วันนี้เป็นวันเกือบสุดท้ายของการตะลอนอุบล แต่พิเศษกว่านั้นมันคือวันก่อนวันพระ
แท๊น แท๊น แท๊น แทนนน... นั่นแปลว่านอกจากเราจะยกป้าย "พรุ่งนี้วันพระ" ออกมาโชว์ตอนเปลี่ยนรายการของช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณกันแล้ว วันนี้แหละฉันจะได้แสดงความเป็นแม่ศรีเรื่อนเตรียมทำพวงมาลัยดอกไม้ส่งขายให้ลูกค้าของศิวพร
ฉันตื่นเต้นที่เราจะได้ไปตระเวนหาวัตถุดิบตามสวนดอกไม้ในหมู่บ้านอื่น ด้วยเจ้ามอเตอร์ไซค์เบรคลึกของศิวพร (เบรคลึกและแข็งมากต้องเล็งระยะการเบรคให้ดีๆ ก่อนที่เสาไฟฟ้าหรือผนังรั้วจะกลายมาเป็นเบรคให้แทน) และลุยเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตในสวนดอกไม้ ท่ามกลางบรรยากาศฟรุ้งฟริ้งราวกับเป็นแมลงตัวน้อยตัวนิด
เราเริ่มต้นกันที่สวนเตยหอมของคุณยาย ศิวพรเล่าว่าในตอนแรกที่เธอรับออร์เดอร์ทำกุหลาบใบเตยนั้น เธอซื้อใบเตยมาจากสวนที่อยู่ในละแวกหอพักเพราะง่ายต่อการไปรับของ แต่แล้วผลตอบรับก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ลูกค้าบอกว่าเตยไม่ค่อยมีกลิ่นหอมนัก ศิวพรจึงต้องตระเวนไล่ถามหาสวนเตยหอมจนมาเจอสวนคุณยายที่ห่างออกไปหลายหมู่บ้าน เราขี่มอเตอร์ไซค์น้อยเข้าในเขตบ้านของคุณยาย ระหว่างทางเข้าบ้านของคุณยายเต็มไปด้วยต้นกล้วย มะเขือ ผักเครื่องเคียง และต้นไม้ต้นตอกที่กินได้และขายดี เรียงรายตั้งแต่ริมถนนจนไปถึงประตูบ้าน ฉันว่าถ้ายายยังสาวยังมีแรงมากกว่านี้จากที่ถึงแค่ประตูหน้าคงจะกลายเป็นลามไปถึงครัวแน่ๆ
"สวัสดีค่า คุณยายขา นี่หนูโบว์เด้อค่า ที่สั่งเตยไว้ได้ละบ่อ ตอนนี้หนูโบว์อยู่หน้าบ้านคุณยายหนั่นหละค่า
บ่เจอผู้ใด๋เลยค่า ได้ค่ะคุณยาย" ฉันแอบคิดว่าศิวพรเรียกตัวเองกับคุณยายได้น่ารักมาก ตอนเราโทรหาคุณยายเพราะเข้าบ้านมาแล้วไม่เจอใครอยู่รอเลย
รอไม่นานคุณตาก็ยกมัดใบเตยหอมมาให้เราพร้อมกับช่วยจัดแจงให้สะดวกท่าเวลาขี่มอเตอร์ไซค์กลับ
เราเอาเตยหอมกลับไปไว้ที่หอแช่น้ำเรียบร้อย ก่อนออกมาอีกครั้งในตอนบ่าย ศิวพรจะพาฉันไปสวนดอกเบญจมาศ เธอบอกให้ฉันเตรียมกล้องถ่ายรูปให้เรียบร้อย ศิวพรเล่าว่าก่อนจะมาเป็นสวนเบญจมาศสวยๆ ที่ฉันจะได้เห็นนั้นเมื่อก่อนชาวบ้านก็มีอาชีพทำไร่ไถนาเหมือนที่อื่นๆ แต่พอมาเจอกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และจนถึงขายได้ยากนั้น ทำให้หลายคนเริ่มเปลี่ยนอาชีพมาปลูกดอกไม้ตัดขายแทนเพราะให้ราคาดีกว่าและมีตลาดรองรับมากในตอนนั้น
เราแว้นมอเตอร์ไซค์น้อยผ่านหลายหมู่บ้าน มีแอบแวะถ่ายรูปข้างทางด้วย และพอสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากวิวทุงนามาเป็นแถวเบญจมาศสีเหลือง สีขาว สลับกันก็แปลว่าเราเริ่มเข้าเขตหมู่บ้านเบญจมาศแล้ว
ที่จริงหมู่บ้านนี้ชื่อว่าหมู่บ้านตาติด เป็นหมู่บ้านทีมีชื่อเสียงด้านการปลูกดอกเบญจมาศ ฉันลองไปค้นในเน็ตก็ยังมีคนเขียนแนะนำให้เป็นหมู่บ้านที่พลาดไม่ได้เมื่อเยือนอุบล
เราจอดรถตรงบ้านของคุณป้าที่ศิวพรรับดอกไม้อยู่ประจำ บ้านของคุณป้าร่มรื่นมากข้างบ้านเป็นทุ่งนา หลังบ้านมีสระน้ำเลี้ยงเป็ด (แม้เป็ดจะเหลือไม่กี่ตัวก็ตาม) แถวดอกดาวเรือง หมาสองสามตัวที่เห่าฉันไม่หยุด ถัดมาอีกด้านหนึ่งของตัวบ้านเป็นสวนดอกคัตเตอร์ที่กำลังจะบาน เมื่อป้ารู้ว่าฉันมาจากเชียงใหม่ป้าก็บอกว่าดอกคัตเตอร์ข้างบ้านนั้นป้าก็เอาพันธุ์มาจากเชียงใหม่เหมือนกัน พร้อมกับถามเรื่องสวนดอกไม้ที่เชียงใหม่กับฉันบ้าง
เมื่อคิดถึงสวนดอกไม้แถวบ้านฉัน ภาพที่เห็นคือสวนดอกกล้วยไม้ที่ล้อมรอบด้วยตาข่ายกั้น เราจะเห็นข้างในนั้นก็ต่อเมื่อเรายืดตัวตอนปั่นจักรยาน ตอนหน้าร้อนเวลาขี่รถผ่านสวนนั้นเราก็จะเย็นชื่นใจจากไอละอองน้ำที่พ่นให้ดอกกล้วยไม้ แต่พอถึงฤดูหนาวฉันกลับอยากขี่รถผ่านไวๆ เพราะในสวนจะเย็นลงว่าที่อื่นมาก แต่พ่อไม่อยากให้ฉันผ่านแถวนั้นบ่อยๆ พ่อบอกว่าการปลูกดอกกล้วยไม้ตัดขายต้องใช้สารเคมีเร่งสี เร่งดอก แถวๆ เวลาผ่านทีก็จะได้กลิ่นเคมีจางๆ อยู่รอบๆ สวนกล้วยไม้
กลับมาที่บ้านคุณป้ากันต่อ...
เราเดินลัดไปข้างบ้านเพื่อดูสวนคัตเตอร์ที่ดอกยังไม่บานมากนักเพราะปลูกไปได้ไม่นาน แต่ก็มีบางดอกที่บานก่อนเพื่อนพอให้เราได้ถ่ายรูปอยู่บ้าง สวนนี้มีทั้งดอกตัตเตอร์ขาว ดอกคัตเตอร์ม่วง และดอกคัตเตอร์ชมพูที่เกิดจากการกลายพันธุ์ซึ่งฉันก็จำไม่ได้แล้วว่ามันกลายมาจากสีไหนกันแน่ พอถ่ายรูปเสร็จสรรพคุณป้าก็พาเราไปสวนเบญจมาศที่เจ้าของกำลังช่วยกันห่อส่งขาย
เราจอดรถข้างกระต๊อบน้อยกลางสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์กระจัดกระจายเต็มแคร่และช่อดอกไม้ห่อที่จุ่มก้านในถังน้ำรอขนส่งออกขายต่อไป ฉันขออนุญาตเจ้าของสวนเดินเข้าไปถ่ายรูปกับดอกไม้ซึ่งเขาก็ยินดีให้ถ่ายรูป ในสวนนี้มีเบญจมาศอยู่สองสีคือขาว กับเหลือง แต่ละสีก็ปลูกไว้หลายแปลงซึ่งแต่ละแปลงจะถูกเก็บเกี่ยวถัดกันไปเพื่อให้มีดอกสำหรับส่งขายทุกอาทิตย์
ศิวพรซื้อดอกเบญจมาศมาสีละห่อ ให้ฉันหอบขึ้นรถมอเตอร์ไซค์น้อย พร้อมกับถุงดอกดาวเรืองอีกหนึ่ง
ระหว่างทางกลับฉันก็ถามศิวพรว่า "ศิวพรไม่อยากปลูกเอง แล้วขายดอกเองด้วยเหรอ จะได้ไม่ต้องมารับไกลๆ แบบนี้"
ศิวพรก็บอกว่า เมื่อก่อนศิวพรเคยปลูกดอกไม้เพื่อเอามาร้อยขายเองเหมือนกัน แต่การปลูกดอกไม้นั้นต้องใช้น้ำเยอะดินดี และต้องหมั่นดูแลทุกวัน ซึ่งถ้าทำไปพร้อมกับการขายดอกไม้ไหว้พระและของประดิษฐ์ที่ละเอียดอื่นๆ ศิวพรจะต้องตายหยั่งเขียดแน่ๆ เพราะทำไม่ไหว ดังนั้นการมารับดอกไม้จากสวนก็คงเป็นทางที่ดีที่สุดตอนนี้ แถมศิวพรก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยอุดหนุนคุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยายด้วย อาจจะไม่ใช่ทางที่สะดวกที่สุด แต่ก็อาจจะเป็นทางที่สบายใจที่สุดของศิวพร
เราปิดท้ายวันนี้ด้วยการกลับหอมาร้อยมาลัยไหว้พระ พับดอกกุหลาบเตยหอมส่งให้ลูกค้า
.........................................................................................................
ยังไม่จบนะ รุ่งเช้าอีกวันก่อนฉันจะกลับศิวพรก็จัดกิจกรรมทำเพื่อเธอให้ฉันได้ลองเก็บบัวในสระของคุณยาย ก็เมื่อมาถึงเมืองอุบลชื่อก็บอกแล้วว่าเมืองดอกบัว ฉันจะพลาดการพายเรือเก็บดอกบัวซึ่งเป็นมิสชั่นหนึ่งในใจฉันได้ยังไงหละ
ศิวพรขี่รถโดยมีฉันที่หอบกระเป๋าพะรุงพะรังนั่งซ้อนท้ายไปนาบัวของคุณยายเจ้าประจำ ก่อนจะถึงบ้านคุณยายสองข้างทางที่เราผ่านจะมีนาบัวหลวงที่ตั้งก้านชูขึ้นมาเหนือผิวน้ำ หันซ้ายหันขวาก็มีแต่บัวเต็มไปหมด แต่ศิวพรก็บอกว่าที่เราเห็นนี้ยังเป็นส่วนน้อยเพราะฤดูกาลนี้ไม่ใช่ช่วงที่บัวจะออกดอกเยอะ ตอนนี้เป็นเดือนธันวาคมอากาศจะเริ่มเย็นลงบัวจะฟักยอดอ่อนอยู่ใต้น้ำไม่แทงขึ้นมาเหนือผิวน้ำเท่าใดนัก ต้องผ่านช่วงหน้าหนาวไปก่อนเราจึงจะได้เห็นดอกบัวแทงยอดขึ้นมา บางทีไม่ทันเก็บดอกก็จะบานอยู่ในสวนให้เราเห็น
เราจอดรถไว้ข้างบ้านคุณยายใกล้กับคอกวัวที่มีวัวน้อยร้องเมื่อเราเข้าใกล้ ศิวพรรีบพาฉันเข้าไปทักทายเมื่อคุณยานออกมาหาและขอให้พาฉันไปดูการเก็บดอกบัวในสระ
เราเดินลัดคอกวัวไปหาบ้านน้อยอีกหลังที่อยู่ในเขตบ้านของคุณยาย หลังบ้านเป็นสระบัวกว้าง เรือที่ทำจากถังน้ำมันเหล็กถูกมัดติดไว้กับต้นไม้ข้างสระ คุณยายหยิบงอบที่หนีบไว้ข้างผนังมาสวมแล้วเดินไปจัดเรือก่อนจะขึ้นไปพร้อมไม้ยาวที่เอาไว้ปักพื้นแล้วสาวให้เรือล่องไปตามทาง เมื่อจัดแจงเรียบร้อยแล้วคุณยายก็เรียกฉันตามลงไปในเรือ
ให้ตายเถอะโรบิ้น พอฉันก้าวเหยียบไปเท้าแรกเรือมันก็โยกยวบไปหมดพร้อมกับเสียง "ว้าย!" ของฉัน ก่อนศิวพรจะบอกให้นั่งลงอย่างใจเย็น และพอฉันหาที่นั่งได้พอดีฉันก็ค้างอยู่ท่านั้นจนตัวแข็งเป็นแกงกระด้างตั้งแต่เก็บบัวดอกแรกจนดอกสุดท้าย เมื่อเทียบกับคุณยายที่คล่องแคล่วแล้วฉันก็อาจเป็นโคลงเคลงเพราะไม่ว่าจะหยิบจับ หรือหันไปถ่ายรูปตรงไหนเรือมันก็จะสั่นไปหมด และที่สั่นกว่าเรือในตอนนี้ก็ใจหัวใจในอกฉันที่เต้นไม่เป็นจังหวะดีแล้วนี่แหละ
พอเก็บดอกบัวได้ตามจำนวนคุณยายก็นำเรือเข้าเทียบท่าข้างต้นไม้ใหญ่ริมสระ ส่งบัวให้ศิวพร แล้วขึ้นจากเรือไป... แล้วเหลือฉันคนเดียวบนเรือนะสิ! พอลุกยืนเรือก็โคลงซ้าย ก้าวเดินเรือก็โคลงขวา
โอ้ย! แม่ใหญ่ซ่อยข้อยแหน่ ศิวพรซ่อยข้อยแหน่
พอคุณยายลงเรือไปกำลังมัดเชือกเรือมันก็ค่อยๆ ถอยออกจากริมฝั่ง คุณยายก็รีบดึงเชือกให้เรือมาชิดฝั่งอีก พอให้ฉันค่อยลงได้ แต่ตอนลงมันมีจุดโคลนลื่นอยู่ริมสระนิดหนึ่ง แน่นอนว่าไอ้เรื่องลื่นๆ ตกใจฉันพลาดได้ที่ไหน ฉันก็ไปลื่นให้เป็นความทรงจำเก็บบัวครั้งแรกกับคุณยายของทริปนี้ไม่ให้แฟนๆ ได้ผิดหวังเลย
ก่อนจะออกจากบ้านคุณยาย ยังไม่ทันได้กลับ กทม. ฉันก็รู้สึกอยากมาเก็บบัวในสระอีก เพราะบ้านฉันมีแต่สระกบ จับกบกับเก็บบัวอารมณ์ไม่ได้นัวเหมือนกันนะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น