วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สวนสนุกในความเป็นจริง

สวนสนุกในความเป็นจริง

     ตั้งแต่มาทำงานอยู่กรุงเทพฯ ฉันก็หมายมาดในใจว่า "คราวนี้แหละ ถึงวันว่างเมื่อไหร่ฉันจะไปเที่ยวสวนสนุกจนเบื่อเลย ฮุ้ยช์" แต่ผ่านมาจนครบปีฉันก็ยังไปได้แค่ 2 ที่ และที่ละครั้งเท่านั้น  ที่แรกเป็นสวนสนุกแบบเด็กๆ ส่วนที่ที่สองเป็นสวนสนุกที่มีสวนน้ำด้วย แล้วที่จะเล่าต่อไปนี้ก็คือสวนสนุกแบบที่สองนี่แหละ




     เริ่มจากการซื้อตั๋วสวนสนุก เราโชคดีที่ตอนนั้นมีโปรโมชั่นเลยได้ราคาถูกลงมาเกือบครึ่ง (แต่ฉันก็พอรู้ว่าโปรของสวนสนุกมีบ่อยมากไม่ว่าจะเป็นวันพ่อ วันแม่ วันเด็ก วันคนแก่ เปิดเทอม ปิดเทอม แทบนับวันไม่มีโปรได้ และราคาจองออนไลน์ก็ประมาณนี้เสมอ ควรดีใจอยู่ไหม
     เราโอนเงินก่อน แล้วปริ้นส์ตั๋วไปแสดงที่หน้าทางเข้าเจ้าหน้าที่ให้คูปองอาหารมาสองสามใบแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี

     พอเข้าเกทสวนสนุกเพื่อนก็ให้สิทธิ์ฉันเลือกก่อน แน่นอนว่าฉันเลือก "ม้่าหมุนสองชั้น" เครื่องเล่นที่ค้างคาใจมาตั้งแต่เด็ก มันอยู่ใน MV เพลงมากมาย และดูโรแมนติกเป็นที่สุด ฉันเคยขึ้นแต่ม้าหมุนงานวัดก็ต้องอยากลิ้มลองสักครั้งให้รู้ว่ามันเป็นยังไง พอขึ้นไปแล้วก็ได้รู้ว่าที่ฉันขึ้นมามันคงเป็นม้าที่ทั้งเหนื่อยทั้งแก่ มันถึงได้หมุนในระดับที่ลงเดินยังเร็วกว่า (ทำไมตอนดูใน MV เพลง มันหมุนเร๋็วดูเพลินดีจังวุ้ย) จนฉันต้องขอโทษขอโพยเพื่อนที่หน้าเริ่มงอเป็นปลายทัพพี และถามตัวเองว่า "ฉันมาเสียเวลาอะไรกับม้าหมุนนี่นะ"

     จบจากม้าหมุนพร้อมกับดอกไม้ที่เพื่อนมอบให้ฉันรัวๆ 
     "เป็นไงหละม้าหมุนของมรึง พอละนะอีเครื่องอะไรเนี่ย เสียเวลา_ัส ต่อจากนี้เล่นอะไรที่มันสะใจ สมอายุหน่อยเหอะ"




     แล้วเราก็ไปรถไฟเหาะ
     ถึงแม้ฉันจะเคยขึ้นรถไฟเหาะมาแล้วบ้าง แต่เมื่อถึงตอนที่รถไฟเตรียมพุ่งเมื่อไหร่ก็อดใจไม่ไหวเรียกพ่อแก้วแม่แก้วทุกที ฉันเกร็งคอ หลับตา พร้อมกับกรี๊ดประสานเสียงกลุ่มเด็กเสื้อชมพูที่มาทัศนศึกษาด้วย จะไม่ให้เรียกพ่อแก้วแม่แก้วคงไม่ไหวตอนนั้นเพื่อนรักฉันรีบพุ่งไปจองที่นั่งแถวหน้า ฉันไม่ตาย_่า ก็บุญแค่ไหน

     ลงจากรถไฟเหาะมาเพื่อนถามว่าฉันกลัวอะไร "กลัวน๊อตหลุด น๊อตตรงไหนหลุดไม่ว่า น๊อตตรงฮาห้ามหลุด" มันเป็นความระแวงที่ทำให้ความหวาดเสียวเพิ่มขึ้นจนกลัววิญญาณหลุดออกจากที่นั่ง

     เราไปต่อที่จานหมุนดิสโก้ ฉันเคยเห็นแต่ในคลิปเกมส์โชว์เกาหลีที่เอาคนมาแกล้ง แล้วนั่งดูจนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง พอขึ้นไปนั่งจานเริ่มหมุนเป็นจังหวะ ฉันก็จับขอบจานไว้มั่นมือ แต่สังเกตว่ามีคนหนึ่งปล่อยมือแล้วเอาแต่กดโทรศัพท์แต่ก็ไม่ยักจะตกเลยสักที่ พอหมุนหลายรอบฉันก็จับตังหวะโยกได้ เลยลองปล่อยมือบ้าง ก็ไม่หลุดออกจากที่นั่งจริงแฮะ สุดท้ายเมื่อรู้ความลับมันก็ไม่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป 




     เดินไปใกล้ๆ กันมีเครื่องหมุนที่เป็นหนวดปลาหมึกกำลังเรียกคนขึ้นพอดี เราเลยรีบขึ้นไปนั่งให้ทันรอบด้วย ผลออกมาคือปลาหมึกทำเพื่อนฉันแทบอ้วกพุ่ง (อันที่จริงนางไปดื่มมาเมื่อคืนเป็นต้นทุน) ส่วนฉันก็ได้ความรู้สึกโลกหมุนมาเป็นของแถม

     เรานั่งพักกันแป๊บนึ๊ง พร้อมกับยำมาม่าที่ราคากับปริมาณแปรผกผันกันอย่างชัดเจน และกินไปก็ไม่ช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ เราเลยซื้อน้ำแข็งใสมาแบ่งกันกินถ้วยนึ๊ง ใส่ปากเข้าไปคำแรกจึงได้สัมผัสถึงความรู้สึกของผู้รอดชีวิตที่แท้ทรู




     พอกันทีกับเครื่องเล่นทั้งหลายแหล่ ฉันกับเพื่อนเราเห็นพ้องกันว่าบ่ายที่ร้อนตับแตกอย่างนี้เราจะไม่เอาก้นไปนาบเครื่องเล่นใดๆ อีก ถึงเวลาแล้วที่จะลงเล่นน้ำได้เสียที

     น่าเสียดายแบบสุด ที่ฉันดันมีประจำเดือนช่วงนี้
     มีเมื่อไหร่ไม่มี มามีตอนวันจองตั๋ว จองตอนเที่ยง ตอนเย็นมาเลย มันแกล้งกันชัดๆ

     ฉันนั่งแห้งๆ บางครั้งก็ถ่ายรูปให้เพื่อน ส่วนใหญ่ฉันนอนเปื่อยอยู่ใกล้สระ ฉันถามตัวเองแทบทุกนาทีว่า "กุมาทัมอัลลัยที่นี่ว๊าาา"  อากาศร้อน ร้อนจนฉันเริ่มเดือดดาลข้างใน เล่นน้ำก็ไม่ได้ ลมจะพัดก็ไม่มี นี่มันวันตากปลาหมึกแห้งแห่งชาติรึไงนะ
     
     มองออกไปเหนือจากวิวทะเลเทียม ไกลๆ นั่น ฉันเห็นตึกคูหาสามชั้นอยู่อีกฝั่งถนน 
     แล้วก็มาคิดในใจว่าสวนสนุกก็ไม่ทำให้เราได้หลุดออกไปจากโลกความเป็นจริงซะทีเดียว
     ตรงนี้ความฝัน...ตรงนั้นความจริง (แหม่ มาเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน)

     เล่นไปสักแป๊บนึ๊งเพื่อนก็ชวนฉันไปนั่งเครื่องล่องซุงแก้เบื่อ แต่ดูสภาพแล้ว ตอนซุงมันพุ่งลงสระน้ำยังไงๆ ก็เปียกแน่ไม่ต้องสงสัย ฉันเลยขอบาย และมานั่งเก็บภาพสวยๆ ให้เพื่อนใกล้ทางออกแทน

     จบเกมส์เพื่อนก็เม้าท์ให้ฟัง 
     "หุ้ยคือมึง ตอนซุงมันขึ้นไปสูงๆ อะนะ กุเหลือบดูข้างล่าง เห็นซากซุงเก่าที่เค้าทิ้งแล้วมันกองอยู่ข้างล่างสยองมากมึง" 
     "อ่าว แต่เห็นเธอยิ้มแย้มดีนะ นึกว่าสนุก"
     "โหยมึงข้างในซุงที่กุนั่งนะ เหม็นเยี่ยวสุด ไม่รู้มันหวาดเสียวเยี่ยวเล็ดหรืออะไร แต่รู้ว่ามึงรอถ่ายรูปกุก็ต้องยิ้มไง"

     คิดว่าโชคดีขนาดไหนที่ฉันไม่ลงเล่นเครื่องนั้น




     เพื่อนขอตัวไปเล่นสไลด์เดอร์อีกครั้ง ขณะที่ฟ้าเริ่มมืด และมีลมพัดแรง
     ฉันเข้าใจละ ว่าทำไมมันร้อนอบอ้าว ตับแลบมาค่อนวันอย่างนี้ 
     ฟ้าร้อง ท้องฟ้าดำ ลมแรง เม็ดฝนหยอดนิดหน่อย อะห๋อยย นี่มันเค้าพายุมาแล้วชัดๆ

     ยังมีเวลาอีกจิ๊ดหนึ่ง เหลือเครื่องเล่นที่เราเก็บไว้ปิดท้ายอีกอย่างคือเครื่องที่นั่งห้อยแล้วมันจะเหวี่ยงเราไปตามรางเหมือนรถไฟเหาะ

     บรรยากาศรอบตัวตอนนั้น ถึงแม้จะมีเวลา แต่ฟ้ามืดที่เคลื่อนมาไม่น่าไว้ใจเลย ฉันกับเพื่อนรีบวิ่งไปหมายจะต่อแถวเล่น ทั้งที่ความจริงฉันถอดใจตั้งแต่มองไม่เห็นใครอยู่สักคนแล้ว ฟ้ามืดยิ่งกว่าเดิม ลมแรงกว่าเก่า คนหายหมดเหลือแต่เรา เหมือนเราอยู่ในสวนสนุกร้างอย่างนั้น 

     แต่เพื่อนก็ไม่ถอดใจ พาฉันวิ่งไปถามเจ้าหน้าที่ว่ายังเล่นได้อยู่ไหม
     "ตอนนี้เครื่องเล่นภาคสนามปิดให้บริการทุกเครื่องจนกว่าฝนจะหยุดตกครับ ต้องขออภัยด้วยนะครับ"
     โอ้ เทวดา นางฟ้ามาโปรด ดีแค่ไหนที่ฉันไม่ต้องไปหวาดเสียวใจอยู่กลางอากาศ

เราวิ่งไปหลบฝนในโรงเครื่องเล่นเด็ก พร้อมกับฝนที่ตกหนักและเม็ดใหญ่มาก
ยังพอมีเครื่องเล่นบางเครื่องเปิดให้เล่นอยู่ เราไปนั่งแก้เบื่อกันนิดหน่อย แต่หลายรอบไม่ไหวเมาหัวเกิน

     สรุปแล้ววันนี้เป็นวันเล่นสนุกยังไม่สุด รู้สึกเหมือนเรียนไม่จบ จีบแล้วไม่ติด ผิดยังไม่แก้ 
     เพราะทริปเล่นน้ำวี๊ดว๊ายที่วาดหวัง ดันมาถูกยั้งเพราะประจำเดือน 
     ตอนนี้ฉันกำลังโหยหาทริปสนุกครั้งใหม่ รอไว้แก้มือในครั้งนี้




ปล.
1. ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป เพราะมึนหัว และหมดอารมณ์ยกกล้องเข้าๆ ออกๆ

2. ไม่ได้เล่าตอนที่นั่งเรือเข้าหมู่บ้านคนแอฟริกา ด้วยกลิ่นเหม็นน้ำมันเรือเราจึงใกล้อ้วกพุ่งเต็มที กะจะไปนั่งชิลๆ บนเรือ กลายเป็นว่าต้องภาวนาให้ครบรอบเร็วๆ มองไปข้างนอกเรือจะชมวิวสักหน่อยก็เจอเข้ากับหุ่นสัตว์แต่ละตัวที่น่ากลัวมิใช่น้อย เพื่อนบอกว่าถ้าเด็กที่มาเรือลำเดียวกับเราร้องไห้ก็ไม่ต้องสงสัยถึงสาเหตุเลย

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อุบล" ดินแดนนี้...เป็นราชธานีดีต่อใจ : เที่ยวท่องไปในอุบล


มาถึงอุบลแล้วก็ยังไม่ได้เล่าถึงทริปแว้นในอุบลกับเพื่อนตัวน้อย 150 ซม. สักที
จริงแล้วเราไปเที่ยวกันตั้งแต่วันที่ 2 ที่ฉันมาถึงอุบล กับเพื่อนสาวอีกสามคนที่รู้จักกันตอนฝึกงานสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง แต่ฉันเลือกเอามาเขียนเป็นเรื่องสุดท้ายเพราะผ่านมาหลายเดือนความทรงจำฉันไม่ปะติดปะต่อแล้ว ต้องคอยกลับไปดูรูป แล้วไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตอีกที่ว่าที่ไหนชื่อว่าอะไร 

จำได้ว่า...

สถานีที่ 1 : ศิวพรเริ่มทริปของเราที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร (ฉันค้นชื่อวัดจากคลิปให้อาหารปลา) วัดริมแม่น้ำมูลที่คั่นกลางระหว่างอ.วารินชำราบ และอ.เมือง เมื่อถึงวัดเราก็พากันเลือกซื้อขนมปังคนละถุง ฉันเลือกเอาก้อนสีชมพูแต่จริงแล้วปลามันก็ไม่รู้หรอกว่ากินขนมปังสีอะไร ไผจะแคร์ มีแต่ฉันนี่แหละเลือกมากแล้วก็ไม่ใช่จะได้กิน 

นอกจากปลาที่เยอะแล้ว ก็ยังมีนกพิราบที่เกาะอยู่ตามราวในโป๊ะ พากันบินว่อนไปมา และบางทีเราก็ต้องระวังขี้นกจะหล่นใส่หัวด้วย ถึงตอนนี้ฉันอยากเอาขนมปังมาฉีกให้ทั้งปลาทั้งนกสักหนึ่งลำรถพ่วงสิบแปดล้อ มันสนุกจริงๆ นะ ปลาก็มอง นกก็จ้อง แล้วใจเราก็อยากโยนให้มันทั่วๆ เผลอแป๊บเดียวขนมปังก็หมดก้อนแล้วเราก็จะอยากซื้ออีกๆ ที่แม่ค้าขายดีก็เพราะแบบนี้แหละ  









พอขนมปังหมด และเริ่มร้อนรนจนทนไม่ไหวเลยพากันไปไหว้พระในศาลาธรรมที่อยู่ใกล้กัน  พอก้าวเดินเข้าไปในศาลาก็มีลมพัดมาค่อยๆ เบาๆ ฉันเย็นสบายจนคิดอยากหลับตาลงพักสักงีบในนี้ สามารถขึ้นแคปชั่นว่าหนีร้อนมาพึ่งเย็นได้จริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเล่าให้ออกธรรมะธรรมโมอะไรนะ แต่ในนี้มันเย็นด้วยลม ด้วยหลังคา และความเงียบจริงๆ เงียบจนได้ยินเสียงพยาธิในท้องฉันร้องดัง


สถานีที่ 2 : ให้อาหารปลากเสร็จแล้วก็มาต่อด้วยการกินอาหารคนบ้าง ศิวพรพาฉันมาร้านอาหารเวียดนามเจ้าประจำเพื่อเติมพลังก่อนจะเริ่มเที่ยว ด้วยความเป็นแก็งค์เพื่อนสาวมันก็จะมีความกินผักกินไม้ สั่งเมนูอะไรมาก็ราวกับว่าเป็นไดโนเสาร์กลุ่มเฮอร์บิวอร์ (กินพืช) โดยลืมคิดไปว่าผักเดี๋ยวพอมันย่อยเราก็จะหิวอีก แถมมิสชั่นของวันนี้คือการตะลอนไปทั่วเมือง ตอนกินยังไม่ได้คิดเพราะจุกผัก แต่เดี๋ยวผ่านไปสักชั่วโมงเราก็คงหิวโดยพร้อมเพรียงกัน






สถานีที่ 3 : เมื่อพูดถึงอุบลราชธานี สำหรับฉันสิ่งแรกๆ ที่จะคิดถึงก็คือประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่อลังการ ด้วยการประดับประดาต้นเทียนแล้วแห่เข้าวัดเพื่อทำพิธีทางศาสนา  แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้มาช่วงเทศกาล แต่ศิวพรก็ไม่ทำให้การมาอุบลครั้งนี้เสียเทียว เธอพาฉันมาที่วัดพระธาตุหนองบัวเพื่อดูต้นเทียนใหญ่ที่ใช้ในขบวนแห่เทียนเข้าพรรษา  ที่ฉันอยากเห็นก็เพราะฉันสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับต้นเทียนไม่ว่าจะเป็น 

เทียนละลายไหม 

ขี้ผึ้งที่เอามาทำก็ไม่ใช่น้อยแล้วมันจะไม่หนักจนเคลื่อนไม่ไหวเหรอ 

รถแห่เทียนจริงๆในขบวนจะใหญ่ขนาดไหนกันนะ 

พอเสร็จงานแล้วหลอมเก็บไว้หรือ ปล่อยไว้แบบนั้น

ถ้าเก็บไว้แล้วเก็บยังไงหละ



















และเมื่อฉันได้มาเห็นรถแห่เทียนของจริงแล้วก็ได้คำตอบที่สงสัยมานาน
อย่างแรกคือพอแห่เสร็จแล้วเทียนไม่ได้ถูกหลอม เขาจะเอารถแห่เทียนมาเก็บไว้ในโรงขนาดใหญ่ที่มีหลังคาและผนังเรียบร้อย แต่ด้วยอากาศที่ร้อนก็ทำให้เทียนละลายหยดตามพื้นบ้างแต่ไม่ถึงกับเหลวเป็นโกโก้ครั้นช์ ของตกแต่งบางอย่างที่เป็นรายละเอียดเล็กน้อยจะถูกแกะออกไปเพื่อหลอมและแกะใหม่เมื่อใกล้ถึงเทศกาลโดยทุกคนสามารถไปช่วยกันแกะสลักเทียนได้  โครงที่อยู่บนรถไม่ได้เป็นเทียนทั้งหมดเมื่อสังเกตจากจุดที่เทียนละลายออกไปแล้วข้างในจะมีโครงซึ่งเป็นวัสดุอื่นอยู่ และตัวหุ่นเทวดาก็คล้ายกับเป็นปูนปั้นข้างในแล้วมีเทียนเคลือบไว้ด้านนอกเพื่อไม่ให้น้ำหนักรถมากเกินไป และเมื่อถามว่ารถแห่เทียนใหญ่ไหมตอบได้เลยว่าใหญ่มากกกก..กก.ก





เสร็จจากการดูรถแห่เทียนที่อลังการแล้ว เราก็เข้าไปไหว้พระในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อก้าวเข้าไปเป็นครั้งแรก ฉันก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ เพราะทุกอย่างในพระธาตุเจดีย์เป็นสีทองสะท้อนเงาวับจับตามาก ฉันไม่รู้ว่าจะบรรยายความเลื่อมทองได้อย่างไร เอาเป็นว่าเรียกร้านทองเยาวราชให้เอาทองมากองกันยังไม่เท่าความทองในองค์พระธาตุนี้ ใครมาอุบลทั้งทีไม่มาวัดนี้ฉันว่าเธอพลาด ฉันเข้าไปกราบพระ และเดินชมในวัดกับเพื่อนเล็กน้อยก่อนจะเดินทางต่อ  ถึงตอนนี้ฉันกลับมาค้นข้อมูลวัดก็พบความพิเศษของพระธาตุเจดีย์ว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 โดยได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2512 รวมแล้วใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 12 ปี

สถานีที่ 4 : พักทริปสายบุญมาเที่ยวสถานที่ฮอตฮิท ที่ HOT จริงๆ เมื่อดูจากเหงื่อบนแผ่นหลังของหนุ่มสาวชาวอุบลกันบ้างที่ "อุบลสแควร์" 

เราแว้นมาถึงตอนบ่ายแก่ๆ ที่นี่คล้ายกับคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ของตกแต่งแฟชั่น ลานเบียร์เพลงเพราะๆ และกิจกรรมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในทุกๆ เดือน แต่ตอนนี้ที่เรามาพ่อค้าแม่ค้ากำลังตั้งร้าน เราเลยไปหลบร้อนในร้านขนมเล็กๆ ก่อนจะออกมาเดินเที่ยว ถ่ายรูปเล่น และไปยังสถานีสุดท้าย

สถานีที่ 5 : ศิวพรและผองเพื่อนพาฉันมาปิดท้ายที่ถนนคนเดินทุ่งศรีเมืองอุบลราชธานี ที่ใกล้กับเสาหลักเมืองติดกับสวนสาธารณะที่มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย เราเดินหาของกินของฝากกันไปเรื่อยๆ ฉันได้แมลงทอดกินรองท้องเป็นอาหารเย็น ศิวพรดูตระกร้าสานจะซื้อไปฝากอาจารย์ เพื่อนคนอื่นๆ ก็ดูเสื้อผ้าน่ารักๆ เราเดินกันไม่นานก็เห็นพ้องต้องกันว่าอยากกลับไปพักผ่อนมากกว่า จึงยุติการเดินเล่นไว้เพียงเท่านั้น และจบทริปเมืองอุบลในหนึ่งวันไว้เพียงเท่านี้









ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูลค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=iFEforO16XE วัดสุปัฏนารามวรวิหาร
https://pantip.com/topic/34023176 วัดพระธาตุหนองบัว 

"อุบล" ดินแดนนี้...เป็นราชธานีดีต่อใจ : ต๊ะต่อนยอน ตะลอนหาดอกไม้






วันนี้เป็นวันเกือบสุดท้ายของการตะลอนอุบล แต่พิเศษกว่านั้นมันคือวันก่อนวันพระ
แท๊น แท๊น แท๊น แทนนน... นั่นแปลว่านอกจากเราจะยกป้าย "พรุ่งนี้วันพระ" ออกมาโชว์ตอนเปลี่ยนรายการของช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณกันแล้ว วันนี้แหละฉันจะได้แสดงความเป็นแม่ศรีเรื่อนเตรียมทำพวงมาลัยดอกไม้ส่งขายให้ลูกค้าของศิวพร 

ฉันตื่นเต้นที่เราจะได้ไปตระเวนหาวัตถุดิบตามสวนดอกไม้ในหมู่บ้านอื่น ด้วยเจ้ามอเตอร์ไซค์เบรคลึกของศิวพร (เบรคลึกและแข็งมากต้องเล็งระยะการเบรคให้ดีๆ ก่อนที่เสาไฟฟ้าหรือผนังรั้วจะกลายมาเป็นเบรคให้แทน) และลุยเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตในสวนดอกไม้ ท่ามกลางบรรยากาศฟรุ้งฟริ้งราวกับเป็นแมลงตัวน้อยตัวนิด


เราเริ่มต้นกันที่สวนเตยหอมของคุณยาย ศิวพรเล่าว่าในตอนแรกที่เธอรับออร์เดอร์ทำกุหลาบใบเตยนั้น  เธอซื้อใบเตยมาจากสวนที่อยู่ในละแวกหอพักเพราะง่ายต่อการไปรับของ แต่แล้วผลตอบรับก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ลูกค้าบอกว่าเตยไม่ค่อยมีกลิ่นหอมนัก ศิวพรจึงต้องตระเวนไล่ถามหาสวนเตยหอมจนมาเจอสวนคุณยายที่ห่างออกไปหลายหมู่บ้าน  เราขี่มอเตอร์ไซค์น้อยเข้าในเขตบ้านของคุณยาย ระหว่างทางเข้าบ้านของคุณยายเต็มไปด้วยต้นกล้วย มะเขือ ผักเครื่องเคียง และต้นไม้ต้นตอกที่กินได้และขายดี เรียงรายตั้งแต่ริมถนนจนไปถึงประตูบ้าน  ฉันว่าถ้ายายยังสาวยังมีแรงมากกว่านี้จากที่ถึงแค่ประตูหน้าคงจะกลายเป็นลามไปถึงครัวแน่ๆ

"สวัสดีค่า คุณยายขา นี่หนูโบว์เด้อค่า ที่สั่งเตยไว้ได้ละบ่อ ตอนนี้หนูโบว์อยู่หน้าบ้านคุณยายหนั่นหละค่า
บ่เจอผู้ใด๋เลยค่า ได้ค่ะคุณยาย" ฉันแอบคิดว่าศิวพรเรียกตัวเองกับคุณยายได้น่ารักมาก ตอนเราโทรหาคุณยายเพราะเข้าบ้านมาแล้วไม่เจอใครอยู่รอเลย

รอไม่นานคุณตาก็ยกมัดใบเตยหอมมาให้เราพร้อมกับช่วยจัดแจงให้สะดวกท่าเวลาขี่มอเตอร์ไซค์กลับ

เราเอาเตยหอมกลับไปไว้ที่หอแช่น้ำเรียบร้อย  ก่อนออกมาอีกครั้งในตอนบ่าย ศิวพรจะพาฉันไปสวนดอกเบญจมาศ เธอบอกให้ฉันเตรียมกล้องถ่ายรูปให้เรียบร้อย ศิวพรเล่าว่าก่อนจะมาเป็นสวนเบญจมาศสวยๆ ที่ฉันจะได้เห็นนั้นเมื่อก่อนชาวบ้านก็มีอาชีพทำไร่ไถนาเหมือนที่อื่นๆ แต่พอมาเจอกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และจนถึงขายได้ยากนั้น ทำให้หลายคนเริ่มเปลี่ยนอาชีพมาปลูกดอกไม้ตัดขายแทนเพราะให้ราคาดีกว่าและมีตลาดรองรับมากในตอนนั้น





เราแว้นมอเตอร์ไซค์น้อยผ่านหลายหมู่บ้าน มีแอบแวะถ่ายรูปข้างทางด้วย และพอสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากวิวทุงนามาเป็นแถวเบญจมาศสีเหลือง สีขาว สลับกันก็แปลว่าเราเริ่มเข้าเขตหมู่บ้านเบญจมาศแล้ว 

ที่จริงหมู่บ้านนี้ชื่อว่าหมู่บ้านตาติด เป็นหมู่บ้านทีมีชื่อเสียงด้านการปลูกดอกเบญจมาศ ฉันลองไปค้นในเน็ตก็ยังมีคนเขียนแนะนำให้เป็นหมู่บ้านที่พลาดไม่ได้เมื่อเยือนอุบล

เราจอดรถตรงบ้านของคุณป้าที่ศิวพรรับดอกไม้อยู่ประจำ บ้านของคุณป้าร่มรื่นมากข้างบ้านเป็นทุ่งนา หลังบ้านมีสระน้ำเลี้ยงเป็ด (แม้เป็ดจะเหลือไม่กี่ตัวก็ตาม) แถวดอกดาวเรือง หมาสองสามตัวที่เห่าฉันไม่หยุด ถัดมาอีกด้านหนึ่งของตัวบ้านเป็นสวนดอกคัตเตอร์ที่กำลังจะบาน เมื่อป้ารู้ว่าฉันมาจากเชียงใหม่ป้าก็บอกว่าดอกคัตเตอร์ข้างบ้านนั้นป้าก็เอาพันธุ์มาจากเชียงใหม่เหมือนกัน พร้อมกับถามเรื่องสวนดอกไม้ที่เชียงใหม่กับฉันบ้าง





เมื่อคิดถึงสวนดอกไม้แถวบ้านฉัน ภาพที่เห็นคือสวนดอกกล้วยไม้ที่ล้อมรอบด้วยตาข่ายกั้น เราจะเห็นข้างในนั้นก็ต่อเมื่อเรายืดตัวตอนปั่นจักรยาน ตอนหน้าร้อนเวลาขี่รถผ่านสวนนั้นเราก็จะเย็นชื่นใจจากไอละอองน้ำที่พ่นให้ดอกกล้วยไม้ แต่พอถึงฤดูหนาวฉันกลับอยากขี่รถผ่านไวๆ เพราะในสวนจะเย็นลงว่าที่อื่นมาก แต่พ่อไม่อยากให้ฉันผ่านแถวนั้นบ่อยๆ พ่อบอกว่าการปลูกดอกกล้วยไม้ตัดขายต้องใช้สารเคมีเร่งสี เร่งดอก แถวๆ เวลาผ่านทีก็จะได้กลิ่นเคมีจางๆ อยู่รอบๆ สวนกล้วยไม้

กลับมาที่บ้านคุณป้ากันต่อ...

เราเดินลัดไปข้างบ้านเพื่อดูสวนคัตเตอร์ที่ดอกยังไม่บานมากนักเพราะปลูกไปได้ไม่นาน แต่ก็มีบางดอกที่บานก่อนเพื่อนพอให้เราได้ถ่ายรูปอยู่บ้าง สวนนี้มีทั้งดอกตัตเตอร์ขาว ดอกคัตเตอร์ม่วง และดอกคัตเตอร์ชมพูที่เกิดจากการกลายพันธุ์ซึ่งฉันก็จำไม่ได้แล้วว่ามันกลายมาจากสีไหนกันแน่  พอถ่ายรูปเสร็จสรรพคุณป้าก็พาเราไปสวนเบญจมาศที่เจ้าของกำลังช่วยกันห่อส่งขาย 




เราจอดรถข้างกระต๊อบน้อยกลางสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์กระจัดกระจายเต็มแคร่และช่อดอกไม้ห่อที่จุ่มก้านในถังน้ำรอขนส่งออกขายต่อไป ฉันขออนุญาตเจ้าของสวนเดินเข้าไปถ่ายรูปกับดอกไม้ซึ่งเขาก็ยินดีให้ถ่ายรูป ในสวนนี้มีเบญจมาศอยู่สองสีคือขาว กับเหลือง แต่ละสีก็ปลูกไว้หลายแปลงซึ่งแต่ละแปลงจะถูกเก็บเกี่ยวถัดกันไปเพื่อให้มีดอกสำหรับส่งขายทุกอาทิตย์





ศิวพรซื้อดอกเบญจมาศมาสีละห่อ ให้ฉันหอบขึ้นรถมอเตอร์ไซค์น้อย พร้อมกับถุงดอกดาวเรืองอีกหนึ่ง

ระหว่างทางกลับฉันก็ถามศิวพรว่า "ศิวพรไม่อยากปลูกเอง แล้วขายดอกเองด้วยเหรอ จะได้ไม่ต้องมารับไกลๆ แบบนี้"

ศิวพรก็บอกว่า เมื่อก่อนศิวพรเคยปลูกดอกไม้เพื่อเอามาร้อยขายเองเหมือนกัน  แต่การปลูกดอกไม้นั้นต้องใช้น้ำเยอะดินดี และต้องหมั่นดูแลทุกวัน ซึ่งถ้าทำไปพร้อมกับการขายดอกไม้ไหว้พระและของประดิษฐ์ที่ละเอียดอื่นๆ ศิวพรจะต้องตายหยั่งเขียดแน่ๆ เพราะทำไม่ไหว ดังนั้นการมารับดอกไม้จากสวนก็คงเป็นทางที่ดีที่สุดตอนนี้ แถมศิวพรก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยอุดหนุนคุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยายด้วย อาจจะไม่ใช่ทางที่สะดวกที่สุด แต่ก็อาจจะเป็นทางที่สบายใจที่สุดของศิวพร

เราปิดท้ายวันนี้ด้วยการกลับหอมาร้อยมาลัยไหว้พระ พับดอกกุหลาบเตยหอมส่งให้ลูกค้า 


.........................................................................................................

ยังไม่จบนะ รุ่งเช้าอีกวันก่อนฉันจะกลับศิวพรก็จัดกิจกรรมทำเพื่อเธอให้ฉันได้ลองเก็บบัวในสระของคุณยาย ก็เมื่อมาถึงเมืองอุบลชื่อก็บอกแล้วว่าเมืองดอกบัว  ฉันจะพลาดการพายเรือเก็บดอกบัวซึ่งเป็นมิสชั่นหนึ่งในใจฉันได้ยังไงหละ

ศิวพรขี่รถโดยมีฉันที่หอบกระเป๋าพะรุงพะรังนั่งซ้อนท้ายไปนาบัวของคุณยายเจ้าประจำ  ก่อนจะถึงบ้านคุณยายสองข้างทางที่เราผ่านจะมีนาบัวหลวงที่ตั้งก้านชูขึ้นมาเหนือผิวน้ำ หันซ้ายหันขวาก็มีแต่บัวเต็มไปหมด แต่ศิวพรก็บอกว่าที่เราเห็นนี้ยังเป็นส่วนน้อยเพราะฤดูกาลนี้ไม่ใช่ช่วงที่บัวจะออกดอกเยอะ ตอนนี้เป็นเดือนธันวาคมอากาศจะเริ่มเย็นลงบัวจะฟักยอดอ่อนอยู่ใต้น้ำไม่แทงขึ้นมาเหนือผิวน้ำเท่าใดนัก ต้องผ่านช่วงหน้าหนาวไปก่อนเราจึงจะได้เห็นดอกบัวแทงยอดขึ้นมา บางทีไม่ทันเก็บดอกก็จะบานอยู่ในสวนให้เราเห็น

เราจอดรถไว้ข้างบ้านคุณยายใกล้กับคอกวัวที่มีวัวน้อยร้องเมื่อเราเข้าใกล้  ศิวพรรีบพาฉันเข้าไปทักทายเมื่อคุณยานออกมาหาและขอให้พาฉันไปดูการเก็บดอกบัวในสระ  




เราเดินลัดคอกวัวไปหาบ้านน้อยอีกหลังที่อยู่ในเขตบ้านของคุณยาย หลังบ้านเป็นสระบัวกว้าง เรือที่ทำจากถังน้ำมันเหล็กถูกมัดติดไว้กับต้นไม้ข้างสระ คุณยายหยิบงอบที่หนีบไว้ข้างผนังมาสวมแล้วเดินไปจัดเรือก่อนจะขึ้นไปพร้อมไม้ยาวที่เอาไว้ปักพื้นแล้วสาวให้เรือล่องไปตามทาง เมื่อจัดแจงเรียบร้อยแล้วคุณยายก็เรียกฉันตามลงไปในเรือ

ให้ตายเถอะโรบิ้น พอฉันก้าวเหยียบไปเท้าแรกเรือมันก็โยกยวบไปหมดพร้อมกับเสียง "ว้าย!" ของฉัน ก่อนศิวพรจะบอกให้นั่งลงอย่างใจเย็น และพอฉันหาที่นั่งได้พอดีฉันก็ค้างอยู่ท่านั้นจนตัวแข็งเป็นแกงกระด้างตั้งแต่เก็บบัวดอกแรกจนดอกสุดท้าย เมื่อเทียบกับคุณยายที่คล่องแคล่วแล้วฉันก็อาจเป็นโคลงเคลงเพราะไม่ว่าจะหยิบจับ หรือหันไปถ่ายรูปตรงไหนเรือมันก็จะสั่นไปหมด และที่สั่นกว่าเรือในตอนนี้ก็ใจหัวใจในอกฉันที่เต้นไม่เป็นจังหวะดีแล้วนี่แหละ


พอเก็บดอกบัวได้ตามจำนวนคุณยายก็นำเรือเข้าเทียบท่าข้างต้นไม้ใหญ่ริมสระ ส่งบัวให้ศิวพร แล้วขึ้นจากเรือไป... แล้วเหลือฉันคนเดียวบนเรือนะสิ! พอลุกยืนเรือก็โคลงซ้าย ก้าวเดินเรือก็โคลงขวา 

โอ้ย! แม่ใหญ่ซ่อยข้อยแหน่ ศิวพรซ่อยข้อยแหน่

พอคุณยายลงเรือไปกำลังมัดเชือกเรือมันก็ค่อยๆ ถอยออกจากริมฝั่ง คุณยายก็รีบดึงเชือกให้เรือมาชิดฝั่งอีก พอให้ฉันค่อยลงได้ แต่ตอนลงมันมีจุดโคลนลื่นอยู่ริมสระนิดหนึ่ง แน่นอนว่าไอ้เรื่องลื่นๆ ตกใจฉันพลาดได้ที่ไหน ฉันก็ไปลื่นให้เป็นความทรงจำเก็บบัวครั้งแรกกับคุณยายของทริปนี้ไม่ให้แฟนๆ ได้ผิดหวังเลย

ก่อนจะออกจากบ้านคุณยาย ยังไม่ทันได้กลับ กทม. ฉันก็รู้สึกอยากมาเก็บบัวในสระอีก เพราะบ้านฉันมีแต่สระกบ จับกบกับเก็บบัวอารมณ์ไม่ได้นัวเหมือนกันนะ






"อุบล" ดินแดนนี้...เป็นราชธานีดีต่อใจ : ทริปศรีสะเกษไวไฟ






การมาเที่ยวอุบลครั้งแรกนี้ ฉันไม่ได้วางแผนว่าจะไปไหนอย่างชัดเจน อยากไปที่ไหนก็ไป เหนื่อยก็พัก 

หลักๆ คือขอแค่ทำอะไรก็ได้ที่มันต่างไปจากชีวิตแบบวนลูปในกรุงเทพก็ถือว่าถึงเป้าหมายไปแล้วส่วนหนึ่ง ดังนั้นฉันเลยไม่กระตือรือร้นหาสักเท่าไหร่ ยกให้เป็นหน้าที่ของเจ้าบ้านอย่างศิวพรก็แล้วกัน

ฉันคิดว่าอาจจะไม่ได้เที่ยวในที่ๆ ฉันอยากเห็น (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยากเห็นอะไร) แต่ฉันจะได้เที่ยวในที่ๆ เพื่อนพราวด์ทูพรีเซ็นท์ให้ฉันได้สัมผัส ซึ่งฉันก็ยินดีที่เป็นอย่างนั้น

ก่อนมาที่นี่ศิวพรเคยถามฉันว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษบ้าง

ฉันอยากไป "สามพันโบก" 
ตอนนั้นฉันได้ยินชื่อครั้งแรกมันเป็นชื่อหนัง แล้วพึ่งได้รู้ที่หลังว่าเป็นชื่อสถานที่ท่องเที่ยว เมื่อเห็นรูปถ่ายเนินหินที่น้ำกัดเซาะจนเป็นรูปรอยเว้าแหว่งในกูเกิ้ล ฉันก็จินตนาการว่าถ้าได้ไปยืนบนนั้นแล้วหันไปรอบตัว ความกว้างใหญ่ของสามพันโบกคงทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย

แต่ศิวพรบอกว่าเธอมีแต่รถมอเตอร์ไซค์ แค่คิดจะแว้นไปสามพันโบกก็ยังว่าลำบาก ดังนั้นสามพันโบกของฉันจึงถูกตัดไปไม่เหลือสักโบกในลิสต์ศิวพรออนทัวร์

แต่ถึงแม้จะไม่ได้ไปสามพันโบก ศิวพรก็ทำให้ฉันสนุกใจไม่น้อยกับทริปเล็กๆ รีบๆ ของเธอ
นั่นคือการไปเยือนศรีสะเกษแดนบ้านเกิดของศิวพรโดยนั่ง "รถไฟฟรี" 






ทริปศรีสะเกษไวไฟนี้ (ฉันตั้งชื่อให้อย่างนั้น) นอกจากฉันและศิวพรแล้ว ก็ยังมีเพื่อนร่วมทางอีก 3 คนซึ่งเรารู้จักกันตั้งแต่ตอนฝึกงานคือน้องอร ขวัญน้อย และสาวตุ๊ก ที่ตั้งใจมาจากบ้านเพื่อที่จะมาเที่ยวด้วยกัน

และสำหรับการขึ้นรถไฟฟรีนั้นเพื่อนฉันก็สอนทริคให้ว่า พอรถไฟจอดเทียบชานชลาให้ฉันรีบวิ่งขึ้นไปจับจองที่นั่ง เพราะในตั๋วไม่มีที่นั่งกำกับไว้ ซึ่งการจะได้ที่ดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่การหย่อนก้นครั้งแรกนั่นแหละ 

พอได้ที่นั่งดีแล้วแล้วก็ไม่ใช่จะสะดวกสบายเท่าไหร่เลย 
เธอเอ๋ย...การเดินทางตอนกลางวันด้วยรถไฟที่ไม่มีพัดลม จะมีก็แต่ลมที่พัดเข้ามาตรงหน้าต่างและตามร่องรูซึ่งอุ่นเหมือนกับเอาหน้าไปอังคอมเพรสเซอร์แอร์ ครั้นจะมองออกไปดูวิวข้างนอกก็เจอกับแดดแสบจี๊ดแยงเข้าตา ด้วยความร้อน และล้า ฉันเลยค่อยๆ หาท่าแล้วนอนฆ่าเวลาให้ถึงศรีสะเกษเร็วๆ





นอนไปสักพักจนอดไม่ไหวกับความแข็งของเก้าอี้ไม้ฉันเลยตื่นมารอ และชักจะคิดถึงตอนกลับทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงปลายทางซะแล้ว พอรถไฟเทียบชานชลา เราก็อ่อนและล้าเหมือนมะม่วงกวนโดนแดด แต่เมื่อถึงแล้วยังไงก็ต้องไปต่อ

เราไปถึงที่แรกคือสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ในตอนบ่ายที่อากาศกำลังร้อน พอถึงหน้าสวนก็เห็นเขาจัดงานเกษตรประจำปีอยู่ เรากะจะเข้าไปหาดูอะไรในงานสักหน่อย แต่บ้าจริงเรามาวันสุดท้ายพ่อค้าแม่ขายกำลังเก็บของกัน เหลือให้เห็นแต่วัวพันธุ์และม้าแคระยืนเคี้ยวหญ้ารอรถมารับเท่านั้น รายการพิเศษของเราเลยจบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก่อนจะเดินเข้าสวนอย่างเสียดายที่มาไม่ทัน




ศิวพรบอกว่าสวนสมเด็จฯ แห่งนี้เป็นสวนที่มีดอกลำดวนหลายหมื่นต้น เมื่อก้มลงมองตามทางเดินก็เห็นหลักฐานอยู่เต็มพื้น แม้ว่าช่วงที่เรามาจะไม่ใช่ฤดูกาลออกดอกพร้อมพรักของลำดวนก็ตาม ฉันเดาว่าเพราะเหตุนี้ลำดวนจึงเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ

ระหว่างเดินคุยกัน ตาฉันก็สังเกตุคนอื่นไปด้วย คนที่มาเที่ยวในสวนมีทั้งครอบครัวใหญ่ที่คุณยายนั่งอยู่บนวิลล์แชร์มีหลานตัวกระเปี๊ยกช่วยเข็นอยู่ข้างหลัง มีครอบครัวเล็กที่จูงมือลูกมาเดินรับลมในสวน คู่รักวัยรุ่นกำลังจีบๆ กันในดงยุง และก๊วนเพื่อนที่เดินเป็นกลุ่มบนทางเดินในสวนและเราก็เป็นกลุ่มหนึ่งในนั้น ฉันเดินเรื่อยๆ ในสวนจนไม่รู้ว่าความเริ่มล้าหรือความร่มรื่นอันไหนที่ทำฉันอยากพักหลับตาแอบงีบลงบนสนามหญ้าแถวนี้กันแน่


เมื่อเราก็เดินมาเกือบสุดสวนฉันก็เจอกับถังขยะที่สะดุดตาเหลือเกิน ก็ปกติเราจะเจอถังขยะที่ติดป้ายว่าขยะเปียกกับ ขยะแห้ง ไอ้นี่มาเจอ "ขยะขายได้" กับ "ขยะเหลือเดน" อะโห้ย...แยกได้ชัดเจนและเข้าใจกระจ่าง แต่ชื่อเรียกอันหลังนี้มันหยั่งกะไม่เคยมีคุณงามความดีอะไรกะเขาเลย ชื่อเรียกมันช่างน่าสงสารแท้ เอาซะฉันไม่กล้าทิ้งอะไรใส่ถังนั้นเลยสงสารขยะชิ้นน้อย  ซึ่งป้ายติดถังขยะในสวนนี้ก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในความแปลกพีคที่ประทับใจของทริปนี้




เราเรียกแท็กซี่จากสวนสมเด็จฯ ต่อไปยังศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งที่นี่จะให้เรียกว่ามาเที่ยวก็ไม่เชิงเพราะตอนนั้นเวลาเที่ยวของเราเหลือน้อยเต็มที แล้วอีกอย่างคือศิวพรไปรับปากงานรับจัดช่อดอกไม้ให้อาจารย์ในตอนเย็น ทำให้เราถ่ายรูปไปด้วยมองนาฬิกาไปด้วยเพราะต้องกะเวลาที่รถไฟจะพาเรากลับให้ทัน 





คิดภาพตามถึงสภาพฉันและผองเพื่อนได้ดังนี้ คนหนึ่งยกไม้เซลฟ์ฟี่ขึ้นมาตั้งท่าถ่ายรูป คนหนึ่งดูนาฬิกา คนหนึ่งโทรคุยกับอาจารย์ที่รับงานจัดดอกไว้ อีกคนหนึ่งก็กำลังโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับพร้อมกับยิ้มให้กล้องไปด้วย อิรุงตุงนังไปหมด 

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นทำให้ความทรงจำของฉันที่มีต่อศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำคือที่เที่ยวที่ใช้เวลาน้อยที่สุด และได้ถ่ายรูปรัวมากที่สุด และรีบกลับอุบลให้เร็วที่สุด จะให้เรียกว่าชะโงกทัวร์ก็ยังดีกว่า นี่เหมือนมาเล่นเกมส์จับเวลาทำมิสชั่นให้สำเร็จ  ขอเรียกช่วงเวลาสั้นๆ ที่สร้างความผูกพันระหว่างฉันกับที่นั่นด้วยคำเปรียบเปรยว่า ตดยังไม่ทันหายเหม็น ก็ต้องเผ่นกลับอุบลซะแล้ว

ทริปนี้ถูกปิดท้ายด้วยการนอนยาวบนรถไฟฟรี ไปตื่นอีกทีตอนถึงสถานีอุบล  ก่อนที่เราจะไปช่วยจัดดอกไม้ต่อตามที่รับงานจากอาจารย์ของศิวพรไว้ 

เป็นทริปไปไวมาไวภายในครึ่งวัน และเป็นทริปที่ฉันจะไม่ลืมความมาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็วเลย...








"อุบล" ดินแดนนี้ เป็นราชธานีดีต่อใจ : หมูกระทะของเปาปุ้นจิ้น







อุบลราชธานี ที่บางทีก็เรื่อยๆ บางทีก็รีบเร่ง

ฉันนั่งเขียนอุบลราชธานีเป็นครั้งที่ 4 ที่มันเป็นครั้งที่สี่ก็เพราะสามครั้งที่แล้วฉันพยายามเขียนแต่ก็ไม่จบ เวลาเขียนแต่ละครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่ฉันพอใจ รึคิดว่ามันจะพอดีเลย ทำให้อุบลราชธานีของฉันเลยถูกเขียนครั้งแล้วครั้งเล่า จนถูกบิด ตัด ดัด เปลี่ยน ไม่เหลือความอร่อยของเรื่องหลัก และไม่มีเสน่ห์จากรสมือฉันแม้แต่น้อย พออ่านออกมาเลยรู้สึกเหมือนกับอาหารที่กินได้แต่ไม่อร่อย

ครั้งนี้ฉันกลับมาเขียนเล่าเรื่องให้ตัวเองในอนาคตได้กลับมาอ่าน และคิดถึงช่วงเวลาที่ฉันไปเที่ยวอิสานแบบจริงๆจังๆ ครั้งแรก ไม่ใช่แค่ผ่านเหมือนตอนไปลาว แต่เป็นการตั้งใจไปหาเพื่อนสนิท ไปดูไปเห็นไปเป็นแบบเพื่อน ไปเรียนรู้ชีวิตอินดี้อิสานสักครั้ง

 ฉันจะเล่าอุบลของฉัน ที่ฉันได้พบที่ฉันได้เจอ เผื่อวันไหนอยากย้อนเวลากลับไป ฉันจะได้เปิดอ่านอีกที

จะเล่าโดยไม่เรียง  ดังนี้

หมูกระทะของเปาปุ้นจิ้น
         
สองสามอาทิตย์มานี้ฉันงอแงจะกินบุปเฟต์หมูกระทะให้ได้  ไม่งั้นคงลงแดงดิ้นตายแน่ๆ

ต้องขอบคุณที่ฉันมีเพื่อนน่ารักคอยตามใจ อยากกินอะไรก็ไปด้วยกัน ฉันเลยได้กินหมูกระทะที่ร้านใกล้อนุสาวรีย์ในวันว่าง แม้จะสมหวังที่ได้กินแต่รสชาติก็ยังไม่เป็นดั่งใจปรารถนา เพราะเตาที่ที่ร้านนั้นจะปิ้งสามชั้นยังไงหนังก็ไม่ยอมกรอบสักทีสภาพออกมาคล้ายหมูลวก ไม่ต่างอะไรกับที่จุ่มอยู่ในร่องน้ำซุปข้างๆ เลย แล้วอีร่องน้ำซุปก็ยังดันเล็กเกินกว่าจะเอาช้อนลงตักได้ พอร่องมันเล็กก็เลยทำให้น้ำเค็มเร็วจากซอสหมักหมูที่ไหลลงมาสะสม ช่างไม่สุขอุราเอาซะเลย อีกอย่างคือการคิดเงินแบบเหมาจ่าย กินมากน้อยยังไงก็ราคาเดียวกัน ฉันเคยคิดว่าราคานี้ยุติธรรมแล้วร้านไหนๆ ก็คิดแบบนี้ 


          แต่! ...ลองฟังที่ฉันเล่า หมูกระทะของเปาปุ้นจิ้นก่อน ความคิดเธออาจจะเปลี่ยนไป แล้วเข้าใจว่าทำไมฉันถึงติดใจหมูกระทะเมืองอุบล


ตั้งใจไปเจอเพื่อนที่อุบลทั้งทีมันก็ต้องมีรวมวงหมูกระทะกันซะหน่อย มื้อเย็นวันแรกของฉันเลยหนีไม่พ้นเข้าร้านบุปเฟต์หมูกระทะ ศิวพรเพื่อนตัวน้อยของฉันบอกว่ามีร้านให้เลือก 2 แบบ แบบแรกคือสั่งมาเป็นชุด มีเล็ก กลาง ใหญ่ตามราคา แต่แบบนี้ฉันคิดว่าอาจมีบางอย่างที่เราไม่กินติดมาด้วย อ๊ะงั้น ลองฟังเงื่อนไขแบบที่สอง ศิวพรบอกว่าคือแบบตักเองแล้วชั่งกิโลคิดตามราคา กิโลละ 189 บาท

ดะ...เดี๋ยวนะ แล้วสองแบบนั้น มันจะเรียกว่าบุปเฟต์ได้ยังไงว๊า...


อย่างที่ฉันเข้าใจอ่ะนะ บุปเฟต์คือตักเท่าไหร่ก็ได้ตามใจเราไม่ใช่เหรอ
แล้วนี่ไม่มีแบบไหนที่เราจะเลือกตักได้แบบจัดเต็มเลยนี่นา 
พอถามศิวพร ฉันก็ได้คำตอบที่ได้เอาฉันงงเต๊กไปเลย


ก็บุปเฟต์ผัก กับวุ้นเส้นไง ที่ร้านเขามีให้ตักได้ตามสบายเลย


อื้อหือออ...อย่างงี้ก็ได้เหรอ ??






เอาวะ จะได้ไม่ได้ มันก็ไม่ต่างกันหรอก สุดท้ายฉันก็เลือกร้านแบบชั่งกิโล ลองดูละกันแปลกใหม่ ไม่เป็นไรหรอก


ก็ตามสเต็ปร้านหมูกะทะทั่วไปหลังจากเลือกโต๊ะแล้ว ฉันก็ตรงดิ่งไปกำกับการผลิต เลือกหมูแต่ชิ้นที่ถูกใจ จะตักหมึกไปก็ต้องชั่งใจว่าเอากี่ชิ้น ไม่ว่าจะหิวโหยมาจากไหนพอมาถึงไลน์ตักวัตถุดิบก็เป็นอันต้องตั้งสติ (สำหรับฉันนะ) ถ้าตาใหญ่กว่าท้องเอาแต่ตักๆๆ สุดท้ายมันเหลือเต็มโต๊ะจะทำไงได้ล่ะ ก็ต้องตักเท่าที่คิดว่าจะกินก่อนแบบพอดีพุง ถ้ายังไม่พอก็ค่อยมาเติมอีก ตักเสร็จก็ไปที่โต๊ะแคทเชียร์เขาจะชั่งกิโลให้แล้วบอกว่าทั้งหมดเป็นราคาเท่าไหร่ เสร็จแล้วเขียนลงในบิล


เราได้น้ำจิ้มหมูกระทะคนละ 1 ถ้วย ไม่มีน้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มซีฟู๊ด หรือน้ำจิ้มสะเต๊ะให้เลือก ที่นี่สูตรเดียวจิ้มทั้งเนื้อ หมู หมึก ไก่ กุ้ง ผัก all in one ของแท้ และเตาก็เป็นแบบเตาถ่านอั่งโล้กับที่ปิ้งหมูกระทะแบบบ้านๆ มีรูให้ไอร้อนโดนเนื้อหมูและขอบหนังของสามชั้น จึงทำให้กรอบ ร่องน้ำซุปก็เอาช้อนวางได้ ลวกอะไรก็ใส่เข้าไปเต็มๆ ไม่เหมือนเตาแบบทองเหลืองที่ใช้ตามร้านทั่วไป


พอนั่งกินไปสักพักก็เริ่มอิ่ม เราตักเยอะในครั้งแรกเท่านั้น ครั้งหลังที่ตักก็แค่มีเนื้อมาอีกนิดหน่อย การกินแบบนี้ทำให้ฉันรู้จักชั่งใจ และกินผักเยอะกว่าตอนกินปกติ เพราะตอนที่ใกล้จะอิ่มแต่รู้ว่ายังพอเหลือพื้นที่น้อยๆ ในพุง เราก็จะมาคิดกันว่าเราจะเลือกไปเติมเนื้อ หรือผักเพิ่มดี และผลสรุปมักออกว่าตักผักดีกว่า


เช้าหลังจากกินหมูกระทะเราก็ไม่มีปัญหาท้องอืด หรือท้องผูกเลย และฉันก็รู้สึกดีที่ได้กินผักเพิ่มขึ้น แม้จะมีของให้เลือกไม่เยอะ แต่การกินผักทดแทนก็ดีอยู่มาก


ก่อนกลับกทม. เย็นวันนั้นฉันก็ขอจัดหมูกระทะอีกครั้ง แบบนี้ถ้าไม่ติดใจจะให้เรียกอะไรล่ะ


พอกลับมาฉันได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนอีกคนฟัง รีน่าบอกว่า หมมม...ถ้าเป็นงั้นฉันคงไม่ได้อ่ะ เพราะฉันเป็นเด็กไทยสมัยใหม่ ไม่กินผัก


มีอีกเรื่องหนึ่งที่ควรดอกจันไว้ **ทั้งสองครั้งเมื่อหารเฉลี่ยแล้วเราจ่ายกันครั้งละไม่ถึงร้อย ย้ำ ไม่ถึงร้อยทั้งสองครั้ง!!! ให้ฉันกินทุกวันยังได้เลย!









"อุบล" ดินแดนนี้ เป็นราชธานีดีต่อใจ : หลักสูตรแม่ศรีเรือนระยะสั้น





หลักสูตรแม่ศรีเรือนระยะสั้น

ศิวพรเพื่อนตัวน้อย 150 cm. ของฉัน เธอรักดอกไม้เป็นชีวิตจิตใจ  ตั้งแต่เรารู้จักกันเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาฝึกงานที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ก็เห็นว่าเธอมักตื่นตาตื่นใจกับสวนดอกไม้ โรงเรือนอนุบาลไม้ดอกเมืองหนาว สวนกุหลาบหอมๆ ตอนเลือกชมรมเธอก็เลือกจัดดอกไม้ พอกลับลงมาเธอก็เริ่มทำอาชีพเสริมเป็นแม่ค้าดอกไม้เรียนไปด้วย ขายไปด้วยจนถึงตอนนี้

ฉันมักเห็นศิวพรโพสต์ลง Facebook เพื่อให้ลูกค้าได้สั่งพวงมาลัยดอกไม้ ช่อดอกไม้ไหว้พระ กระทงดอกไม้ และอื่นๆ เท่าที่เธอสามารถทำได้ และทำไหว

ศิวพรบอกว่าเพื่อนทุกคนที่มาพักกับเธอ หากมาใกล้วันพระหรือวันที่รับงานไว้ เพื่อนก็จะกลายเป็นลูกมือจำเป็น และจะทำเป็นไม่เป็นก็ช่าง เธอจะคอยสอนด้วยตาที่ตั้งใจ ให้ดูมือน้อยจับดอกไม้ พร้อมกับอธิบายเป็นภาษาอิสานที่สนุกสนานแกมตลกตามสไตล์ของเธอ

ศิวพรบอกฉันว่า : กาแฟเธอไม่ต้องกลัว เธอได้ช่วยฉันแน่นอน  (พร้อมกับหัวเราะตามเอกลักษณ์ของศิวพร)

และหลักสูตรแรกของฉันคือพับใบเตยให้เป็นดอกกุหลาบ  ฉันเห็นบ่อยๆ ในตลาด พอได้ลองทำหน่อยก็ออกมาเละ ใบเตยแตกฉีกและช้ำไปหมด  สองสามดอกผ่านไปถึงจะดีขึ้น  และสุดท้ายฉันกับศิวพรก็ทำจนเสร็จ วันนี้เราไม่ได้เอาไปขาย ศิวพรจะเอาไปให้คุณย่าของเธอวางไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้านแทนอันเดิมที่วางไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน 

ศิวพรบอกว่าคุณย่าชอบกลิ่นเตยหอมมากกว่ากลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่เป็นเคมี กลิ่นฉุน เพราะกลิ่นเตยหอมจะค่อยๆ หอมออกมา พาสดชื่น






เข้าสู่หลักสูตรที่ 2 ร้อยพวงมาลัย

ชีวิตฉันเฉียดเข้าใกล้การร้อยพวงมาลัยมากที่สุดก็ตอนทำพานพุ่มไหว้ครู สมัยมัธยมต้น
และตอนนั้นฉันก็ไม่ได้เป็นคนร้อยพวงมาลัยด้วย เพราะดอกพุดแพงมาก (ยิ่งเป็นวันครูอ่ะนะ) เพื่อนที่ร้อยเป็นเลยรับหน้าที่นั้นไป ส่วนฉันก็มาเย็บแบบกับทำตุ้งติ้งดอกข่าด้วยกุหลาบมอญ  ด้วยความมือใหม่ วัตถุดิบก็จำกัด เวลาก็จำกัด ผลงานเลยออกมาสวยบ้างไม่สวยบ้าง ฉันได้ทำอยู่ 3 ปีติดกัน หลังๆ มาเลยพัฒนาขึ้นบ้าง

ศิวพรไปรับดอกพุดมาจากคุณยายที่เป็นเจ้าประจำของเธอ คุณยายเก็บดอกพุดห่อไว้ในหนังสือพิมพ์อย่างดีส่งให้เรา เมื่อมาถึงหอศิวพรก็รีบเอาใส่ตู้เย็นไว้เพื่อรักษาความสดใหม่  พอถึงเวลาร้อยมาลัยเราก็แกะห่อแล้วค่อยๆ จับก้านดอกเสียบเข็มแล้วรูดลงมา ทำอย่างเบามือ เล็งให้ปลายดอกพอดีกัน พยายามไม่ให้มันโด่งออกมานิด หรือย่อเข้าไปหน่อย ทำได้สักระยะก็รูดลงมาใส่เส้นด้ายที่ร้อยรูเข็มรอไว้ ฉันแทบกลั้นหายใจ...

ร้อยจนเสร็จได้มาลัยตามจำนวนที่ต้องการแล้ว ยังมีดอกพุดเหลืออยู่ฉันเลยขอลองทำต่ออีกนิด ศิวพรบอกฉันว่าอยากทำก็ทำเลย เธอปล่อยฉันตามสบายกับดอกพุดที่เหลืออยู่ เพราะถึงยังไงศิวพรก็ไม่ใช้แล้ว ตอนนั้นฉันดีใจลิงโลดมาก จากดอกไม้ที่แพงจนฉันไม่เคยได้เอามาหัดร้อย ตอนนี้กลับอยู่ตรงหน้าฉันเป็นกอง

แล้วฉันก็เริ่มร้อย ร้อยเสร็จฉันก็เก็บไว้ในตู้เย็นให้มันไม่ดำ มีเวลาหน่อยฉันก็ร้อยวันละพวง พอหัดได้สามวันฝีมือฉันก็ดีขึ้น  ตอนนั้นฉันคิดถึงคำว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เพราะฉันเคยคิดว่าฉันสมาธิสั้นทำงานละเอียดแบบนี้คงจะออกมาไม่สวยเท่าไหร่ แต่นั่นเพราะฉันยังไม่ได้ลองทำ เมื่อได้ทำเลยได้รู้  แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายดอกมันก็ดำตามสภาพที่ควรเป็นฉันต้องรูดดอกออกจากเข็มร้อยลงถังขยะ แต่ไม่เป็นไรครั้งหน้ามาใหม่ฉันก็จะไม่พลาดการร้อยมาลัยแน่นอน

มีอีกอย่างหนึ่ง ฉันได้ช่วยศิวพรทำมาลัยไหว้พระส่งให้ลูกค้า ซึ่งวิธีทำง่ายและเร็วกว่าการร้อยมาลัยมาก ทำแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว แต่ตอนนี้ก็จำไม่ได้แล้วหละ






หลักสูตรที่ 3 จัดดอกไม้

หลักสูตรนี้เกิดอันเนื่องมาจากศิวพรรับงานจัดดอกไม้รอบโต๊ะหมู่บูชากับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไว้  ศิวพรเลยรีบตื่นแต่เช้าแล้วขี่รถไปหาดอกไม้ที่ตลาดมาแช่น้ำ กว่าฉันจะตื่นเต็มตาศิวพรก็ไปหาวัตถุดิบมาได้ครบหมดเตรียมไว้สำหรับการจัดดอกไม้ตอนเย็น
พอถึงเวลาจัดเตรียมดอกไม้ สิ่งที่ฉันได้ทำคือพับใบเตยเป็นดอกกุหลาบให้เยอะเข้าไว้  กับพับกลีบดอกบัวให้ซ้อนกันสวยงาม อันหลังนี้ฉันพอมีพื้นฐานอยู่บ้างจากการช่วยงานของอำเภอทำรถขบวนไม้ดอกไม้ประดับ จ.เชียงใหม่ ที่ประกวดทุกต้นเดือนกุมภาพันธ์ งานนี้เลยสบายมาก

เมื่อเตรียมดอกไม้พร้อมแล้วศิวพรก็ทำหน้าที่เป็นคนเสียบดอกไม้เข้ากับฐานให้สมดุลกันทั้งซ้ายขวา
พอเสร็จก็ส่งต่อให้ฉันเสียบดอกเล็กๆ แซมเข้าไปให้พุ่มดอกดูไม่โล่งไป  เพื่อนคนอื่นๆ ก็จับหน้าที่ตัดใบพัดญี่ปุ่นบ้าง จับจีบกลีบดอกบัวบ้าง เข้าห้องน้ำ (ท้องเสีย) บ้าง...

ร่วมด้วยช่วยกันงานก็เสร็จ แม้จะเลทไปจนไม่ได้ไปกินหมูกระทะตามที่หวัง แต่ศิวพรก็พาเพื่อนๆ ไปเลี้ยงสุกี้แทน

และวันถัดมาศิวพรก็ได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ว่าคณะบดีชอบดอกไม้ที่เราช่วยกันจัดมาก ดังนั้นทุกๆ วันพระจะมอบหมายให้ศิวพรเป็นคนดูแลดอกไม้หน้าโต๊ะหมู่บูชา นับว่าเป็นเรื่องราวดีๆ