วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อุบล" ดินแดนนี้...เป็นราชธานีดีต่อใจ : ทริปศรีสะเกษไวไฟ






การมาเที่ยวอุบลครั้งแรกนี้ ฉันไม่ได้วางแผนว่าจะไปไหนอย่างชัดเจน อยากไปที่ไหนก็ไป เหนื่อยก็พัก 

หลักๆ คือขอแค่ทำอะไรก็ได้ที่มันต่างไปจากชีวิตแบบวนลูปในกรุงเทพก็ถือว่าถึงเป้าหมายไปแล้วส่วนหนึ่ง ดังนั้นฉันเลยไม่กระตือรือร้นหาสักเท่าไหร่ ยกให้เป็นหน้าที่ของเจ้าบ้านอย่างศิวพรก็แล้วกัน

ฉันคิดว่าอาจจะไม่ได้เที่ยวในที่ๆ ฉันอยากเห็น (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยากเห็นอะไร) แต่ฉันจะได้เที่ยวในที่ๆ เพื่อนพราวด์ทูพรีเซ็นท์ให้ฉันได้สัมผัส ซึ่งฉันก็ยินดีที่เป็นอย่างนั้น

ก่อนมาที่นี่ศิวพรเคยถามฉันว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษบ้าง

ฉันอยากไป "สามพันโบก" 
ตอนนั้นฉันได้ยินชื่อครั้งแรกมันเป็นชื่อหนัง แล้วพึ่งได้รู้ที่หลังว่าเป็นชื่อสถานที่ท่องเที่ยว เมื่อเห็นรูปถ่ายเนินหินที่น้ำกัดเซาะจนเป็นรูปรอยเว้าแหว่งในกูเกิ้ล ฉันก็จินตนาการว่าถ้าได้ไปยืนบนนั้นแล้วหันไปรอบตัว ความกว้างใหญ่ของสามพันโบกคงทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย

แต่ศิวพรบอกว่าเธอมีแต่รถมอเตอร์ไซค์ แค่คิดจะแว้นไปสามพันโบกก็ยังว่าลำบาก ดังนั้นสามพันโบกของฉันจึงถูกตัดไปไม่เหลือสักโบกในลิสต์ศิวพรออนทัวร์

แต่ถึงแม้จะไม่ได้ไปสามพันโบก ศิวพรก็ทำให้ฉันสนุกใจไม่น้อยกับทริปเล็กๆ รีบๆ ของเธอ
นั่นคือการไปเยือนศรีสะเกษแดนบ้านเกิดของศิวพรโดยนั่ง "รถไฟฟรี" 






ทริปศรีสะเกษไวไฟนี้ (ฉันตั้งชื่อให้อย่างนั้น) นอกจากฉันและศิวพรแล้ว ก็ยังมีเพื่อนร่วมทางอีก 3 คนซึ่งเรารู้จักกันตั้งแต่ตอนฝึกงานคือน้องอร ขวัญน้อย และสาวตุ๊ก ที่ตั้งใจมาจากบ้านเพื่อที่จะมาเที่ยวด้วยกัน

และสำหรับการขึ้นรถไฟฟรีนั้นเพื่อนฉันก็สอนทริคให้ว่า พอรถไฟจอดเทียบชานชลาให้ฉันรีบวิ่งขึ้นไปจับจองที่นั่ง เพราะในตั๋วไม่มีที่นั่งกำกับไว้ ซึ่งการจะได้ที่ดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่การหย่อนก้นครั้งแรกนั่นแหละ 

พอได้ที่นั่งดีแล้วแล้วก็ไม่ใช่จะสะดวกสบายเท่าไหร่เลย 
เธอเอ๋ย...การเดินทางตอนกลางวันด้วยรถไฟที่ไม่มีพัดลม จะมีก็แต่ลมที่พัดเข้ามาตรงหน้าต่างและตามร่องรูซึ่งอุ่นเหมือนกับเอาหน้าไปอังคอมเพรสเซอร์แอร์ ครั้นจะมองออกไปดูวิวข้างนอกก็เจอกับแดดแสบจี๊ดแยงเข้าตา ด้วยความร้อน และล้า ฉันเลยค่อยๆ หาท่าแล้วนอนฆ่าเวลาให้ถึงศรีสะเกษเร็วๆ





นอนไปสักพักจนอดไม่ไหวกับความแข็งของเก้าอี้ไม้ฉันเลยตื่นมารอ และชักจะคิดถึงตอนกลับทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงปลายทางซะแล้ว พอรถไฟเทียบชานชลา เราก็อ่อนและล้าเหมือนมะม่วงกวนโดนแดด แต่เมื่อถึงแล้วยังไงก็ต้องไปต่อ

เราไปถึงที่แรกคือสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ในตอนบ่ายที่อากาศกำลังร้อน พอถึงหน้าสวนก็เห็นเขาจัดงานเกษตรประจำปีอยู่ เรากะจะเข้าไปหาดูอะไรในงานสักหน่อย แต่บ้าจริงเรามาวันสุดท้ายพ่อค้าแม่ขายกำลังเก็บของกัน เหลือให้เห็นแต่วัวพันธุ์และม้าแคระยืนเคี้ยวหญ้ารอรถมารับเท่านั้น รายการพิเศษของเราเลยจบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก่อนจะเดินเข้าสวนอย่างเสียดายที่มาไม่ทัน




ศิวพรบอกว่าสวนสมเด็จฯ แห่งนี้เป็นสวนที่มีดอกลำดวนหลายหมื่นต้น เมื่อก้มลงมองตามทางเดินก็เห็นหลักฐานอยู่เต็มพื้น แม้ว่าช่วงที่เรามาจะไม่ใช่ฤดูกาลออกดอกพร้อมพรักของลำดวนก็ตาม ฉันเดาว่าเพราะเหตุนี้ลำดวนจึงเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ

ระหว่างเดินคุยกัน ตาฉันก็สังเกตุคนอื่นไปด้วย คนที่มาเที่ยวในสวนมีทั้งครอบครัวใหญ่ที่คุณยายนั่งอยู่บนวิลล์แชร์มีหลานตัวกระเปี๊ยกช่วยเข็นอยู่ข้างหลัง มีครอบครัวเล็กที่จูงมือลูกมาเดินรับลมในสวน คู่รักวัยรุ่นกำลังจีบๆ กันในดงยุง และก๊วนเพื่อนที่เดินเป็นกลุ่มบนทางเดินในสวนและเราก็เป็นกลุ่มหนึ่งในนั้น ฉันเดินเรื่อยๆ ในสวนจนไม่รู้ว่าความเริ่มล้าหรือความร่มรื่นอันไหนที่ทำฉันอยากพักหลับตาแอบงีบลงบนสนามหญ้าแถวนี้กันแน่


เมื่อเราก็เดินมาเกือบสุดสวนฉันก็เจอกับถังขยะที่สะดุดตาเหลือเกิน ก็ปกติเราจะเจอถังขยะที่ติดป้ายว่าขยะเปียกกับ ขยะแห้ง ไอ้นี่มาเจอ "ขยะขายได้" กับ "ขยะเหลือเดน" อะโห้ย...แยกได้ชัดเจนและเข้าใจกระจ่าง แต่ชื่อเรียกอันหลังนี้มันหยั่งกะไม่เคยมีคุณงามความดีอะไรกะเขาเลย ชื่อเรียกมันช่างน่าสงสารแท้ เอาซะฉันไม่กล้าทิ้งอะไรใส่ถังนั้นเลยสงสารขยะชิ้นน้อย  ซึ่งป้ายติดถังขยะในสวนนี้ก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในความแปลกพีคที่ประทับใจของทริปนี้




เราเรียกแท็กซี่จากสวนสมเด็จฯ ต่อไปยังศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งที่นี่จะให้เรียกว่ามาเที่ยวก็ไม่เชิงเพราะตอนนั้นเวลาเที่ยวของเราเหลือน้อยเต็มที แล้วอีกอย่างคือศิวพรไปรับปากงานรับจัดช่อดอกไม้ให้อาจารย์ในตอนเย็น ทำให้เราถ่ายรูปไปด้วยมองนาฬิกาไปด้วยเพราะต้องกะเวลาที่รถไฟจะพาเรากลับให้ทัน 





คิดภาพตามถึงสภาพฉันและผองเพื่อนได้ดังนี้ คนหนึ่งยกไม้เซลฟ์ฟี่ขึ้นมาตั้งท่าถ่ายรูป คนหนึ่งดูนาฬิกา คนหนึ่งโทรคุยกับอาจารย์ที่รับงานจัดดอกไว้ อีกคนหนึ่งก็กำลังโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับพร้อมกับยิ้มให้กล้องไปด้วย อิรุงตุงนังไปหมด 

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นทำให้ความทรงจำของฉันที่มีต่อศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำคือที่เที่ยวที่ใช้เวลาน้อยที่สุด และได้ถ่ายรูปรัวมากที่สุด และรีบกลับอุบลให้เร็วที่สุด จะให้เรียกว่าชะโงกทัวร์ก็ยังดีกว่า นี่เหมือนมาเล่นเกมส์จับเวลาทำมิสชั่นให้สำเร็จ  ขอเรียกช่วงเวลาสั้นๆ ที่สร้างความผูกพันระหว่างฉันกับที่นั่นด้วยคำเปรียบเปรยว่า ตดยังไม่ทันหายเหม็น ก็ต้องเผ่นกลับอุบลซะแล้ว

ทริปนี้ถูกปิดท้ายด้วยการนอนยาวบนรถไฟฟรี ไปตื่นอีกทีตอนถึงสถานีอุบล  ก่อนที่เราจะไปช่วยจัดดอกไม้ต่อตามที่รับงานจากอาจารย์ของศิวพรไว้ 

เป็นทริปไปไวมาไวภายในครึ่งวัน และเป็นทริปที่ฉันจะไม่ลืมความมาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็วเลย...








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น