่นออกไป แล้วอธิษฐาน เพราะว่าตรงนี้มีคนตายเยอะ  (เอาจริง...ฉันก็งงว่าคนที่ตายด้วยความทรมานและคิดถึงบ้านมาก เขาจะมาช่วยให้ฉันสมหวังได้ยังไงกันนะ) แต่ถามว่าฉันทำไหมหละ  ฮ่าๆฉันทำสิ ก็อุสาห์มาถึงนี่แล้วจะมามัวคิดหาเหตุผลแพะอะไรอีกหละ

     ขณะที่ฉันกำลังจะงีบสักนิดสักหน่อย...ก็บังเกิดความฮือฮาขึ้นในขบวนรถ...

     นั่นพวกเธอทำเสียงวู๊วว๊าวอะไรกัน???  ทำฉันตื่นจากภวังค์  ต้องหันหน้ามองตามเสียง


             ขอ ว๊าววว!!! ด้วยคน  ไม่ต้องนงต้องนอนมันละ หุ้ยยยยย

      วิวริมน้ำสวยใช่ม๊า ฉันจำไม่ได้(อีกแล้ว)ว่าชื่อแม่น้ำอะไร  แต่ที่นี่มีแพเมืองกาญกำลังลอยผ่านไปด้วยเมื่อฉันชะโงกหน้าไปมอง  เธอรู้จักแพเมืองกาญกันใช่ไหม อ๊ะสำหรับคนที่ไม่รู้ฉันก็จะบอกคร่าวๆนะ แพเมืองกาญคือแพที่เราจะพาคนเข้าไปอยู่หลายสิบคนได้เลย แถมยังมีห้องเอาไว้เต้นด้วย ตอนนั้นฉันเป็นเด็กน้อยไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ได้แต่วิ่งไปซื้อขนม และเต้นๆกับพวกผู้ใหญ่นิดหน่อย แล้วไปนอนสลบอยู่บนแพอีกหลัง  จบการแนะนำแพงเมืองกาญแต่เพียงเท่านี้

    หันมองแม่น้ำที่กว้างใหญ่ไม่ทันไร ฉันก็ต้องรีบหันมาอีกด้านหนึ่ง ก็หน้าผาที่ลุงเจ้าหน้าที่บอกให้เอามือแตะมันก็อยู่ตรงนี้ รถเรากำลังผ่าน ฉันเอามือยื่นออกไปแตะได้นิดเดียวเอง แถมยังเป็นรอยเลื่อมจากขี้มือของนักท่องเที่ยวหลายร้อยหลายพันคนที่พากันเอามือมาแตะอธิษฐาน

     เอาจริงฉันไม่ทันได้อธิษฐานหรอก ไม่รู้เค้าจะเร่งไปไหนผ่านเร็วมาก เร็วจนเอามือแตะแทบไม่ทันเลย  ก็นึกว่าเค้าจะเป็นใจชลอรถให้ฉันได้ขอพรพบเนื้อคู่สักสองสามคนเป็นว่าผ่านเร็วยิ่งกว่าประกันรถ มาเร็ว เคลมเร็ว ซ่อมเร็ว  ฉันเซ็งมากกกกก  เอ๊ะหรือนี่เขาลดความเร็วแล้ว แต่ฉันก็รู้สึกว่ามันเร็วเกินกว่าจะทันอยู่ดี

    ไม่ไกลจากหน้าผาเท่าไหร่ รถไฟเรากำลังแล่นอยู่บนรางไม้ มองข้างล่างแล้วเสียวหัวใจ คนทั้งขบวนก็พากันชะโงกหน้า ยืนทั้งกล้องทั้งมือถือออกไปถ่ายรูป  ฉันสงสัยว่าทำไมรางตรงนี้ยังเป็นไม้ เป็นอย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้ว และจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าใด...ฉันไม่ได้ว่ามันล้าสมัย แต่ฉันชอบที่มันเป็นแบบนี้แม้ว่าจะทำให้หัวใจใกล้หลุดเบ้าก็ตาม



     อุ๊ย!!  ตรงนี้มีถ้ำด้วยนะ แน่นอนว่าเวลารถเราผ่านคนที่อยู่ปากถ้ำก็หันมามองเราเป็นตาเดียว บางคนก็ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปขบวนรถไฟด้วย  ฝั่งเราก็ไม่แพ้กันยกกล้องขึ้นมาถ่ายมนุษย์ถ้ำ  ฉันก็คนหนึ่งที่ยกกล้องขึ้นมายิงมนุษย์ถ้ำ...ไม่มีใครยอมใคร!!

    แป๊บนะ!!...ฉันสงสัยทำไมถ้ำที่เมืองไทยเข้าไปต้องมีพระพุทธรูปอยู่ตลอดเลย  ถ้าสมมติว่าเราเป็นตัวเอกของละครไทยสักเรื่องแล้วหนีออกมาจากกระท่อมนายหัวโหดที่จะใช้ปลาทูทุบหัว  หนีออกมาฝนเจ้ากรรมดันเป็นใจ เห็นถ้ำเลยขอวิ่งเข้าไปหลบซะหน่อย ดันไปเจอนายหัวหาเห็ดอยู่ในถ้ำ แล้วเบรคนี้จะจบเหมือนในละครจริงๆไหมเนี่ย??

                                           หยุด!!!  มโนไปไกลแล้วนะกาแฟ

         ดังนั้นเอาเป็นว่าหากคิดจะไปกระโดดโลดเต้นแยกแข้งแยกขา เป็นนกเด้าดินสิงอยู่ในถ้ำ ฉันก็...
                                                                 ใสเจียด้วย!!
   


      นั่งไปอีกคนจนถึงบ่ายสองกว่า  เราถึงได้เช็คอินที่ "น้ำตกไทรโยคน้อย"

      นั่งรถก้นด้านมานานนม ขอเดินไปสำรวจน้ำตกก่อนเหอะ  มันงามจะใดเป็นล้ำเป็นเหลือถึงได้มีรถไฟนำเที่ยวพานักท่องเที่่ยวมาเสิร์ฟถึงที่นี่  เดินมาหน้ารถนิดหน่อยก็เป็นจุดสิ้นสุดรางรถไฟขบวนนี้  และมีหัวรถจักรเก่า น่าจะเป็นแบบไอน้ำที่ไม่ใช้แล้วก็เอามาตั้งไว้มีพวงมาลัยห้อย เป็นสไตล์ไทยแลนด์โอนลี่




     สมกับที่ชือน้ำตก "ไทรโยคน้อย"  น้อยสมชื่อจริงแหละ!!!
   
      วินาทีที่ฉันได้ย่างกรายเข้าไปในอาณาเขตน้ำตกฉันถึงกับตะลึงพรึงเพริดจนต้องหันไปถามโบว์ว่า

 "นี่เราดั้นด้นนั่งรถไฟเพื่อมาดูนี่เหรอ..??"
     
       ก่อนมานี่ฉันกะว่าถึงน้ำตกเมื่อไหร่จะไปนั่งเอาเท้าจุ่มน้ำเย็นๆรับละอองน้ำตกให้ชุ่มฉำปอดซะหน่อย   แต่เมื่อได้เห็น...โอ้วนี่มันอะไรกันเจ้าคะ  น้ำตกมีเด็กเล่นหลายคนน้ำเลยกลายเป็นสีขุ่นโคลน มองไปไกลอีกหน่อยก็เห็นสายน้ำน้อยๆที่ตกลงบนหินผา  น้ำตกไม่ได้เป็นดั่งฝัน ครั้นจะลงน้ำก็รู้สึกแก่ขึ้นมายังไงไม่รู้  ทำไงดีหละมาถึงนี่แล้ว...

   

     
     อ๋า...มีอีกอย่างหนึ่ง ตอนลงรถมาเจ้าหน้าที่บอกว่ามีตาน้ำอยู่ข้างบนเหนือน้ำตกขึ้นไป จะเดินไปหรือจะจ้างรถไปส่งก็ได้  ลักษณะรถเหมือนรถส่งของเป็นมอเตอร์ไซค์เชื่อมกับล้อพ่วง เราทั้งสองไม่รู้ว่าค่าจ้างรถไปส่งจะราคาเท่าไหร่เลยตัดสินใจเดินไป ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย และไม่รู่ว่าอีกไกลแค่ไหนจนกว่าฉันจะใกล้...บอกที  ระหว่างทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีรถรับจ้างหลายคันเขาเรียกเราก็ปฏิเสธไป บางคันนิสัยไม่ดีเร่งเครื่องจนฝุ่นคลุ้งโดนเราไปหมด  แต่เดินคุยกันอย่างนี้ก็ดีฉันได้รู้โลกของ EXO มากขึ้นจากโบว์ที่เบิกเนตรฉันก็พอจะหายเบื่อได้บ้าง กว่าจะถึงตาน้ำเราก็อ่อนกำลังเต็มที (มารู้ทีหลังว่า 10 บาท...รู้สึกว่าตัวเองเค็มไม่เข้าเรื่องเอาซะเลย)   

   เอาอีกแล้ว ตาน้ำ ที่ฉันหมายมาดมาดูเพื่อเก็บภาพประทับใว้ที่ใจดวงนี้...




  ทำไมถึงทำกับฉันด้ายยยย..ยย...ย....ย!!
     มองเข้าไปก็เห็นเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ต้นกำเนิดน้ำตกไทรโยคน้อย  ติดป้ายห้ามเข้าและมีรั้วไม้ไผ่กั้นไว้ไม่ให้คนเข้าไปรบกวน เราเลยได้แต่อยู่ด้านนอกนี้ 
     
      แต่มีสองอย่างที่ฉันชอบ อย่างแรกคือน้ำที่นี่เย็นมากมีหลายคนเอาเท้าไปจุ่มน้ำเย็นเพื่อให้สดชื่นจากยามบ่ายที่ร้อนอบอ้าว  (แน่นอนว่าน้ำที่คนข้างล่างดำผุดดำว่ายสบายอุรา ก็เป็นน้ำจุ่มเท้าจากคนข้างบนไหลลงไป โอ้...ชื่นใจจริงๆ)

   อย่างที่สองที่ชอบคือมีปลาน้อยอยู่ในน้ำด้วย น้ำใสมากจนเห็นปลาว่ายไปมา เดี๋ยวมันก็ไปทางโน้นที ทางนี้ที ตามฝูงเพื่อนๆของมัน ถ้าเราเอามือจุ่มไปก็จะเหมือนสปาปลา (ครึ่งชั่วโมง 150 บาทที่ท่าแพ) แต่ปลานั้นเค้าเลี้ยงไว้ให้กินหนังตีนโดยเฉพาะ ปลาตรงนี้เป็นธรรมชาติ แต่ก็ยังมีคนให้หนังตีนเป็นอาหารปลาอยู่นะ
                               โอ้ว..แม่สาวน้อย นี่มัน "น้ำใส ไหลเย็น เห็นตัวปลา" ชัดๆเลย


      เราสองคนเล่นน้ำนิดหน่อย คิดกันไว้ว่าตอนกลับเราขึ้นรถรับจ้างกันดีกว่า เท่าไหร่ก็จ่ายเถอะ  แต่เดินออกมาจากตาน้ำตกให้ตายเถอะโรบิ้น สักคันก็ไม่เห็นเลย  แหม่ ทีตอนไม่อยากขึ้นมาขึ่ผ่านเป็นสิบคัน ทีอยากจะขึ้น...หายสอย

     ฉันกับโบว์เดินลงมาแวะหาซื้อของกินที่ 7-11 ก็ลุงเจ้าหน้าที่บอกว่าหลังจากนี้เราจะไปแวะอีกที่คือสุสานทหาร แต่ถ้าไปเลยเวลาที่สุสานปิดประตูแล้ว ก็ใสเจีย เสียใจด้วยนะฮ๊าาาา  หากเป็นอย่างนี้รถเราก็จะวิ่งยาวไปจนถึง กทม. นะเจ้าค่ะ  หมายความว่าเธอจะไม่มีข้าวเย็นกินถ้าไม่ซื้อตุนไว้ซะก่อน

    อ๋อลืมเล่าไป ฉันชอบบริการทุกระดับประทับใจของการรถไฟในทริปนี้มาก...

     ถ้าเรียกว่าไป "เที่ยว" คือมันต้องมีของฝากชิมิล๊าา  แต่การเที่ยวของเรานั้นสภาพคือก้าวขาลงไม่ทันไร ได้ก้าวขาขึ้นรถรอบใหม่แทบไม่ทัน ดังนั้นเขาจึงมีบริการพิเศ๊ษ พิเศษ แก้ปัญหานี้คือ 

     ขายมันบนรถไฟนี่แหละ!! มีรายการของฝากที่ทั้งหมดเป็นของกินให้เราสั่งไว้ แล้วตอนเย็นจะเอามาส่งที่รถตามเลขนั่งที่สั่งออเดอร์  ถูกใจที่สุดก็ตอนที่ลุงเจ้าหน้าที่ยืนพูดให้ฟัง อันนั้นอร่อยอย่างนั้น อันโน้อนอร่อยอย่างโน้น พลาดไม่ได้นะครับ อร่อยถูกใจ ลุงเล่าไป กาแฟก็กลืนน้ำลายเอื๊อกลงคอ...อยากกินมันทั้งหมดเลย...(ฉันสั่งเป็ดย่าง กับทอดมันปลา)

     หลังจากรถไฟพาพวกเราออกมาจากน้ำตกได้ครู่เดียวรถก็ไปจอดอยู่ที่สถานี่สถานีแห่งหนึ่งนานมาก ไม่รู้จอดเพื่ออะไร แต่ที่นี่ฉันได้เห็นเด็กน้อยญี่ปุ่นน่ารักมากมากับครอบครัว  สังเกตุว่าทริปเที่ยววันนี้มีนักท่องเที่ยวยุโรป และญี่ปุ่นเยอมาก ยุโรปมาแบบเดี่ยวๆบ้าง เป็นคู่บ้าง แต่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเน้นมาเป็นครอบครัว บางคนมาที่นี่เพื่อมาหาญาติที่เสียชีวิตไปในครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง บางคนก็มาเพื่อเห็นสิ่งที่สงครามได้ทิ้งไว้  ฉันไม่รู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร หรือคิดยังไงเมื่อได้มาเห็นสถานที่ที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษทั้งเราและเขาจากต่างที่ต่างถิ่นได้มาร่วมสงครามที่นี่...บางครั้งฉันก็รู้สึกหดหู่ใจ


บ่าวน้อยญี่ปุ่นน่าฮักน่าจัง...

     ออกจากน้ำตกมาตอนบ่ายสามกว่าๆ เรามาถึงสุสานทหารตอนห้าโมงเย็น ตอนแรกฉันก็ได้แต่ภาวนาขอให้ได้ไปเยือนสักครั้ง ก็มาถึงที่แล้ว จะไม่ได้แวะก็คงเสียดาย และที่นี่ก็เป็นที่ที่ฉันอยากเห็นมากกว่าน้ำตกเสียอีก  ลุงเจ้าหน้าที่บอกให้เราปฏิบัติตัวด้วยความสำรวม อย่าหัวเราะ วิ่งไล่ หรือตะโกน

    ที่สถานีมีรถบริการพาไปสุสาน แน่นอนว่าครั้งนี้เราจะไม่พลาด เราจะไม่เดินเป็นคนบ้าอีกแล้ว!!!

    รถที่มารอรับเป็นสองแถวพาเราลัดโรงเรียนแล้วข้ามถนนไปจอดหน้าสุสาน ฉันกับโบว์รวมเงินคนละ 10 บาทจะไปจ่ายค่ารถ  แต่สามีภรรยาที่นั่งตรงข้ามเราบอกว่า "จ่ายให้แล้วจ๊ะ" ฉันรู้สึกขอบคุณมาก เพราะฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะมีน้ำใจให้เรา แม้จะ 10 บาทแต่ราคานี้ซื้อความประทับใจที่ฉันมีต่อพวกเขาได้ (ตอนที่ฉันนั่งพิมพ์อยู่นี้ อยู่ๆก็นึกถึงหน้าพวกเขาขึ้นมาได้ทั้งๆที่ผ่านมานานมากแล้ว)



...ประตูของสุสาน...


 



 


        ตรงเข้าไปฉันเห็นไม้กางเขนอันใหญ่อยู่ตรงกลางสนามหญ้าที่ทอดยาวไป สองข้างทางมีแถวสุสานทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 บางแท่นชื่อก็มีดอกไม้วางอยู่  ฉันเดินไล่เรียงดูตามแถว บางคนก็มีชื่อระบุไว้ชัดเจนเขาชื่ออะไร มียศอะไร  มาจากประเทศไหน แผ่นทีสลักแบบนี้ก็มีดอกไม้วางอยู่ แต่บางแผ่นที่สลักไว้แค่เพียงว่าเป็นทหารนายหนึ่ง เชื่อไหมแม้ว่าในสุสานจะมีดอกไม้ขึ้นสวย มีคนคอยดูแล หมั่นตัดหญ้า ทำความสะอาดอยู่เสมอ ฉันเชื่อว่าคนที่เดินเข้ามาก็รู้สึกหดหู่ เราอยู่ท่ามกลางสุสานที่ล้อมรอบตัวทุกด้าน นับไม่ถ้วน แต่จริงแล้วยังมีอีกหลายคนที่ตายไปแต่ไม่ได้มาอยู่ที่นี่เท่านั้นเอง...


     หลังจากออกมาเรานั่งรถไฟพุ่งตรงกับกรุงเทพ เอาจริง..อย่าเรียกว่าพุ่งเลย ตามสไตล์รถไฟไทยลุงเจ้าหน้าที่บอกว่าอยู่มาเป็น 10 ปีไม่เคยกลับถึงตรงเวลาสักครั้ง  ตามตั๋วบอว่าเราถึงประมาณ 1-2 ทุ่ม แต่ความจริงเราถึง 4 ทุ่ม กลับถึงบ้านเกือบ 5 ทุ่มสลบเหมือด แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการเหนื่อยที่คุ้มค่ามาก

เหนื่อยเพื่อตัวเอง เหนื่อยที่ได้เที่ยว เหนื่อยที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆ

    ฉันขอแนะนำใครที่สนใจ เธอไปวันเสาร์เหอะ ถ้าเธอไปวันอาทิตย์แบบฉันรับรองวันจันทร์เธอก็ยังสลบตาย...เธอควรมีพัดลมที่นักท่องเที่ยวจีนชอบเอาคล้องคอ และเธอพกทิชชูเปียกไปเช็ดหน้าเช็ดตา เช็ดรูจมูกด้วยก็ดี ชีวิตจะปลอดภัย



สุดท้ายสำหรับการเที่ยวแบบสะบั้นหั่นแหลกนี้ ฉันอยากบอกว่าไม่มีวันไหนที่ฉันไม่คิดถึงสะใภ้  เราน่าจะได้เที่ยวด้วยกันอย่างนี้ เราไม่ควรเจอกันเพียงแค่ตอนกินข้าว และโบกมือลา เราน่าจะได้ทำอะไรหลายๆอย่างด้วยกัน ก่อนที่ฉันจะต้องรอสองปีที่ไม่รู้ว่าเธอจะกลับมาตามที่บอกไหม...
ตอนที่เรากำลังนั่งอยู่บนรถไฟสะใภ้คงอยู่เหนือน่านฟ้าของประเทศใดสักที่หนึ่ง
เราดีใจที่เราเป็นหนึ่งในความทรงจำของสะใภ้ระหว่างที่อยู่ไทย แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยหนัก
เราอยากให้สะใภ้รอ วันที่รถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลกสายนั้น
พาเราไปเจอสะใภ้ที่ปลายทางที่สะใภ้อยู่  มันต้องใช้เงินและความกล้ามากกว่าเจ็ดวันนี้แน่ๆ
(ถึงลอนดอนแล้วรีบตอบกลับมา...เรากำลังรอ)

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เราจะไปกาญนะจ๊ะบุรี...และได้ของแถมฟรีคือเพื่อนร่วมทาง

ใครบอกว่ารถไฟไทยไม่ตรงเวลา!!!  แน่จริงมาพิสูจน์กับฉันนนนนน...นน.น

         ใครก็ได้ช่วยมาเป็นฉันสัก 2 นาที  แต่เป็น 2 นาที่ที่เข็มยาวมันกำลังกระดิกไปหาเวลา 6.30 น.

         วิ่งค่ะ...วิ่งงงงงไม่ลืมหูลืมตาฝ่าฝูงชนคนตื่นเช้าไปขึ้นรถไฟ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำสักหยดก็ยังไม่ตกถึงท้อง  ชีวิตมันแพะมาก ยกนาฬิกาขึ้นมาดูอีก 2 นาทีรถไฟออก ตายหละหว๊าาาา จะทันไหมเนี่ยตรู  แล้วไอ้ขบวนของฉันมันจอดที่ไหน

โอ้วมายแด๊ด.....ขอให้ทัน ขอให้ลูกช้างทัน ขอเถอะพ่อแก้วแม่แก้ววววว ขอเถอะแม่อ้ายณเดชชช

 
     ย้อนเวลากลับไป 6 วันที่แล้ว  ก่อนจะฉายเดี่ยวไปเดินชายหาดท้าทายพายุที่พัทยา  ฉันแอบแวะไปซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวน้ำตกเมืองกาญราคา 120 บาท ฉันรู้จักทริปนี้เพราะไปอ่านเจอมาในเน็ต และถ้าจำไม่ผิดก็เคยเห็นแว๊บๆในหนังสือท่องเที่ยวด้วยรถไฟ  เอาง่ายๆคือการรถไฟเป็นเจ้าภาพนำเที่ยว เราก็ปล่อยหัวใจเขาว่าไงไปตามเขา...
      พอดีกับที่ฉันมีเวลาว่างอยู่อีก 1 วันเป็นวันอาทิตย์ (ทริปนี้มีเฉพาะเสาร์ และอาทิตย์เท่านั้นนะแจ๊ะ...)

ราคาถูกขนาดนี้ 
              เที่ยวสบายใจไปหลายที่ 
                                แถมไปคนเดียวก็ยังได้ 
                                                     รู้อย่างนี้ จัดสิคะ จะรออะไร...

     ฉันจะเล่าเท่าที่รู้ให้เจ้าได้ทราบ เพียงเราได้จับจองเป็นเจ้าของตั๋วทริปนี้สักใบหนึ่ง เท่านี้สูเจ้าก็จะได้เที่ยวท่องล่องไปกับทางรถไฟสายมรณะ ไปกราบสักการะพระปฐมเจดีย์  อาหารการกินก็ไม่ต้องเป็นห่วง  ขึ้นชื่อว่ารถไฟไทยรับรองได้ว่าของอร่อยจะมีมาขายทุกโบกี้ได้ไม่เคยขาด  และแถมจอดแต่ละสถานีละแวกนั้นก็จะเป็นตลาด หรือไม่ก็ที่ขายของกิน เยอะแยะไปหมด ดังนั้นขอแค่มีตังค์ไป ไม่อดตาย!!! กาแฟฟันธง!!!




        "น้องๆ นี่ไปน้ำตกรึเปล่า โบกี้โน้น จะออกแล้ว เร็ววิ่งๆๆๆๆๆๆ"  
      
     เจ้าหน้าที่คงเห็นฉันวิ่งมาหน้าตาตื่น หันซ้ายหันขวาหาขบวนตัวเองไม่เจอเลยตะโกนซะดังลั่น  ฉันก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังรีบวิ่งหน้าตั้งไปหาที่นั่งบนรถไฟ  

    ม้านั่งบนรถไฟจะเป็นเบาะนั่งหันหน้าเข้าหากัน ตรงข้ามฉันมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง  แต่ข้างฉันยังว่างอยู่  คิดว่าทริปรถไฟราคาถูกที่ออกทุกเสาร์อาทิตย์และเปิดให้บริการนานแบบนี้ก็คงจะมีคนมาใช้บริการน้อย  เพราะเห็นอีกหลายที่นั่งยังว่างอยู่

"โทษนะคะ  ตรงนี้ที่นั่ง 41 ใช่ไหมคะ"  เสียงหนึ่งถามฉันขณะที่กำลังหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง  เจ้าของที่นั่งข้างฉันนั่นเอง เธอเป็นผู้หญิงผิวเข้ม ผมงอ ขนตางอนมาก เอกลักษณ์ของสาวนุ้ย...

     สาวนุ้ยคนนี้ชื่อ โบว์ กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ปี 3 พกกล้องเครื่องใหญ่ถามไปถามมาเลยรู้ว่าเรียนสื่อสารมวลชน  นี่เป็นครั้งแรกที่โบว์เที่ยวคนเดียวโดยมีเหตุผลว่าเบื่อ  เบื่องานที่กองอยู่เต็มหน้า อยากเที่ยวคนเดียวบ้าง  อยากออกไปเจออะไรใหม่ๆ สุดท้ายเลยได้มานั่งข้างกันนี่หละ

     โบว์เป็นคนชวนคุยซะมากกว่า  ชวนจ้อเหมือนกับรู้จักกันมานานปี สอนให้ฉันใช้กล้องโปรตัวใหญ่ๆ และแน่นอนฉันถามมากมายทั้งเรื่องวิชาเรียนของเธอ และเล่าเรื่องที่ฉันไปเที่ยวมาให้เธอฟัง





      ระหว่างที่รถเรายังวิ่งไปอย่างช้าๆ จอดรับคนเข้ามาเรื่อยๆ ที่นั่งที่เคยโหลงเหลงตอนนี้ก็ถูกจับจองมีเจ้าของไปหมดแล้ว

    ฉันพึ่งรู้ว่าเราซื้อตั๋วรถไฟแล้วมารอขึ้นรถที่สถานีไหนก็ได้ที่เป็นทางผ่านไม่จำเป็นว่าจะต้องขึ้นที่หัวลำโพงเท่านั้น ที่แปลกใจอีกอย่างก็คือมีนักท่องเที่ยวจีนด้วย แต่ไม่ได้เป็นสไตล์ชุดราตรีสีสะท้อนแสง  อันนี้มาแนวสบายๆ  ถัดไปอีกหน่อยก็มีสองสาวดูท่าแล้วน่าจะเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนก็ยังเป็นจีนอีกเหมือนกัน มองไปทางใต้ก็มีฝรั่งมาด้วยกันสองคู่ชูชื่น  หัวโบกี้ก็มีฝรั่งใส่ชุดลายดอก(สีสันวันสงกรานต์)นั่งอยู่กับเพื่อนอีกสองคน

     คิดในใจว่า "เฮ้ยทริปนี้ของการรถไฟมันเจ๋งดีแฮะ มีคนต่างชาติด้วย แปลว่าไม่ธรรมดาซะแล้ว"
 ยังไงๆมันก็สมควรดังอยู่นะเพราะผ่านสถานที่สำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซะหลายที่เลย  อาจจะดังในหมู่คนที่ชอบเที่ยวด้วยรถไฟ หรือพวกที่ตามรอยประวัติศาสตร์ ตามรอยหนัง ก็เป็นได้


      พอคนขึ้นมาเกือบทุกที่นั่งเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก็จะเข้ามาทักทายเรา  ยื่นตั๋วไปให้เขาตรวจก็จบข่าว  หลังจากนั้นไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนประกาศผ่านโทรโข่งว่าอีกสองชั่วโมงเราจะถึงนครปฐม ตามด้วยสะพานข้ามน้ำแคว  ทางรถไฟสายมรณะ น้ำตกไทรโยคน้อย และปิดท้ายที่สุสานทหารผ่านศึก

     ที่ฉันชอบอีกอย่างก็คือเจ้าหน้าที่จะเล่าว่าถึงตรงนั้นมองออกทางหน้าต่างซ้าย ถึงตรงนี้ให้มองออกหน้าต่างขวา พอถึงตรงโน้นให้ยื่นมือลูป บลา บลา บลา...เอาจริงฉันก็จำได้ไม่หมดหรอก เดี๋ยวเวลาคนอื่นเขาทำอะไรก็ทำตามละกัน

     ในระหว่างนี้ก็มีคุณป้าขายเครื่องดื่มร้อนๆยามเช้าขึ้นมาบนขบวนรถ เธอไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟไทยหรอกเจ้าค่ะ  ดูจากยูนิฟอร์มแล้วเหมือนกับยายเลี้ยงหลานแถวบ้านเลย  แต่เธอทำให้การรถไฟไทยสมบูรณ์แบบมากขึ้น ถ้าขาดป้าๆไปการรถไฟไทยก็คงไม่มีสีสัน ฉันขอยกให้อยู่ในบัญชี "ไทยแลนด์ only" ป้ามาพร้อมกับกระติกน้ำร้อน 1 ใบ ตะกร้าที่มีกาแฟ โอวัลติน ไมโล โกโก้ โจ๊ก มาม่า ครบครัน เดินถามทุกคนทุกที่นั่ง แถมป้ายังสปิ๊คอิงลิชได้คล่องแคล่วกับฝรั่ง  ตอนแรกฉันก็สงสัยว่าถ้าขึ้นมาขายอย่างนี้แล้ว  เจ้าหน้าที่เค้าจะไม่ไล่ลงหรือ  แล้วฉันก็ได้คำตอบ...ว่าเจ้าหน้าที่รถไฟก็เป็นขาประจำคุณป้าเหมือนกัน ฝรั่งก็ซื้อ คนจีนก็ซื้อ ฉันก็อยากจะซื้อเหมือนกันแต่กังวลว่าถ้ากินน้ำๆไปเยอะๆแล้วจะเอาแต่ถามหาห้องน้ำ ปวดฉี่อยู่นั่นเลยไม่ได้ช่วยอุดหนุนคุณป้า (ยังไงก็ตามคนที่อ่านๆอยู่นี้ มีโอกาสไปก็อุดหนุนคุณป้าแทนฉันทีนะ)

     อีกอย่างที่อยากจะบอกเมื่อขึ้นรถไฟไทย  ถ้าเราใจร้อนเราก็จะรู้สึกว่ารถไฟมันช้าจริงอะไรจริง  และถ้าเราใจเย็นเราก็จะรู้สึกว่ารถไฟมันก็เร็วนะ (เร็วกว่าเดินเท้าเปล่ามาหน่อยหนึ่ง)



     สองชั่วโมงผ่านไป ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเช้ากว่าๆนิดหน่อย ขบวนรถของเราก็ได้เทียบจอดที่ชานชลาสถานีนครปฐม เสียงประกาศบอกให้เวลาประมาณ 45 นาทีลงไปเดินเล่น  ฉันกับโบว์พากันเดินตามเพื่อนรวมขบวนคนอื่นๆเดินทะลุออกมาหลังสถานี  เราเจอตลาด มองไปข้างหน้า นั่นไง นั่นไง พระปฐมเจดีย์!!!  นี่เรามาถึงนครปฐมจริงๆแล้วสินะ...

    แต่ช้าก่อน...ก่อนจะวิ่งไปดูพระประฐมเจดีย์  ท้องท้องฉันนี้ประท้วงเสียงดังแล้ว และแน่นอนว่าความหิวชนะทุกสิ่ง  ฉันกับโบว์เลยแวะโซ้ยข้าวต้มในตลาดกัน



   
     โจ๊กหมูไม่ใส่ผักชี  ทั้งร้านสามโต๊ะทุกโต๊ะมีคนนั่งเราสองคนเลยได้แชร์โต๊ะกับแม่ลูกคู่หนึ่ง  สั่งไปแล้วรอนานนิดหน่อยชวนกันคุยเดี๋ยวเดียวโจ๊กก็มาส่งแล้ว  ร้านนี้ถึงจะน้อยแต่ลูกค้ามาจอดรถซื้อกลับบ้านกันเยอะมาก ไม่รู้ว่าเพราะอร่อยหรือว่าตอนนี้มันสายแล้วร้านอื่นหมด คนเลยพากันมาซื้อร้านนี้

     อร่อยไหม?  ฉันไม่รู้ว่าโจ๊กนี้อร่อยจริงๆ หรือเพราะฉันหิวเกินไป มันเลยเกลี้ยงชาม เลียได้ฉันจะเลีย เราใช้เวลากินไป 30 นาที โอ้วเหลือ 15 นาทีสำหรับพระปฐมเจดีย์ของฉัน

รีบเดินสิ รีบเดิน...

                      10 นาทีสำหรับเดินถ่ายรูป...



                   อีก 5 นาทีสำหรับวิ่งไปขึ้นรถไฟ...


    ฉันไม่รู้ว่าโบว์ยิงไปได้กี่รูปกับ 10 นาทีทอง แต่ที่ฉันรู้สึกคือโบว์ไม่ได้มาเที่ยว เธอเหมือนมาทำบทความพิเศษอะไรเทือกนั้นมากกว่า  ดูจากท่าการเล็งมุมกล้องแล้วบางอย่างที่เธอได้ร่ำเรียนมามันคงฝังเข้าไปในยีนของเธอเรียบร้อยแล้ว กระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว กินง่าย อยู่ง่าย เฟรนด์ลี่มาก ชวนจ้อด้วย


สถานีต่อไป...สะพานข้ามแม่น้ำแคว  (อ่านว่า แคว นะ ไม่ใช่ แคว 5555)



กาญจนบุรี...เทียวกับรถไฟไทย ต้องมีหัวใจที่ฉ่ำเย็น



     หลังจากไปรายงานตัวกับองค์พระปฐมเจดีย์เรียบร้อยแล้ว  สถานีต่อไปเราจะได้พับกบ!!...พบกับ

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
  
   สะพานข้ามแม่น้ำแควนี้มีความสำคัญอย่างไร ??  เอาสาระนิดๆหน่อยๆประดับบล๊อกฉันละกัน  คือสะพานนี้เป็นสะพานทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ที่จะนำพากองทัพญี่ปุ่นเดินทางไปยังประเทศพม่า (เมียนมาร์)ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 1 เดือน (ตอนแรกที่อ่านข้อมูลฉันถึงกับต้องอุทานว่า ตายห่าน!!  ดังๆในใจ)  สร้างโดยใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งหาร อังกฤษ อเมริกัน ฮอลันดา ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาว ไทย จีน ญวน ชวา พม่า มาลายู อีกหลายชีวิต  แน่นอนว่าทางรถไฟนี้ได้สังเวยด้วยชีวิตของคนหลายหมื่นคน ปัจจุบันสะพานแห่งนี้ได้มีการยกย่องให้เป็น สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

  โอเค...จบภาคสาระ ตัดภาพกลับมาตอนนี้บนที่นั่งหมายเลข 40 ขบวนหมายเลข 909
   
     ฉันหอบหายใจแทบไม่ทัน  ก็ดันวิ่งขึ้นรถไฟอย่างมั่นใจเกินล้าน...พอเดินหาที่นั่งตัวเองเท่านั้นแหละ 

          เอ๋??  ที่นั่งมันทำไมเป็นไม้ฟร๊ะ  คนก็หน้าไม่คุ้นเลย  

ยังไม่ทันได้คิด โบว์ก็ตะโกนด้วยความตกใจว่า "เฮ้ย!!  ของเรามันโบกี้โน้น รีบวิ่งเร็วววววว"
วิ่งลืมตาย เกือบจะไม่ได้มานั่งแล้วสิ  ฉันต้องขอโทษโบว์หลายๆครั้ง  ตระหนักรู้ถึงการมีเพือนคู่คิดก็ตอนนี้  ถ้าไม่มีโบว์ฉันคงได้เที่ยวนครปฐมทั้งวันแน่ๆ

    การวิ่งลืมตายทำให้เราเสียเอทีพีที่สะสมไว้ไปมากโข  ดีนะที่เราแวะซื้อของกินเล่นมาจากตลาดเมื่อกี้ขนมถ้วย และมะม่วงมัน ช่วยชีวิตเราสองคนได้


     ฉันลืมไปแล้วว่าเรานั่งรถไฟอีกนานเท่าใดจนมาถึงสะพานข้ามน้ำแคว ลงรถไฟไปละโห..กองทัพนักท่องเที่ยวทั้งไทยทั้งเทศทำไมมันเยอะได้ขนาดนี้ ไปดูกันๆ...


      ตรงนี้รถจะจอด ให้เราลงไปเดินเล่นที่สะพาน แถวนี้มีตลาดเล็กๆขายทั้งของกินของที่ระทึก เอ๊ย! ระลึก ฉันฝากชีวิตไว้กับลูกชิ้นทอดไม้ละ 10 บาท 3 ไม้สำหรับมื้อกลางวัน อร่อยหรือเปล่าไม่รู้แต่หันดูอีกทีก็เกลี้ยงถุงซะแล้ว

     แน่นอนว่าขาดไม่ได้ทุกสถานที่ท่องเที่ยวมันต้องมีไอเทมของที่ระลึกสุดฮิตประจำไทยแลนด์เช่น กระเป๋าผ้าถักใส่ขวดน้ำ เสื้อยืดกาญจนบุรี โปสการ์ด กบคร๊อกๆ ของเล่นไม้ แม็กเน็ตตุ๊กตุ๊ก ฯลฯ เป็นอย่างหนึ่งที่ฉันคิดว่ามันทำให้ของฝากไทยดูไม่ค่อยพิเศษ ไปภาคใต้ก็หาซื้อแคบหมูได้ และมาภาคเหนือยังซื้อน้ำพริกแกงไตปลาให้กิน โอ้ว...บางร้านก็อย่างกับยกทั้งประเทศไทยมาไว้ร้านเดียว ถ้าเราเปลี่ยนให้ของฝากมันหาซื้อได้เฉพาะที่ มันก็คงพิเศษดีขึ้นอีกหน่อย สุดท้ายฉันไม่ได้อุดหนุนของฝากอะไรเลย เอาแต่รีบเดินจ้ำไปหามุมถ่ายรูปที่ลานด้านล่าง ท้าทายกับแสงแดดที่แผดเผา นี่เป็นรูปตรงลานข้างสะพาน...



     ป๊ะ...ขึ้นไปบนสะพานกัน  สะพานนี้มันไม่ได้เก่ามาตามอายุรวมจริงๆ เพราะในสมัยสงครามกำลังดำเนินอยู่นั้นสะพานโดนระเบิดอยู่หลายครั้งจนขาดครึ่ง  ภายหลังสงครามสิ้นสุดลงรัฐบาลไทยก็ได้ซ่อมแซมจนสามารถใช้งานจนถึงทุกวันนี้



     นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นสะพานข้่ามน้ำแคว เห็นสะพานเหล็กๆแบบนี้ก็คิดไปถึง "ขัวเหล็ก" ข้ามน้ำปิง กับสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายที่เป็นโครงเหล็กและสวยเหมือนกัน  แตกต่างตรงที่สะพานแห่งนี้มีรางรถไฟด้วย...ฉันคิดถึงโกโบริ

    อีกด้านของสงครามที่ทำให้คนต้องมาสังเวยชีวิตจากบ้านเกิดเมืองนอน มันก็ยังทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอะไรหลายๆอย่างเช่นพวกการคมนาคม พัฒนาเครื่องบิน รถไฟ ถนนหนทาง การค้า อาหารกระป๋อง แต่คงจะดีกว่ามากถ้าการพัฒนาไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมากจากสงครามหนะนะ

     บนสะพานจะมีที่ให้คนยืนหลบรถไฟเวลารถไฟกำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆผ่านสะพาน ชั่ววินาที่ที่สายตาได้ประสานกัน ระหว่างคนบนรถ และคนยืนหลบรถ คงไม่มีสิ่งใดที่จะเหมาะสมมากไปกว่าการยื่นมือออกไป แล้วพูดจากใจว่า...บ๊ายบาย

   
     การนั่งชมวิวตอนที่รถไฟกำลังวิ่งอยู่ ในที่ๆไม่เคยไปมาก่อนมันก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆผ่านหน้าไป และลุ้นไปด้วยว่าที่ลุงเจ้าหน้าที่ประกาศไว้ วิวนั้นมันจะมองทางหน้าต่างฉันหรือจะต้องหันไปมองหน้าต่างเพื่อนบ้าน
 
    แต่หลายครั้งที่มองออกไป วิวมันก็ไม่ต่างจากขี่มอเตอร์ไซค์กินลมชมวิวแถวบ้านฉันนี่หว่า  ไม่เป็นไร...อย่างน้อยนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นั่งรถไฟแล้วชมวิวไปพร้อมกัน...สุขสันต์วันสโลว์ไลฟ์
   



     นี่คือเพื่อนนักข่าวน้อยของฉัน  กับน้ำแคว ที่เธอพยายามจะยิงชัตเตอร์แบบตั้งท่าเล็งอย่าเหมาะเหม็ง!!!

_________________________________________________________________________

     หลังจากผ่านสะพานข้ามน้ำแควได้ไม่นาน ขณะที่รถไฟพาเราลัดเลาะไปตามทุ่งนาป่าเขา ฉันก็รู้สึกหนักๆที่ไหล่   

                 วิญญาณคุณมัดเล่นฉันแน่แล้ว!!!
        
                                  แย่แล้วๆ ยิ่งนานยิ่งหนัก...อะไรกันนะคุณมัด

 ...
...
...
...
...
..
.
          โอ้ยหนักอะไรที่ไหล่ฉัน...หันไปดูแพ๊พนะ

          นี่ไงคุณมัดของฉัน   โบว์น้อยคงเหนื่อยมากเลยเอาหัวมาอิงไหลฉันงีบนอน

          และฉันก็เป็นเพื่อนที่ดี  ค่อยๆเปิดกระเป๋าหยิบกล้องมาถ่ายไว้ ฮ่าๆๆ ...เธอพลาดแล้วหละ


           
     ไม่นานนักโบว์น้อยก็สะดุ้งตื่น...ทำหน้างงๆด้วยนะ  ฉันเลยแสดงน้ำใจนางสาวศรีสยามบอกให้เอาหัวมาหนุนกระเป๋าได้  ฉันน่ารักชิมิล๊าาาาา...





พอพอ จบอันนี้ฉันจะไปทำอย่างอื่นบ้าง รออ่านตอนที่ 3 นะจ๊ะ...






วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เหมยลี่พาเที่ยว...ท้องฟ้าจำลอง แบบส่วนตัว (ส่วนตัวฉันคนเดียวไม่เกี่ยวใคร)


วันนี้ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับคำถามว่า...ไปไหนดี?

     คำถามง่าย ๆ ถามไม่ยาก แต่ตอบยาก ยิ่งนับเงินในกระเป๋าดูแล้ว...นอกจากจะไม่ช่วยอะไร เงินก็ทำให้ตอบยากขึ้นมาอีก 50%

        มากทม.รอบนี้รู้สึกว่าตัวเองอยู่ไม่ติดบ้าน จริงแล้วไม่อยากเรียกว่าบ้านเลย นึกภาพห้องสี่เหลี่ยมที่มีเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ ระเบียง และห้องน้ำ โอ้วชีวิตหนูกล่อง

        จากคนที่เคยอยู่บ้านที่แยกเป็นห้องโน้นห้องนี้ดีๆ แล้วเอาตัวเองมาอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมอย่างนี้ก็เป็นธรรมดาที่จะเบื่อเอาง่ายๆ ...เฮ้ออออ  

       การตะลอนไปเที่ยวข้างนอกก็ทำให้หายเบื่อได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าที่ฉันหมกอยู่ในกล่องขาวๆนั่นคนเดียว ยิ่งตอนกลางวันแดดสาดแสงแรงจ้าเหมือนกับอยู่ในเตาอบไฟฟ้ายังไงหยั่งงั้นเลย

         คิดเองว่าถ้าเราเป็นคน กทม.จริงๆ ฉันจะไปเที่ยวไหนในวันว่างขนาดนี้ (ถ้าไม่นอนทั้งวัน) หลายคนคงเลือกเดินห้าง ไม่ร้อน เดินสบายๆ เพราะกรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าให้เลือกเที่ยวเยอะกว่าแถวบ้านมาก  ทั้งห้างหรูหรา ไฮโซ ไปจนถึง ช๊อปปิ้งสโตร์เล็กๆที่น่าเดิน (คล้าย star evernue ที่บ้าน)...ห้างที่นี่ผุดขึ้นเยอะอย่างกับดอกเห็ด

       เช้านี้ฉันเริ่มต้นด้วยการไปเดินเล่นใน "เอ็มควอเทีย" ไม่รู้หรอกว่าต้องไปทำไม แต่วันนั้นสะใภ้เพื่อนยากนางมาเดินเล่นที่นี่กับ "เขา" ฉันเลยสงสัยว่ามันมีอะไรดีนะ  แล้วลองเอาชื่อไปหาใน google 

ป๊าดดด...อ่านดูมันก็มีอะไรแปลกๆเยอะดีแฮะ  สมัยนี้ห้างร้านแข่งกันมากขึ้น  ถ้าเราเข้าไปข้างในแล้วเจอร้านที่คุ้นตาแต่แค่เปลี่ยนห้างก็คงทำให้รู้สึกว่าจะเดินห้างไหนก็คงไม่ต่างกันนัก  ห้างใหม่ๆสมัยนี้เลยต้องแข่งกันว่า...
               
ฉันมีร้านที่คนอื่นไม่มีนะ 
                     
                       ฉันออกแบบเหมือนเธอเดินในป่าดงดิบได้เชียวหละ

                                                       ฉันมีภัตตาคารไฮโซหม้อชาบูเคลือบทองนะจ๊ะ

          การมีห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นมาเยอะๆอย่างนี้ น่าจะทำให้เราเข้าใจได้ไม่ยากว่า สภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองในเวลานั้นๆ เป็นอย่างไร เจริญขึ้นมากขนาดไหน มีนักลงทุนพุงพลุ้ยแห่เข้ามาทำธุรกิจมากเท่าไหร่  
         
          แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่มันเกิดขึ้นใจกลางเมืองใหญ่มากกว่าเมืองรองอื่นๆ  ขนาดออกไปรอบนอกของ กทม. เอง บางครั้งก็เหมือนกำลังอยู่ต่างจังหวัดไปซะอย่างนั้น






(ไม่มีภาพประกอบ ก็ฉันชอบหุ่นนี้)


        การเดินห้างวันนี้คงไม่ถูกจริตกับกระเป๋าเงินฉันสักเท่าไหร่  เดินเหมือนคนเดินเบื่อๆ แถมดันหาทางออกไม่เจออีก สุดท้ายพอออกมาได้เลยเดินกลับมาที่ ฺBTS เหมือนเดิม...

        อยู่ BTS แล้วจะเที่ยวไหนดีน๊า....ไม่มีที่ไป


แต่เอ๊ะ!!  BTS มันก็คือ...รถไฟฟ้ามาหานะเธอ...นี่นา

        หนังรักประจำหัวใจของกาแฟ...มีฉากหนึ่งที่คุณครูเอานักเรียนขึ้น BTS  ไปเที่ยวท้องฟ้าจำลอง  และที่นั่นก็เป็นเดทแรกของคุณลุงกับเหมยลี่  คิดออกแล้ว!!!  ฉันจะไปตามหาคุณลุงของฉันบ้างหละ  ขอเป็นเหมยลี่สักวันเถอะนะ  มันต้องใกล้ BTS แน่ๆถ้าในหนังมันเป็นแบบนั้น...


      มดสามตัว!!!  (แอ่น แอน แอ้นนนนนนน...)   มุกบาท สองบาท ก็เอามาเล่นอยู่เน๊อะ...



        ในวันที่ฝนโปรยปราย...มือฉันก็จับร่มลายอุนตร้าแมนเดินเข้าไปตามหาคุณลุงในท้องฟ้าจำลอง


     "ยี่สิบบาทคะ"  เสียงคุณป้าเจ้าหน้าที่ผ่านไมโครโฟนออกมา 

     ทำให้ฉันรีบเปิดกระเป๋าตังค์เอาเงินยื่นไปในช่องเล็กที่มีขนาดพอสอดมือเท่านั้น  พอยื่นมือเข้าไปฉันก็รู้สึกถึงความเย็นจากเครื่องปรับอากาศข้างใน  ในวันฝนตกเช่นนี้เป็นธรรมดาที่พวกห้องกระจก จะต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้อุณหภูมิเย็นลงกว่าข้างนอกเพื่อกันไม่ให้ไอน้ำที่มีในห้องไปรวมกันเกาะเป็นฝ้าที่กระจก  เซเว่นก็เหมือนกัน

  "วันนี้ไม่มีบรรยายท้องฟ้าจำลองนะค่ะ"  เสียงของคุณป้าบอกเพิ่มหลังจากฉันรับตั๋วไว้ในมือ  

        อ่าว! งั้นฉันก็ไม่ได้เป็นเหมยลี่นอนดูดาวข้างๆคุณลุงสิ  ฉันผิดหวังนิดหน่อย จริงๆฉันไม่ได้ชอบดูดาว อาจเพราะฉันดูไม่รู้เรื่อง มองไม่ออกว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ได้ยังไง  แล้วคนคิดที่เชื่อมดาวแต่ละดวงออกมาเป็นรูปจักรราศีต่างๆนั้น เขาต้องใช้จินตนาการมากมายขนาดไหน  แต่เมื่อมาถึงท้องฟ้าจำลองทั้งทีฉันก็อยากให้คุ้มสักหน่อย  แต่ไม่เป็นไรยังไงครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกอยู่แล้วอาจมีอะไรตื่นเต้นมากกว่าที่คิดไว้



        เข้ามาตอนแรกก็เจอนี่...เรียกว่าเครื่องอะไรไม่รู้ วิธีการเล่นคือให้เอาลูกเหล็กไหลไปตามด่านต่างๆ มีอยู่สิบกว่าด่านน่าจะได้...ตอนแรกก็งงๆ ไม่รู้ว่ามันต้องดึงต้องผลักตรงไหนถึงจะไป ต้องขอบคุณลุงที่นั่งเมาท์มอยข้างๆ มาช่วยสอนเล่น จะว่าไปเครื่องนี้มันน่าจะนานมากแล้วจนฝืด ไม่ก็ถูกเล่นมาอย่างสาหัสสากรรจ์

      ความเห็นส่วนตัวนะ...ฉันว่าน่าจะทำให้มันดูมีสีสันแสบทรวงกว่านี้หน่อย  ตอนแรกเดินเข้ามาเห็นถ้าลุงคนนั้นไม่มาสอนเล่นฉันก็นึกว่าเครื่องพัง!!!


     มันดูเหมือนเครื่องที่เอาไว้ทรมานนักโทษยังไงยังงั้นเลย...สยองไปนะ

     เดินมาอีกหน่อยเจอจุดเกือบพีคของวันนี้ละ...


     ฉากหนึ่งที่ยังจำได้ดีคือเหมยลี่หาบ้านตัวเองจากแผนที่กรุงเทพนี้ 

     อ่าหหหห์...บ้านฉันอยู่ไหนน๊า  

                                     อยู่ตรงไหนน๊าาา

                                                    นี่ไงเจอแล้ว!!!   

          ถ้าเกิดฉันพาคนในคอนโดสักสองสามร้อยคนมาเที่ยวท้องฟ้าจำลอง  ทุกคนก็คงชี้นิ้วไปที่จุดเดียวกันแล้วตะโกนว่า...
"นี่ไง...เจอบ้านเราแล้ว!!!"


        ก็ข้างห้องของฉันคือบ้านของอีกสองครอบครัวเล็กๆ บนเพดานฉันก็มีอีกครอบครัว ข้างล่างก็มีอีกครอบครัว  แน่นอนว่าห้องตรงข้ามก็มีอีกครอบครัว  แค่อาคารเดียวก็อยู่กันเป็นร้อยครอบครัวละมั๊ง




เวลาไปเที่ยวไหนอย่างหนึ่งที่เซ็งมากคือ... 
       
              เจอพร๊อปประกอบที่ถูกใจแต่ทำอะไรไม่ได้!!!  
     ไม่มีแม้แต่คนแปลกหน้า หรือคนหน้าแปลกที่จะขอไหว้วานให้เป็นตากล้อง  จนต้องร้องเพลงในใจเบาๆว่า

         "ไม่เคยจะมีใครเดินมาทางนี้...นี่ฉันรออะไรอยู่เหรอ"...ฉันก็ทันอยู่น๊าา 321 อัลบัมแรก

        สงสัยจะต้องเอาไปให้เพจ "ช่วยตัดต่อรูปนี้ให้หน่อย" เอาหน้าฉันไปแปะตรงวงกระจกนั้น
        เผื่อจะได้เป็นนางเอกหนังที่ไปติดอยู่บนดาวอังคาร (แม้ว่าเรื่องนี้จริงๆแล้วจะไม่มีนางเอกเลย...ฉันนี่แหละจะเป็นคนประเดิมให้)



        แอ๊ดแอ่ (^++++^)  จากภาพมันเป็นการจำลองสภาพไร้น้ำหนักใครอยากลองก็จะต้องใส่ชุดหมี สวมหมวกกันกระแทก ถุงมือ ถุงเท้า ใส่มาหมด เหมือนกับพนักงานดับเพลิง แล้วเราจะได้ดิ่งพสุธาให้เสียวซ่าหัวใจ ความสูงที่เราจะกระโดดลงมาคือ 7 เมตร มองจากข้างล่างขึ้นไปมันก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่นี่ ฉันขอลองบ้างสิ  ระหว่างเดินขึ้นบันไดวนไปทีละชั้น ๆ เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวก็จะแนะนำให้เราว่าต้องจับราวยังไง เอามือไว้ตรงไหนเมื่อปล่อยตัวแล้ว หลังจากปล่อยมือก็จะได้สัมผัสกับวินาทีแห่งความเสียวหัวใจที่ไม่เคยได้พบที่ไหนมาก่อน...เอาหละ

                             ชั้น 1     .........................ตึ๊ก...........ตึ๊ก..................

                             ชั้น 4             .........ตึ๊ก.............ตึ๊ก.............ตึ๊ก.............ตึ๊ก..........

                             ชั้น 6                  .....ตึ๊ก.....ตึ๊ก......ตึ๊ก........ตึ๊ก.........ตึ๊ก........ตึ๊ก..........ตึ๊ก....
                            
                             ชั้น 7               ....ตึ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


      ตายหละว้า!!!!  ทำไมแข้งขามันสั่นไปหมด  มือไม้จับบาร์ไม่แน่นเลย หวายยยยยย

              "พี่ค่ะๆ  อย่าพึ่งปล่อยตัวหนูนะ เดี๋ยวๆ แพพๆ ตายๆๆๆๆ  ทำไมมันสูงขนาดนี้"

                       "เดี๋ยว!!!  พี่จับหนูก๊อนน....น"


        ให้ตายเถอะโรบิ้น!!!!   ทำไมเมื่อกี้รู้สึกว่ามันไม่ได้สูงขนาดนี้นะ  ความสูงมันเพิ่มขึ้นรึเปล่าวะ...  แล้วถ้าเยี่ยวแตกนี่อายไปทั้งบางแน่เลยตรู  เปลี่ยนใจทันไหม  พ่อแก้ว แม่แก้วลูกขอเปลียนได้ไหมเจ้าคะ???

      
        มาถึงจุดนี้...มองลงไปข้างล่างโอ๋ยยย...  มันทำให้ฉันคิดถึงคนที่ขอลาออกจากโลกมนุษย์โดยวิธีโหม่งพสุธา  ขอซูฮกยกนิ้วให้ว่าช่างเป็นพวกที่เด็ดเดี่ยวจริงๆ  ฉันเคยอ่านหรือได้ยินได้ฟังมาจากไหนสักที่ว่า คนที่เลือกลาโลกด้วยวิธีกระโดดตึกฆ่าตัวตายนั้น สมมติให้ตึกมี 80 ชั้น ช่วงเวลาที่ทิ้งตัวลงมาก่อนจะถึงชั้น 50  มันจะเหมือนกับว่าเวลาช่างยาวนานเหลือเกิน  นานพอที่จะคิดได้ว่า ยังมีใครที่รอเราอยู่ และยังเหลือสิ่งไหนที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ  คิดถึงช่วงเวลาที่จดจำได้  จากนั้นจะเริ่มคิดได้ว่า "เอ๊ะ แล้วกรูจะมาโดดตึกหาพระแสงอะไรเนี่ย" เมื่อถึงชั้น 30 ก็จะเริ่มกระเสือกกระสนหาทางเอาตัวรอด  แต่นั้นก็สายไปเสียแล้ว  ไหนๆก็โดดลงมาแล้วแรงโน้มถ่วงของโลกไม่เคยทำให้ท่านผิดหวัง...ฟิ้วววว ตุ๊บ!!!

   ลาก่อยยยยย.........ย


        สุดท้าย...เพื่อความปลอดภัย และกางเกงในจะไม่เปียกฉี่ ฉันขอไม่โดดดีกว่า ทั้งที่ในใจจะแบ่งเป็นสองพวกพวกหนึ่งก็บอกว่า "กาแฟ นี่มาถึงที่ ใส่ชุดใส่อะไรพร้อมจะมาป๊อดอะไรตอนนี้ว๊าา  ไม่ได้มาโดดทุกวันนะเฮ้ย  เอาเลยมันแว๊บเดียว ให้มันจบๆไป"  อีกใจหนึ่งก็เถียงคอเป็นเอ็นว่า "นี่มันไม่ใช่สภาวะไร้น้ำหนักแล้วววว  นี่มันสภาวะหมดอาลัยตายอยากชัดๆ เหมือนกับจะมาดิ่งพสุธาโหม่งโลก  ฉันจะไม่เอาชีวิตมาทิ้งไว้กับ 7 เมตรนี้แน่ๆ" ชีวิตมันก็ไม่ต้องขนาด "ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย" ไปทุกเรื่องก็ได้

    กลับออกมาจากท้องฟ้าจำลองวันนี้ฉันความรู้สึกที่มีต่อโลกก็ได้เปลี่ยนไป  ขนาดที่เจอกับรีน่ายังต้องบอกว่า  "รีน่า ไม่ว่าเธอจะเครียด เพลีย เหนื่อยเรื่องใดๆในชีวิตก็ตาม และกำลังจะคิดสั้น ฉันขอให้เธอไปลง BTS เอกมัย อดใจเดินไปอีกนิดที่ท้องฟ้าจำลอง แล้วไปโดด 7 เมตรนั่น  แล้วปัญหาที่รุมเร้าเธอจะมลายหายไปพริ๊บตา เชื่อฉัน!!!"


(ฉันง่วงนอน...ตอนบ่ายคนเราต้องนอนพักกันบ้าง ลาก่อยยยย)
       






วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อะโลน ละ ละ ลา เลียบหาดพัทยา.. กับ ลม ฝน ฟ้า ที่ทำฉันหวั่นไหว เล่าถึง ธุรกิจค้าเนื้อสด!!!


ไม่รู้ว่า...

             น้ำทะเลพัทยา 

                         กระเป๋าตังค์ฉัน  
  
                                  เหงื่อที่ไหลมาถึงข้างหูแถมเปียกอยู่เต็มหลัง


อันไหนเค็มกว่ากัน...

          จะไม่ให้เหนื่อยได้ยังไง...ฉายเดี่ยวเดินมาราธอนตั้งแต่เมืองจำลองจนถึงพิพิธภัณฑ์เทดดี้แบร์ ระหว่างทางวินมอเตอร์ไซค์เป็นสิบเค้าก็ถาม "ไปไหนน้อง วินมั๊ย ๆ"  แต่คิดว่าคงต้องจ่ายแพงเลยปฏิเสธไป ปฏิเสธตั้งแต่ซอยแรกๆ พอเดินได้ครี่งทางขาลากแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววจะเห็นทะเล  เลยมาคิดเสียดายทีหลัง "รู้งี้ขึ้นตั้งแต่ซอยแรกๆก็ดีหวะ ไม่น่าเค็มเลยฉัน!" เพราะครั้นจะขึ้นตอนนี้ก็คงใกล้ถึงอยู่รอมร่อ 

 

          
       ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่กล้าขึ้นมอเตอร์ไซค์มา หรือโบกรถประจำทางแถวนั้น  มาฉายเดี่ยวทั้งทีก็น่าจะลองสิ  ทำไมจะต้องมากลัวโดนโกงเงินค่าโดยสาร หรือโดนพาวนไปมา  ฉันตำหนิตัวเองหน่อยกับเรื่องนี้ เพราะใช้จ่ายอย่างอื่นที่ไร้สาระทำได้แต่ทีเรื่องอย่างนี้กลับขี้เหนี่ยวซะงั้น  เลยทำให้ไม่ได้ลองทำอะไรแปลกใหม่...(ออกเดินทางครั้งหน้าฉันต้องลองขึ้นรถประจำทางของที่ๆไปให้ได้)


          พอเดินมาเห็นชายหาดพัทยาอยู่ตรงหน้า...รู้สึกว่าวันนี้ลมมันแรงผิดปกติ (มาทุกทีมันไม่ฮาตาริขนาดนี้นะ) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะระหว่างเดินมาก็มีฝนตก มีลมพัดแรงตลอดทางอยู่แล้ว  ช่างมันเหอะ! รีบไปหาหมีดีกว่า...เดินมาตั้งไกลยังไม่เห็นหมีเลย (^.,^)!





            นั่นไง! นั่นไง!


เห็นหมีแล้วจ้า!!
     
         ในที่สุดก็เดินมาถึง TEDDY BEAR MUSEUM จนได้  ขึ้นบันไดนี้ไปก็เป้นพิพิธภัณฑ์ แต่ด้านล่างเป็นร้านกาแฟ (จำชื่อไม่ได้)  วันนี้ไม่มีคนเยอะแฮะ ไม่รู้ว่านี่คือปกติของฤดูนี้รึเปล่าก่อนเข้าไปก็มีนักท่องเที่ยวจีนวัยรุ่นคู่หนึ่งเดินออกมา ไม่ค่อยมีคนไทยเลย  ค่าเข้า 250 บาท (จะว่าไปก็แพงอยู่นะ เท่าแสดงในเว็บ) 



          
          เดินเข้ามาก็เจอหมีใหญ่ตัวนี้  จริงๆเราควรเข้าไปฟัดกับมันสักหน่อยแล้วถ่ายรูปกลับมาเป็นที่ระทึก เอ๊ย! ระลึก แต่นั่นสามารถทำได้เมื่อเราหนีบเพื่อนติดตัวมาด้วยสักคน  สุดท้ายก็เลยได้แค่นี้มา




         ข้างในก็แบ่งเป็นส่วนต่างๆ ตามธีมที่มีอยู่ในแผนที่ มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันเข้าใจผิด ทำให้รู้สึก "พลาด" นิดหน่อย  ก็เขียนว่า พิพิธภัณฑ์  ไอ้เราก็เข้าใจว่าน่าจะมีเทดดี้แบร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโลหะ ยุคสำริดอะไรเทือกนั้น เวอร์ไป ฮ่าๆๆ  หมายถึงได้เห็นเทดดี้แบร์ว่ามันเริ่มมาจากไหน มันเป็นยังไง เหมือนพิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อย โดเรม่อน แบบนั้น  แต่ที่นี่มันเหมือนที่ถ่ายรูปแค่นั้น  มีตุ๊กตาหมี รูปวาดเยอะ ก็เอาตกแต่งตามธีมของแต่ละห้องให้คนมาถ่ายรูป  อย่างไดโนเสาร์นี้มีหมีมาเกาะก็ดูมุ้งมิ้งไป





         
        เดินมาเจอนี่่...บ้านต้นไม้ ข้างๆจะมีสไลด์เดอร์ด้วย  หันซ้ายหันขวาไม่เจอใคร ฮ่าๆๆ โอกาสปล่อยแก่มาแล้ว วุ้ยยย...

      แสบก้นชะมันยาด!!  มันไม่ใช่จะลื่นอย่างที่คิด โอ๋ยย...สุดท้ายก้นฉันไหม้ และก็ลงไม่ถึงพื้นด้วย ต้องลุกยืนและค่อยๆเดินลงมาอย่างทุลักทุเลเพราะมันก็ชันอยู่แต่ไม่มากพอที่จะทำให้ไหลถึงพื้น



        สักพักก็มีครอบครัวกลุ่มใหญ่เข้ามาคนแก่มีสัก 6 คนได้ พาเด็กน้อย 1 คนมาเที่ยว ไม่รู้ว่าเด็กหรือว่าคนแก่หัวใจมุ้งมิ้งกันแน่ 

        และห้องสุดท้ายจะมีตุ๊กตาหมีหลายแบบให้ซื้อ อันนี้คือดักเงินจริง อะไรก็ดูน่ารัก นุ่มน่าจับ น่ากระโดดขย่ำ  แต่ไม่มีทางได้แอ้มเงินฉันหรอกย๊ะ...  ถ้าแอ้มเงินฉันไปเย็นนี้อั๊วก็ไม่มีเงินแอ้มข้าวแน่ๆ เดินผ่านออกประตูด้วยความห้าวหาญในหัวใจดวงน้อย



บรรยากาศข้างนอก คลื่นแรง ลมแรง มืดสลับแดด  แต่ก็ยังไม่รู้ตัวว่านี่คือพายุจะเข้าฉันยังเที่ยวเล่นต่อไป

      ก้มมองนาฟิกาก็ยังพอมีเวลาอยู่บ้างสักชั่วโมงกว่า ฉันควรทำลายเวลาด้วยอะไรสักอย่างแล้ว  เดินเลียบทะเลไง อาจมีอะไรแปลกๆก็ได้ หรืออาจ  โป๊ะเช๊ะ!!  เจอเนื้อคู่ที่ห่างหายไป 23 ปีก็ได้





         เดินเลียบหาดไป เอ๊ะยังไงกัน รู้สึกโคตร VIP เหมือนปิดหาดพัทยาเพื่อให้ข้าเจ้ามาเดินเตะน้ำเตะทรายโดยเฉพาะ
 (ตอนนี้มีปัญหากับการแยกความหมายของ โคตร VIP กับ โดดเดี่ยว ออกจากกัน)  เจอคนบ้าง แต่ไม่มีคนลงเล่นน้ำเลยนะ

        ที่จริงฉันไม่ได้เดินวิ่งไปเตะน้ำ หรือเอาเท้าแซะทรายอย่างที่บอก  ฉันค่อยๆเดินไม่ให้ทรายเข้าในเท้า และก็ไม่ให้เท่าเปียกน้ำด้วย  เทียบกับทะเลแล้วฉันชอบภูเขามากกว่า อาจแปลกนิดหน่อยส่วนใหญ่เพื่อนฉันก็ชอบทะเลทั้งนั้น เดาว่าพวกเขาเบื่อแล้วหละมองไปทางไหนเราก็เห็นภูเขามาตั้งแต่เกิด  เราได้เที่ยวแบบนั้นบ่อยมาก  หลายคนเลยชอบทะเลมากกว่า คงเป็นที่เล่นน้ำได้ไม่อั้น  มีกิจกรรมเยอะดีมั๊ง  แต่ฉันไม่ชอบที่เค็ม เหม็นคาวเป็นบางครั้ง  ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียหมด  อย่างน้อยก็ทำให้ฉันหายเบื่อจากกทม. เช่นเดินตอนนี้...

หาอะไรเล่นดีกว่า!



        เจอทรายนิ่มๆอย่างนี้...เป็นใครจะไม่เล่น  มันคันไม้คันมือต้องเขียนซะหน่อย อย่างน้อยโลกก็รู้ว่าฉันได้มาหายใจอยู่ที่นี่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง สร้างแลนด์มาร์คบอกว่ามาถึงแล้ว  แต่บอกใครหละ??




        บอกใครก็ช่างเหอะ...  ดูสิมีเศษซากอารยธรรมหลงเหลือให้ชื่อฉันไม่ได้เหงา  ฉันว่าเรามาเขียนชื่อลงบนทรายอย่างนี้ดีนะ  ผ่านไปสักแป๊บมันก็ราบเรียบเหมือนเดิมคนใหม่ก็มาเขียนได้ เขียนต่อกันไปอย่างนี้ เหมือนกระดานที่ไม่มีวันเต็ม  ดีกว่าคนที่ไปเขียนชื่อลงบนต้นไม้ แล้วชื่อก็ติดไว้อย่างนั้น หาความงามมิได้!!! ฉันเคยฝึกงานที่อ่างขางต้นไผ่สวยใหญ่ดี แต่ดันมีชื่อคู่รัก "ยอด ตุ๋ม หนองคาย" มาติดไว้อย่างนี้  แล้วคิดว่ามันยังจะดีอยู่ไหม



      เดินไปไม่นาน  เห็นคนก้มๆเงยๆ งมหาอะไรไม่รู้ในน้ำ ฉันมองเห็นแต่ขยะ เลยไปขอดูในถุงเห็นว่าเป็นหอยที่กาบใหญ่มาก  โดนซัดมาเกยหาดอย่างนี้ก็คงตายแล้วหละ ไม่รู้ว่าเขาต้องการหอยไปกิน หรือเอากาบที่ใหญ่ๆของมัน ฉันไม่คิดหาคำตอบ...ฉันเดินต่อไป




        เท่าที่เห็นก็มีขยะ และมีนกมาจิกหาอะไรบ้าง...
     
       แต่มันมีตัวอะไรไม่รู้  ปลิงทะเลรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ตัวมันสีชมพูมีลายเหลืองนิดหน่อย ฉันไม่ถ่ายรูปมาเพราะแค่มองฉันก็ไม่โอเคเท่าไหร่  แต่ด้วยความอยากรู้อยากลองว่ามันยังมีชีวิตอยู่ไหมก็เอาเท้าไปเขี่ยๆ แหย่ๆหน่อยนึ๊ง มันนุ่มหยั่งหนอนเงี๊ยะ...มันทำให้ขนแขนฉันตั้งชันยิ่งกว่าลมทะเลตอนนี้ซะอีก นี่แหละเป็นเหตุผลที่ไม่ถ่ายรูปกลับมาด้วย  ถ้าเห็นขนต้องลุกอีกแน่ๆ คิดถึงสัมผัสนุ่มนั้น อึ๋ยยยย



          อะไรไม่รู้ แต่คิดว่ามันเด่นดีเลยถ่ายมาด้วย...ที่จริงฉันอยากจะถ่ายบรรยากาศริมทางเดิน ฉันตื่นเต้นที่ได้เห็นการเจรจา "ธุรกิจค้าเนื้อสด" แบบใกล้ชิด  เจ้าของกิจการตัวเล็กๆ ผิวค่อนข้างคล้ำ  และแต่งตัวเหมือนไปผับบาร์ ปากแดงๆจะไว้ใจได้กา คู่ค้าทางธุรกิจส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติพุงพลุ้ย  แก่แล้ว  ตัวโตมากเมื่อเทียบกับเจ้าของกิจการตัวเล็ก  ย่านธุรกิจค้าเนื้อสดนี้เห็นได้ตามริมทางเดิน ใต้ร่มเงาต้นมะพร้าว  ฉันไม่รู้ความรู้สึก หรือความคิดของฉันในตอนนั้น...ฉันลืมว่าฉันคิดอะไร ฉันคงตื่นเต้นที่ได้เห็นของจริงมั๊ง 


   
        นี่เป็นภาพที่ดีที่สุดก่อนฝนจะค่อยตกปรอยๆลงมา  ฉันเดินตั้งแต่เท็ดดี้แบร์ มาจนถึงถนนคนเดิน ด้วยน่องเล็กๆนี้ได้อย่างรอดและปลอดภัย


 
        กว่าจะพาร่างแบบโลวแบตเตอรี่มาถึงท่าเรือได้ก็เอาแทบร่อแร่  ที่เห็นสีฟ้า ๆ บนหน้านั้นเหงื่อ กับเส้นผมที่ไมเสถียรอันเนื่องมาจากลมพายุที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  แต่ where where is where where แปลตรงตัวได้ว่า ไหนๆ ก็ ไหนๆ มาถึงพัทยาแล้วเราต้องไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คให้ได้สิ  PATTAYA city



        กว่าจะได้ภาพนี้มา ฉันต้องวิ่งฝ่าฝนออกไปกับร่ม และลมที่แรงมาก ลำบากก็ยังไปอีกเน๊อะ  ก็ด้วยเหตุผลเดิม where where is where where!  ทำให้ฉันต้องเอาภาพนี้กลับมาให้ได้



         นี่คือทางที่วิ่งไป  เห็นฝนตก และฟ้ามืดครึ้ม...
        กลัวฝน กับกลัวไม่ได้ถ่ายรูปไม่รู้ว่าฉันเลือกถูกหรือเปล่านะ



        ฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ฟ้าก็มืด ลมแรงด้วย  ฉันเลยรีบนั่งรถกลับ กทม. 4 โมงเย็นนิดหน่อย ระหว่างทางได้ยินเสียงฝนดังมาก คงเม็ดใหญ่ตกลงปะทะกับกระจกรถที่กำลังวิ่งฝ่า  กลับถึงกทม.6 โมงเย็น โดยสวัสดิภาพ...
  
    ตอนเช้าอีกวันตื่นมาก็เห็นข่าวฝนตกหนักที่พัทยา น้ำท่วม และไหลจนพัดรถยนต์หมุนได้  จนถึงตอนเช้าน้ำก็ยังท่วมหนักอยู่  ดีที่เลือกไปก่อนทั้งที่ไม่รุ้ว่าพายุจะเข้า...ถึงเที่ยวคนเดียว อย่างน้อยฉันก็โชคดี ^_^