วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อุบล" ดินแดนนี้...เป็นราชธานีดีต่อใจ : เที่ยวท่องไปในอุบล


มาถึงอุบลแล้วก็ยังไม่ได้เล่าถึงทริปแว้นในอุบลกับเพื่อนตัวน้อย 150 ซม. สักที
จริงแล้วเราไปเที่ยวกันตั้งแต่วันที่ 2 ที่ฉันมาถึงอุบล กับเพื่อนสาวอีกสามคนที่รู้จักกันตอนฝึกงานสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง แต่ฉันเลือกเอามาเขียนเป็นเรื่องสุดท้ายเพราะผ่านมาหลายเดือนความทรงจำฉันไม่ปะติดปะต่อแล้ว ต้องคอยกลับไปดูรูป แล้วไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตอีกที่ว่าที่ไหนชื่อว่าอะไร 

จำได้ว่า...

สถานีที่ 1 : ศิวพรเริ่มทริปของเราที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร (ฉันค้นชื่อวัดจากคลิปให้อาหารปลา) วัดริมแม่น้ำมูลที่คั่นกลางระหว่างอ.วารินชำราบ และอ.เมือง เมื่อถึงวัดเราก็พากันเลือกซื้อขนมปังคนละถุง ฉันเลือกเอาก้อนสีชมพูแต่จริงแล้วปลามันก็ไม่รู้หรอกว่ากินขนมปังสีอะไร ไผจะแคร์ มีแต่ฉันนี่แหละเลือกมากแล้วก็ไม่ใช่จะได้กิน 

นอกจากปลาที่เยอะแล้ว ก็ยังมีนกพิราบที่เกาะอยู่ตามราวในโป๊ะ พากันบินว่อนไปมา และบางทีเราก็ต้องระวังขี้นกจะหล่นใส่หัวด้วย ถึงตอนนี้ฉันอยากเอาขนมปังมาฉีกให้ทั้งปลาทั้งนกสักหนึ่งลำรถพ่วงสิบแปดล้อ มันสนุกจริงๆ นะ ปลาก็มอง นกก็จ้อง แล้วใจเราก็อยากโยนให้มันทั่วๆ เผลอแป๊บเดียวขนมปังก็หมดก้อนแล้วเราก็จะอยากซื้ออีกๆ ที่แม่ค้าขายดีก็เพราะแบบนี้แหละ  









พอขนมปังหมด และเริ่มร้อนรนจนทนไม่ไหวเลยพากันไปไหว้พระในศาลาธรรมที่อยู่ใกล้กัน  พอก้าวเดินเข้าไปในศาลาก็มีลมพัดมาค่อยๆ เบาๆ ฉันเย็นสบายจนคิดอยากหลับตาลงพักสักงีบในนี้ สามารถขึ้นแคปชั่นว่าหนีร้อนมาพึ่งเย็นได้จริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเล่าให้ออกธรรมะธรรมโมอะไรนะ แต่ในนี้มันเย็นด้วยลม ด้วยหลังคา และความเงียบจริงๆ เงียบจนได้ยินเสียงพยาธิในท้องฉันร้องดัง


สถานีที่ 2 : ให้อาหารปลากเสร็จแล้วก็มาต่อด้วยการกินอาหารคนบ้าง ศิวพรพาฉันมาร้านอาหารเวียดนามเจ้าประจำเพื่อเติมพลังก่อนจะเริ่มเที่ยว ด้วยความเป็นแก็งค์เพื่อนสาวมันก็จะมีความกินผักกินไม้ สั่งเมนูอะไรมาก็ราวกับว่าเป็นไดโนเสาร์กลุ่มเฮอร์บิวอร์ (กินพืช) โดยลืมคิดไปว่าผักเดี๋ยวพอมันย่อยเราก็จะหิวอีก แถมมิสชั่นของวันนี้คือการตะลอนไปทั่วเมือง ตอนกินยังไม่ได้คิดเพราะจุกผัก แต่เดี๋ยวผ่านไปสักชั่วโมงเราก็คงหิวโดยพร้อมเพรียงกัน






สถานีที่ 3 : เมื่อพูดถึงอุบลราชธานี สำหรับฉันสิ่งแรกๆ ที่จะคิดถึงก็คือประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่อลังการ ด้วยการประดับประดาต้นเทียนแล้วแห่เข้าวัดเพื่อทำพิธีทางศาสนา  แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้มาช่วงเทศกาล แต่ศิวพรก็ไม่ทำให้การมาอุบลครั้งนี้เสียเทียว เธอพาฉันมาที่วัดพระธาตุหนองบัวเพื่อดูต้นเทียนใหญ่ที่ใช้ในขบวนแห่เทียนเข้าพรรษา  ที่ฉันอยากเห็นก็เพราะฉันสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับต้นเทียนไม่ว่าจะเป็น 

เทียนละลายไหม 

ขี้ผึ้งที่เอามาทำก็ไม่ใช่น้อยแล้วมันจะไม่หนักจนเคลื่อนไม่ไหวเหรอ 

รถแห่เทียนจริงๆในขบวนจะใหญ่ขนาดไหนกันนะ 

พอเสร็จงานแล้วหลอมเก็บไว้หรือ ปล่อยไว้แบบนั้น

ถ้าเก็บไว้แล้วเก็บยังไงหละ



















และเมื่อฉันได้มาเห็นรถแห่เทียนของจริงแล้วก็ได้คำตอบที่สงสัยมานาน
อย่างแรกคือพอแห่เสร็จแล้วเทียนไม่ได้ถูกหลอม เขาจะเอารถแห่เทียนมาเก็บไว้ในโรงขนาดใหญ่ที่มีหลังคาและผนังเรียบร้อย แต่ด้วยอากาศที่ร้อนก็ทำให้เทียนละลายหยดตามพื้นบ้างแต่ไม่ถึงกับเหลวเป็นโกโก้ครั้นช์ ของตกแต่งบางอย่างที่เป็นรายละเอียดเล็กน้อยจะถูกแกะออกไปเพื่อหลอมและแกะใหม่เมื่อใกล้ถึงเทศกาลโดยทุกคนสามารถไปช่วยกันแกะสลักเทียนได้  โครงที่อยู่บนรถไม่ได้เป็นเทียนทั้งหมดเมื่อสังเกตจากจุดที่เทียนละลายออกไปแล้วข้างในจะมีโครงซึ่งเป็นวัสดุอื่นอยู่ และตัวหุ่นเทวดาก็คล้ายกับเป็นปูนปั้นข้างในแล้วมีเทียนเคลือบไว้ด้านนอกเพื่อไม่ให้น้ำหนักรถมากเกินไป และเมื่อถามว่ารถแห่เทียนใหญ่ไหมตอบได้เลยว่าใหญ่มากกกก..กก.ก





เสร็จจากการดูรถแห่เทียนที่อลังการแล้ว เราก็เข้าไปไหว้พระในพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อก้าวเข้าไปเป็นครั้งแรก ฉันก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ เพราะทุกอย่างในพระธาตุเจดีย์เป็นสีทองสะท้อนเงาวับจับตามาก ฉันไม่รู้ว่าจะบรรยายความเลื่อมทองได้อย่างไร เอาเป็นว่าเรียกร้านทองเยาวราชให้เอาทองมากองกันยังไม่เท่าความทองในองค์พระธาตุนี้ ใครมาอุบลทั้งทีไม่มาวัดนี้ฉันว่าเธอพลาด ฉันเข้าไปกราบพระ และเดินชมในวัดกับเพื่อนเล็กน้อยก่อนจะเดินทางต่อ  ถึงตอนนี้ฉันกลับมาค้นข้อมูลวัดก็พบความพิเศษของพระธาตุเจดีย์ว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 โดยได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2512 รวมแล้วใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 12 ปี

สถานีที่ 4 : พักทริปสายบุญมาเที่ยวสถานที่ฮอตฮิท ที่ HOT จริงๆ เมื่อดูจากเหงื่อบนแผ่นหลังของหนุ่มสาวชาวอุบลกันบ้างที่ "อุบลสแควร์" 

เราแว้นมาถึงตอนบ่ายแก่ๆ ที่นี่คล้ายกับคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ของตกแต่งแฟชั่น ลานเบียร์เพลงเพราะๆ และกิจกรรมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในทุกๆ เดือน แต่ตอนนี้ที่เรามาพ่อค้าแม่ค้ากำลังตั้งร้าน เราเลยไปหลบร้อนในร้านขนมเล็กๆ ก่อนจะออกมาเดินเที่ยว ถ่ายรูปเล่น และไปยังสถานีสุดท้าย

สถานีที่ 5 : ศิวพรและผองเพื่อนพาฉันมาปิดท้ายที่ถนนคนเดินทุ่งศรีเมืองอุบลราชธานี ที่ใกล้กับเสาหลักเมืองติดกับสวนสาธารณะที่มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย เราเดินหาของกินของฝากกันไปเรื่อยๆ ฉันได้แมลงทอดกินรองท้องเป็นอาหารเย็น ศิวพรดูตระกร้าสานจะซื้อไปฝากอาจารย์ เพื่อนคนอื่นๆ ก็ดูเสื้อผ้าน่ารักๆ เราเดินกันไม่นานก็เห็นพ้องต้องกันว่าอยากกลับไปพักผ่อนมากกว่า จึงยุติการเดินเล่นไว้เพียงเท่านั้น และจบทริปเมืองอุบลในหนึ่งวันไว้เพียงเท่านี้









ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูลค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=iFEforO16XE วัดสุปัฏนารามวรวิหาร
https://pantip.com/topic/34023176 วัดพระธาตุหนองบัว 

"อุบล" ดินแดนนี้...เป็นราชธานีดีต่อใจ : ต๊ะต่อนยอน ตะลอนหาดอกไม้






วันนี้เป็นวันเกือบสุดท้ายของการตะลอนอุบล แต่พิเศษกว่านั้นมันคือวันก่อนวันพระ
แท๊น แท๊น แท๊น แทนนน... นั่นแปลว่านอกจากเราจะยกป้าย "พรุ่งนี้วันพระ" ออกมาโชว์ตอนเปลี่ยนรายการของช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณกันแล้ว วันนี้แหละฉันจะได้แสดงความเป็นแม่ศรีเรื่อนเตรียมทำพวงมาลัยดอกไม้ส่งขายให้ลูกค้าของศิวพร 

ฉันตื่นเต้นที่เราจะได้ไปตระเวนหาวัตถุดิบตามสวนดอกไม้ในหมู่บ้านอื่น ด้วยเจ้ามอเตอร์ไซค์เบรคลึกของศิวพร (เบรคลึกและแข็งมากต้องเล็งระยะการเบรคให้ดีๆ ก่อนที่เสาไฟฟ้าหรือผนังรั้วจะกลายมาเป็นเบรคให้แทน) และลุยเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตในสวนดอกไม้ ท่ามกลางบรรยากาศฟรุ้งฟริ้งราวกับเป็นแมลงตัวน้อยตัวนิด


เราเริ่มต้นกันที่สวนเตยหอมของคุณยาย ศิวพรเล่าว่าในตอนแรกที่เธอรับออร์เดอร์ทำกุหลาบใบเตยนั้น  เธอซื้อใบเตยมาจากสวนที่อยู่ในละแวกหอพักเพราะง่ายต่อการไปรับของ แต่แล้วผลตอบรับก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ลูกค้าบอกว่าเตยไม่ค่อยมีกลิ่นหอมนัก ศิวพรจึงต้องตระเวนไล่ถามหาสวนเตยหอมจนมาเจอสวนคุณยายที่ห่างออกไปหลายหมู่บ้าน  เราขี่มอเตอร์ไซค์น้อยเข้าในเขตบ้านของคุณยาย ระหว่างทางเข้าบ้านของคุณยายเต็มไปด้วยต้นกล้วย มะเขือ ผักเครื่องเคียง และต้นไม้ต้นตอกที่กินได้และขายดี เรียงรายตั้งแต่ริมถนนจนไปถึงประตูบ้าน  ฉันว่าถ้ายายยังสาวยังมีแรงมากกว่านี้จากที่ถึงแค่ประตูหน้าคงจะกลายเป็นลามไปถึงครัวแน่ๆ

"สวัสดีค่า คุณยายขา นี่หนูโบว์เด้อค่า ที่สั่งเตยไว้ได้ละบ่อ ตอนนี้หนูโบว์อยู่หน้าบ้านคุณยายหนั่นหละค่า
บ่เจอผู้ใด๋เลยค่า ได้ค่ะคุณยาย" ฉันแอบคิดว่าศิวพรเรียกตัวเองกับคุณยายได้น่ารักมาก ตอนเราโทรหาคุณยายเพราะเข้าบ้านมาแล้วไม่เจอใครอยู่รอเลย

รอไม่นานคุณตาก็ยกมัดใบเตยหอมมาให้เราพร้อมกับช่วยจัดแจงให้สะดวกท่าเวลาขี่มอเตอร์ไซค์กลับ

เราเอาเตยหอมกลับไปไว้ที่หอแช่น้ำเรียบร้อย  ก่อนออกมาอีกครั้งในตอนบ่าย ศิวพรจะพาฉันไปสวนดอกเบญจมาศ เธอบอกให้ฉันเตรียมกล้องถ่ายรูปให้เรียบร้อย ศิวพรเล่าว่าก่อนจะมาเป็นสวนเบญจมาศสวยๆ ที่ฉันจะได้เห็นนั้นเมื่อก่อนชาวบ้านก็มีอาชีพทำไร่ไถนาเหมือนที่อื่นๆ แต่พอมาเจอกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และจนถึงขายได้ยากนั้น ทำให้หลายคนเริ่มเปลี่ยนอาชีพมาปลูกดอกไม้ตัดขายแทนเพราะให้ราคาดีกว่าและมีตลาดรองรับมากในตอนนั้น





เราแว้นมอเตอร์ไซค์น้อยผ่านหลายหมู่บ้าน มีแอบแวะถ่ายรูปข้างทางด้วย และพอสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากวิวทุงนามาเป็นแถวเบญจมาศสีเหลือง สีขาว สลับกันก็แปลว่าเราเริ่มเข้าเขตหมู่บ้านเบญจมาศแล้ว 

ที่จริงหมู่บ้านนี้ชื่อว่าหมู่บ้านตาติด เป็นหมู่บ้านทีมีชื่อเสียงด้านการปลูกดอกเบญจมาศ ฉันลองไปค้นในเน็ตก็ยังมีคนเขียนแนะนำให้เป็นหมู่บ้านที่พลาดไม่ได้เมื่อเยือนอุบล

เราจอดรถตรงบ้านของคุณป้าที่ศิวพรรับดอกไม้อยู่ประจำ บ้านของคุณป้าร่มรื่นมากข้างบ้านเป็นทุ่งนา หลังบ้านมีสระน้ำเลี้ยงเป็ด (แม้เป็ดจะเหลือไม่กี่ตัวก็ตาม) แถวดอกดาวเรือง หมาสองสามตัวที่เห่าฉันไม่หยุด ถัดมาอีกด้านหนึ่งของตัวบ้านเป็นสวนดอกคัตเตอร์ที่กำลังจะบาน เมื่อป้ารู้ว่าฉันมาจากเชียงใหม่ป้าก็บอกว่าดอกคัตเตอร์ข้างบ้านนั้นป้าก็เอาพันธุ์มาจากเชียงใหม่เหมือนกัน พร้อมกับถามเรื่องสวนดอกไม้ที่เชียงใหม่กับฉันบ้าง





เมื่อคิดถึงสวนดอกไม้แถวบ้านฉัน ภาพที่เห็นคือสวนดอกกล้วยไม้ที่ล้อมรอบด้วยตาข่ายกั้น เราจะเห็นข้างในนั้นก็ต่อเมื่อเรายืดตัวตอนปั่นจักรยาน ตอนหน้าร้อนเวลาขี่รถผ่านสวนนั้นเราก็จะเย็นชื่นใจจากไอละอองน้ำที่พ่นให้ดอกกล้วยไม้ แต่พอถึงฤดูหนาวฉันกลับอยากขี่รถผ่านไวๆ เพราะในสวนจะเย็นลงว่าที่อื่นมาก แต่พ่อไม่อยากให้ฉันผ่านแถวนั้นบ่อยๆ พ่อบอกว่าการปลูกดอกกล้วยไม้ตัดขายต้องใช้สารเคมีเร่งสี เร่งดอก แถวๆ เวลาผ่านทีก็จะได้กลิ่นเคมีจางๆ อยู่รอบๆ สวนกล้วยไม้

กลับมาที่บ้านคุณป้ากันต่อ...

เราเดินลัดไปข้างบ้านเพื่อดูสวนคัตเตอร์ที่ดอกยังไม่บานมากนักเพราะปลูกไปได้ไม่นาน แต่ก็มีบางดอกที่บานก่อนเพื่อนพอให้เราได้ถ่ายรูปอยู่บ้าง สวนนี้มีทั้งดอกตัตเตอร์ขาว ดอกคัตเตอร์ม่วง และดอกคัตเตอร์ชมพูที่เกิดจากการกลายพันธุ์ซึ่งฉันก็จำไม่ได้แล้วว่ามันกลายมาจากสีไหนกันแน่  พอถ่ายรูปเสร็จสรรพคุณป้าก็พาเราไปสวนเบญจมาศที่เจ้าของกำลังช่วยกันห่อส่งขาย 




เราจอดรถข้างกระต๊อบน้อยกลางสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์กระจัดกระจายเต็มแคร่และช่อดอกไม้ห่อที่จุ่มก้านในถังน้ำรอขนส่งออกขายต่อไป ฉันขออนุญาตเจ้าของสวนเดินเข้าไปถ่ายรูปกับดอกไม้ซึ่งเขาก็ยินดีให้ถ่ายรูป ในสวนนี้มีเบญจมาศอยู่สองสีคือขาว กับเหลือง แต่ละสีก็ปลูกไว้หลายแปลงซึ่งแต่ละแปลงจะถูกเก็บเกี่ยวถัดกันไปเพื่อให้มีดอกสำหรับส่งขายทุกอาทิตย์





ศิวพรซื้อดอกเบญจมาศมาสีละห่อ ให้ฉันหอบขึ้นรถมอเตอร์ไซค์น้อย พร้อมกับถุงดอกดาวเรืองอีกหนึ่ง

ระหว่างทางกลับฉันก็ถามศิวพรว่า "ศิวพรไม่อยากปลูกเอง แล้วขายดอกเองด้วยเหรอ จะได้ไม่ต้องมารับไกลๆ แบบนี้"

ศิวพรก็บอกว่า เมื่อก่อนศิวพรเคยปลูกดอกไม้เพื่อเอามาร้อยขายเองเหมือนกัน  แต่การปลูกดอกไม้นั้นต้องใช้น้ำเยอะดินดี และต้องหมั่นดูแลทุกวัน ซึ่งถ้าทำไปพร้อมกับการขายดอกไม้ไหว้พระและของประดิษฐ์ที่ละเอียดอื่นๆ ศิวพรจะต้องตายหยั่งเขียดแน่ๆ เพราะทำไม่ไหว ดังนั้นการมารับดอกไม้จากสวนก็คงเป็นทางที่ดีที่สุดตอนนี้ แถมศิวพรก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยอุดหนุนคุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยายด้วย อาจจะไม่ใช่ทางที่สะดวกที่สุด แต่ก็อาจจะเป็นทางที่สบายใจที่สุดของศิวพร

เราปิดท้ายวันนี้ด้วยการกลับหอมาร้อยมาลัยไหว้พระ พับดอกกุหลาบเตยหอมส่งให้ลูกค้า 


.........................................................................................................

ยังไม่จบนะ รุ่งเช้าอีกวันก่อนฉันจะกลับศิวพรก็จัดกิจกรรมทำเพื่อเธอให้ฉันได้ลองเก็บบัวในสระของคุณยาย ก็เมื่อมาถึงเมืองอุบลชื่อก็บอกแล้วว่าเมืองดอกบัว  ฉันจะพลาดการพายเรือเก็บดอกบัวซึ่งเป็นมิสชั่นหนึ่งในใจฉันได้ยังไงหละ

ศิวพรขี่รถโดยมีฉันที่หอบกระเป๋าพะรุงพะรังนั่งซ้อนท้ายไปนาบัวของคุณยายเจ้าประจำ  ก่อนจะถึงบ้านคุณยายสองข้างทางที่เราผ่านจะมีนาบัวหลวงที่ตั้งก้านชูขึ้นมาเหนือผิวน้ำ หันซ้ายหันขวาก็มีแต่บัวเต็มไปหมด แต่ศิวพรก็บอกว่าที่เราเห็นนี้ยังเป็นส่วนน้อยเพราะฤดูกาลนี้ไม่ใช่ช่วงที่บัวจะออกดอกเยอะ ตอนนี้เป็นเดือนธันวาคมอากาศจะเริ่มเย็นลงบัวจะฟักยอดอ่อนอยู่ใต้น้ำไม่แทงขึ้นมาเหนือผิวน้ำเท่าใดนัก ต้องผ่านช่วงหน้าหนาวไปก่อนเราจึงจะได้เห็นดอกบัวแทงยอดขึ้นมา บางทีไม่ทันเก็บดอกก็จะบานอยู่ในสวนให้เราเห็น

เราจอดรถไว้ข้างบ้านคุณยายใกล้กับคอกวัวที่มีวัวน้อยร้องเมื่อเราเข้าใกล้  ศิวพรรีบพาฉันเข้าไปทักทายเมื่อคุณยานออกมาหาและขอให้พาฉันไปดูการเก็บดอกบัวในสระ  




เราเดินลัดคอกวัวไปหาบ้านน้อยอีกหลังที่อยู่ในเขตบ้านของคุณยาย หลังบ้านเป็นสระบัวกว้าง เรือที่ทำจากถังน้ำมันเหล็กถูกมัดติดไว้กับต้นไม้ข้างสระ คุณยายหยิบงอบที่หนีบไว้ข้างผนังมาสวมแล้วเดินไปจัดเรือก่อนจะขึ้นไปพร้อมไม้ยาวที่เอาไว้ปักพื้นแล้วสาวให้เรือล่องไปตามทาง เมื่อจัดแจงเรียบร้อยแล้วคุณยายก็เรียกฉันตามลงไปในเรือ

ให้ตายเถอะโรบิ้น พอฉันก้าวเหยียบไปเท้าแรกเรือมันก็โยกยวบไปหมดพร้อมกับเสียง "ว้าย!" ของฉัน ก่อนศิวพรจะบอกให้นั่งลงอย่างใจเย็น และพอฉันหาที่นั่งได้พอดีฉันก็ค้างอยู่ท่านั้นจนตัวแข็งเป็นแกงกระด้างตั้งแต่เก็บบัวดอกแรกจนดอกสุดท้าย เมื่อเทียบกับคุณยายที่คล่องแคล่วแล้วฉันก็อาจเป็นโคลงเคลงเพราะไม่ว่าจะหยิบจับ หรือหันไปถ่ายรูปตรงไหนเรือมันก็จะสั่นไปหมด และที่สั่นกว่าเรือในตอนนี้ก็ใจหัวใจในอกฉันที่เต้นไม่เป็นจังหวะดีแล้วนี่แหละ


พอเก็บดอกบัวได้ตามจำนวนคุณยายก็นำเรือเข้าเทียบท่าข้างต้นไม้ใหญ่ริมสระ ส่งบัวให้ศิวพร แล้วขึ้นจากเรือไป... แล้วเหลือฉันคนเดียวบนเรือนะสิ! พอลุกยืนเรือก็โคลงซ้าย ก้าวเดินเรือก็โคลงขวา 

โอ้ย! แม่ใหญ่ซ่อยข้อยแหน่ ศิวพรซ่อยข้อยแหน่

พอคุณยายลงเรือไปกำลังมัดเชือกเรือมันก็ค่อยๆ ถอยออกจากริมฝั่ง คุณยายก็รีบดึงเชือกให้เรือมาชิดฝั่งอีก พอให้ฉันค่อยลงได้ แต่ตอนลงมันมีจุดโคลนลื่นอยู่ริมสระนิดหนึ่ง แน่นอนว่าไอ้เรื่องลื่นๆ ตกใจฉันพลาดได้ที่ไหน ฉันก็ไปลื่นให้เป็นความทรงจำเก็บบัวครั้งแรกกับคุณยายของทริปนี้ไม่ให้แฟนๆ ได้ผิดหวังเลย

ก่อนจะออกจากบ้านคุณยาย ยังไม่ทันได้กลับ กทม. ฉันก็รู้สึกอยากมาเก็บบัวในสระอีก เพราะบ้านฉันมีแต่สระกบ จับกบกับเก็บบัวอารมณ์ไม่ได้นัวเหมือนกันนะ






"อุบล" ดินแดนนี้...เป็นราชธานีดีต่อใจ : ทริปศรีสะเกษไวไฟ






การมาเที่ยวอุบลครั้งแรกนี้ ฉันไม่ได้วางแผนว่าจะไปไหนอย่างชัดเจน อยากไปที่ไหนก็ไป เหนื่อยก็พัก 

หลักๆ คือขอแค่ทำอะไรก็ได้ที่มันต่างไปจากชีวิตแบบวนลูปในกรุงเทพก็ถือว่าถึงเป้าหมายไปแล้วส่วนหนึ่ง ดังนั้นฉันเลยไม่กระตือรือร้นหาสักเท่าไหร่ ยกให้เป็นหน้าที่ของเจ้าบ้านอย่างศิวพรก็แล้วกัน

ฉันคิดว่าอาจจะไม่ได้เที่ยวในที่ๆ ฉันอยากเห็น (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยากเห็นอะไร) แต่ฉันจะได้เที่ยวในที่ๆ เพื่อนพราวด์ทูพรีเซ็นท์ให้ฉันได้สัมผัส ซึ่งฉันก็ยินดีที่เป็นอย่างนั้น

ก่อนมาที่นี่ศิวพรเคยถามฉันว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษบ้าง

ฉันอยากไป "สามพันโบก" 
ตอนนั้นฉันได้ยินชื่อครั้งแรกมันเป็นชื่อหนัง แล้วพึ่งได้รู้ที่หลังว่าเป็นชื่อสถานที่ท่องเที่ยว เมื่อเห็นรูปถ่ายเนินหินที่น้ำกัดเซาะจนเป็นรูปรอยเว้าแหว่งในกูเกิ้ล ฉันก็จินตนาการว่าถ้าได้ไปยืนบนนั้นแล้วหันไปรอบตัว ความกว้างใหญ่ของสามพันโบกคงทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย

แต่ศิวพรบอกว่าเธอมีแต่รถมอเตอร์ไซค์ แค่คิดจะแว้นไปสามพันโบกก็ยังว่าลำบาก ดังนั้นสามพันโบกของฉันจึงถูกตัดไปไม่เหลือสักโบกในลิสต์ศิวพรออนทัวร์

แต่ถึงแม้จะไม่ได้ไปสามพันโบก ศิวพรก็ทำให้ฉันสนุกใจไม่น้อยกับทริปเล็กๆ รีบๆ ของเธอ
นั่นคือการไปเยือนศรีสะเกษแดนบ้านเกิดของศิวพรโดยนั่ง "รถไฟฟรี" 






ทริปศรีสะเกษไวไฟนี้ (ฉันตั้งชื่อให้อย่างนั้น) นอกจากฉันและศิวพรแล้ว ก็ยังมีเพื่อนร่วมทางอีก 3 คนซึ่งเรารู้จักกันตั้งแต่ตอนฝึกงานคือน้องอร ขวัญน้อย และสาวตุ๊ก ที่ตั้งใจมาจากบ้านเพื่อที่จะมาเที่ยวด้วยกัน

และสำหรับการขึ้นรถไฟฟรีนั้นเพื่อนฉันก็สอนทริคให้ว่า พอรถไฟจอดเทียบชานชลาให้ฉันรีบวิ่งขึ้นไปจับจองที่นั่ง เพราะในตั๋วไม่มีที่นั่งกำกับไว้ ซึ่งการจะได้ที่ดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่การหย่อนก้นครั้งแรกนั่นแหละ 

พอได้ที่นั่งดีแล้วแล้วก็ไม่ใช่จะสะดวกสบายเท่าไหร่เลย 
เธอเอ๋ย...การเดินทางตอนกลางวันด้วยรถไฟที่ไม่มีพัดลม จะมีก็แต่ลมที่พัดเข้ามาตรงหน้าต่างและตามร่องรูซึ่งอุ่นเหมือนกับเอาหน้าไปอังคอมเพรสเซอร์แอร์ ครั้นจะมองออกไปดูวิวข้างนอกก็เจอกับแดดแสบจี๊ดแยงเข้าตา ด้วยความร้อน และล้า ฉันเลยค่อยๆ หาท่าแล้วนอนฆ่าเวลาให้ถึงศรีสะเกษเร็วๆ





นอนไปสักพักจนอดไม่ไหวกับความแข็งของเก้าอี้ไม้ฉันเลยตื่นมารอ และชักจะคิดถึงตอนกลับทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงปลายทางซะแล้ว พอรถไฟเทียบชานชลา เราก็อ่อนและล้าเหมือนมะม่วงกวนโดนแดด แต่เมื่อถึงแล้วยังไงก็ต้องไปต่อ

เราไปถึงที่แรกคือสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ในตอนบ่ายที่อากาศกำลังร้อน พอถึงหน้าสวนก็เห็นเขาจัดงานเกษตรประจำปีอยู่ เรากะจะเข้าไปหาดูอะไรในงานสักหน่อย แต่บ้าจริงเรามาวันสุดท้ายพ่อค้าแม่ขายกำลังเก็บของกัน เหลือให้เห็นแต่วัวพันธุ์และม้าแคระยืนเคี้ยวหญ้ารอรถมารับเท่านั้น รายการพิเศษของเราเลยจบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก่อนจะเดินเข้าสวนอย่างเสียดายที่มาไม่ทัน




ศิวพรบอกว่าสวนสมเด็จฯ แห่งนี้เป็นสวนที่มีดอกลำดวนหลายหมื่นต้น เมื่อก้มลงมองตามทางเดินก็เห็นหลักฐานอยู่เต็มพื้น แม้ว่าช่วงที่เรามาจะไม่ใช่ฤดูกาลออกดอกพร้อมพรักของลำดวนก็ตาม ฉันเดาว่าเพราะเหตุนี้ลำดวนจึงเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ

ระหว่างเดินคุยกัน ตาฉันก็สังเกตุคนอื่นไปด้วย คนที่มาเที่ยวในสวนมีทั้งครอบครัวใหญ่ที่คุณยายนั่งอยู่บนวิลล์แชร์มีหลานตัวกระเปี๊ยกช่วยเข็นอยู่ข้างหลัง มีครอบครัวเล็กที่จูงมือลูกมาเดินรับลมในสวน คู่รักวัยรุ่นกำลังจีบๆ กันในดงยุง และก๊วนเพื่อนที่เดินเป็นกลุ่มบนทางเดินในสวนและเราก็เป็นกลุ่มหนึ่งในนั้น ฉันเดินเรื่อยๆ ในสวนจนไม่รู้ว่าความเริ่มล้าหรือความร่มรื่นอันไหนที่ทำฉันอยากพักหลับตาแอบงีบลงบนสนามหญ้าแถวนี้กันแน่


เมื่อเราก็เดินมาเกือบสุดสวนฉันก็เจอกับถังขยะที่สะดุดตาเหลือเกิน ก็ปกติเราจะเจอถังขยะที่ติดป้ายว่าขยะเปียกกับ ขยะแห้ง ไอ้นี่มาเจอ "ขยะขายได้" กับ "ขยะเหลือเดน" อะโห้ย...แยกได้ชัดเจนและเข้าใจกระจ่าง แต่ชื่อเรียกอันหลังนี้มันหยั่งกะไม่เคยมีคุณงามความดีอะไรกะเขาเลย ชื่อเรียกมันช่างน่าสงสารแท้ เอาซะฉันไม่กล้าทิ้งอะไรใส่ถังนั้นเลยสงสารขยะชิ้นน้อย  ซึ่งป้ายติดถังขยะในสวนนี้ก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในความแปลกพีคที่ประทับใจของทริปนี้




เราเรียกแท็กซี่จากสวนสมเด็จฯ ต่อไปยังศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งที่นี่จะให้เรียกว่ามาเที่ยวก็ไม่เชิงเพราะตอนนั้นเวลาเที่ยวของเราเหลือน้อยเต็มที แล้วอีกอย่างคือศิวพรไปรับปากงานรับจัดช่อดอกไม้ให้อาจารย์ในตอนเย็น ทำให้เราถ่ายรูปไปด้วยมองนาฬิกาไปด้วยเพราะต้องกะเวลาที่รถไฟจะพาเรากลับให้ทัน 





คิดภาพตามถึงสภาพฉันและผองเพื่อนได้ดังนี้ คนหนึ่งยกไม้เซลฟ์ฟี่ขึ้นมาตั้งท่าถ่ายรูป คนหนึ่งดูนาฬิกา คนหนึ่งโทรคุยกับอาจารย์ที่รับงานจัดดอกไว้ อีกคนหนึ่งก็กำลังโทรเรียกแท็กซี่ให้มารับพร้อมกับยิ้มให้กล้องไปด้วย อิรุงตุงนังไปหมด 

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นทำให้ความทรงจำของฉันที่มีต่อศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำคือที่เที่ยวที่ใช้เวลาน้อยที่สุด และได้ถ่ายรูปรัวมากที่สุด และรีบกลับอุบลให้เร็วที่สุด จะให้เรียกว่าชะโงกทัวร์ก็ยังดีกว่า นี่เหมือนมาเล่นเกมส์จับเวลาทำมิสชั่นให้สำเร็จ  ขอเรียกช่วงเวลาสั้นๆ ที่สร้างความผูกพันระหว่างฉันกับที่นั่นด้วยคำเปรียบเปรยว่า ตดยังไม่ทันหายเหม็น ก็ต้องเผ่นกลับอุบลซะแล้ว

ทริปนี้ถูกปิดท้ายด้วยการนอนยาวบนรถไฟฟรี ไปตื่นอีกทีตอนถึงสถานีอุบล  ก่อนที่เราจะไปช่วยจัดดอกไม้ต่อตามที่รับงานจากอาจารย์ของศิวพรไว้ 

เป็นทริปไปไวมาไวภายในครึ่งวัน และเป็นทริปที่ฉันจะไม่ลืมความมาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็วเลย...








"อุบล" ดินแดนนี้ เป็นราชธานีดีต่อใจ : หมูกระทะของเปาปุ้นจิ้น







อุบลราชธานี ที่บางทีก็เรื่อยๆ บางทีก็รีบเร่ง

ฉันนั่งเขียนอุบลราชธานีเป็นครั้งที่ 4 ที่มันเป็นครั้งที่สี่ก็เพราะสามครั้งที่แล้วฉันพยายามเขียนแต่ก็ไม่จบ เวลาเขียนแต่ละครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่ฉันพอใจ รึคิดว่ามันจะพอดีเลย ทำให้อุบลราชธานีของฉันเลยถูกเขียนครั้งแล้วครั้งเล่า จนถูกบิด ตัด ดัด เปลี่ยน ไม่เหลือความอร่อยของเรื่องหลัก และไม่มีเสน่ห์จากรสมือฉันแม้แต่น้อย พออ่านออกมาเลยรู้สึกเหมือนกับอาหารที่กินได้แต่ไม่อร่อย

ครั้งนี้ฉันกลับมาเขียนเล่าเรื่องให้ตัวเองในอนาคตได้กลับมาอ่าน และคิดถึงช่วงเวลาที่ฉันไปเที่ยวอิสานแบบจริงๆจังๆ ครั้งแรก ไม่ใช่แค่ผ่านเหมือนตอนไปลาว แต่เป็นการตั้งใจไปหาเพื่อนสนิท ไปดูไปเห็นไปเป็นแบบเพื่อน ไปเรียนรู้ชีวิตอินดี้อิสานสักครั้ง

 ฉันจะเล่าอุบลของฉัน ที่ฉันได้พบที่ฉันได้เจอ เผื่อวันไหนอยากย้อนเวลากลับไป ฉันจะได้เปิดอ่านอีกที

จะเล่าโดยไม่เรียง  ดังนี้

หมูกระทะของเปาปุ้นจิ้น
         
สองสามอาทิตย์มานี้ฉันงอแงจะกินบุปเฟต์หมูกระทะให้ได้  ไม่งั้นคงลงแดงดิ้นตายแน่ๆ

ต้องขอบคุณที่ฉันมีเพื่อนน่ารักคอยตามใจ อยากกินอะไรก็ไปด้วยกัน ฉันเลยได้กินหมูกระทะที่ร้านใกล้อนุสาวรีย์ในวันว่าง แม้จะสมหวังที่ได้กินแต่รสชาติก็ยังไม่เป็นดั่งใจปรารถนา เพราะเตาที่ที่ร้านนั้นจะปิ้งสามชั้นยังไงหนังก็ไม่ยอมกรอบสักทีสภาพออกมาคล้ายหมูลวก ไม่ต่างอะไรกับที่จุ่มอยู่ในร่องน้ำซุปข้างๆ เลย แล้วอีร่องน้ำซุปก็ยังดันเล็กเกินกว่าจะเอาช้อนลงตักได้ พอร่องมันเล็กก็เลยทำให้น้ำเค็มเร็วจากซอสหมักหมูที่ไหลลงมาสะสม ช่างไม่สุขอุราเอาซะเลย อีกอย่างคือการคิดเงินแบบเหมาจ่าย กินมากน้อยยังไงก็ราคาเดียวกัน ฉันเคยคิดว่าราคานี้ยุติธรรมแล้วร้านไหนๆ ก็คิดแบบนี้ 


          แต่! ...ลองฟังที่ฉันเล่า หมูกระทะของเปาปุ้นจิ้นก่อน ความคิดเธออาจจะเปลี่ยนไป แล้วเข้าใจว่าทำไมฉันถึงติดใจหมูกระทะเมืองอุบล


ตั้งใจไปเจอเพื่อนที่อุบลทั้งทีมันก็ต้องมีรวมวงหมูกระทะกันซะหน่อย มื้อเย็นวันแรกของฉันเลยหนีไม่พ้นเข้าร้านบุปเฟต์หมูกระทะ ศิวพรเพื่อนตัวน้อยของฉันบอกว่ามีร้านให้เลือก 2 แบบ แบบแรกคือสั่งมาเป็นชุด มีเล็ก กลาง ใหญ่ตามราคา แต่แบบนี้ฉันคิดว่าอาจมีบางอย่างที่เราไม่กินติดมาด้วย อ๊ะงั้น ลองฟังเงื่อนไขแบบที่สอง ศิวพรบอกว่าคือแบบตักเองแล้วชั่งกิโลคิดตามราคา กิโลละ 189 บาท

ดะ...เดี๋ยวนะ แล้วสองแบบนั้น มันจะเรียกว่าบุปเฟต์ได้ยังไงว๊า...


อย่างที่ฉันเข้าใจอ่ะนะ บุปเฟต์คือตักเท่าไหร่ก็ได้ตามใจเราไม่ใช่เหรอ
แล้วนี่ไม่มีแบบไหนที่เราจะเลือกตักได้แบบจัดเต็มเลยนี่นา 
พอถามศิวพร ฉันก็ได้คำตอบที่ได้เอาฉันงงเต๊กไปเลย


ก็บุปเฟต์ผัก กับวุ้นเส้นไง ที่ร้านเขามีให้ตักได้ตามสบายเลย


อื้อหือออ...อย่างงี้ก็ได้เหรอ ??






เอาวะ จะได้ไม่ได้ มันก็ไม่ต่างกันหรอก สุดท้ายฉันก็เลือกร้านแบบชั่งกิโล ลองดูละกันแปลกใหม่ ไม่เป็นไรหรอก


ก็ตามสเต็ปร้านหมูกะทะทั่วไปหลังจากเลือกโต๊ะแล้ว ฉันก็ตรงดิ่งไปกำกับการผลิต เลือกหมูแต่ชิ้นที่ถูกใจ จะตักหมึกไปก็ต้องชั่งใจว่าเอากี่ชิ้น ไม่ว่าจะหิวโหยมาจากไหนพอมาถึงไลน์ตักวัตถุดิบก็เป็นอันต้องตั้งสติ (สำหรับฉันนะ) ถ้าตาใหญ่กว่าท้องเอาแต่ตักๆๆ สุดท้ายมันเหลือเต็มโต๊ะจะทำไงได้ล่ะ ก็ต้องตักเท่าที่คิดว่าจะกินก่อนแบบพอดีพุง ถ้ายังไม่พอก็ค่อยมาเติมอีก ตักเสร็จก็ไปที่โต๊ะแคทเชียร์เขาจะชั่งกิโลให้แล้วบอกว่าทั้งหมดเป็นราคาเท่าไหร่ เสร็จแล้วเขียนลงในบิล


เราได้น้ำจิ้มหมูกระทะคนละ 1 ถ้วย ไม่มีน้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มซีฟู๊ด หรือน้ำจิ้มสะเต๊ะให้เลือก ที่นี่สูตรเดียวจิ้มทั้งเนื้อ หมู หมึก ไก่ กุ้ง ผัก all in one ของแท้ และเตาก็เป็นแบบเตาถ่านอั่งโล้กับที่ปิ้งหมูกระทะแบบบ้านๆ มีรูให้ไอร้อนโดนเนื้อหมูและขอบหนังของสามชั้น จึงทำให้กรอบ ร่องน้ำซุปก็เอาช้อนวางได้ ลวกอะไรก็ใส่เข้าไปเต็มๆ ไม่เหมือนเตาแบบทองเหลืองที่ใช้ตามร้านทั่วไป


พอนั่งกินไปสักพักก็เริ่มอิ่ม เราตักเยอะในครั้งแรกเท่านั้น ครั้งหลังที่ตักก็แค่มีเนื้อมาอีกนิดหน่อย การกินแบบนี้ทำให้ฉันรู้จักชั่งใจ และกินผักเยอะกว่าตอนกินปกติ เพราะตอนที่ใกล้จะอิ่มแต่รู้ว่ายังพอเหลือพื้นที่น้อยๆ ในพุง เราก็จะมาคิดกันว่าเราจะเลือกไปเติมเนื้อ หรือผักเพิ่มดี และผลสรุปมักออกว่าตักผักดีกว่า


เช้าหลังจากกินหมูกระทะเราก็ไม่มีปัญหาท้องอืด หรือท้องผูกเลย และฉันก็รู้สึกดีที่ได้กินผักเพิ่มขึ้น แม้จะมีของให้เลือกไม่เยอะ แต่การกินผักทดแทนก็ดีอยู่มาก


ก่อนกลับกทม. เย็นวันนั้นฉันก็ขอจัดหมูกระทะอีกครั้ง แบบนี้ถ้าไม่ติดใจจะให้เรียกอะไรล่ะ


พอกลับมาฉันได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนอีกคนฟัง รีน่าบอกว่า หมมม...ถ้าเป็นงั้นฉันคงไม่ได้อ่ะ เพราะฉันเป็นเด็กไทยสมัยใหม่ ไม่กินผัก


มีอีกเรื่องหนึ่งที่ควรดอกจันไว้ **ทั้งสองครั้งเมื่อหารเฉลี่ยแล้วเราจ่ายกันครั้งละไม่ถึงร้อย ย้ำ ไม่ถึงร้อยทั้งสองครั้ง!!! ให้ฉันกินทุกวันยังได้เลย!









"อุบล" ดินแดนนี้ เป็นราชธานีดีต่อใจ : หลักสูตรแม่ศรีเรือนระยะสั้น





หลักสูตรแม่ศรีเรือนระยะสั้น

ศิวพรเพื่อนตัวน้อย 150 cm. ของฉัน เธอรักดอกไม้เป็นชีวิตจิตใจ  ตั้งแต่เรารู้จักกันเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาฝึกงานที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ก็เห็นว่าเธอมักตื่นตาตื่นใจกับสวนดอกไม้ โรงเรือนอนุบาลไม้ดอกเมืองหนาว สวนกุหลาบหอมๆ ตอนเลือกชมรมเธอก็เลือกจัดดอกไม้ พอกลับลงมาเธอก็เริ่มทำอาชีพเสริมเป็นแม่ค้าดอกไม้เรียนไปด้วย ขายไปด้วยจนถึงตอนนี้

ฉันมักเห็นศิวพรโพสต์ลง Facebook เพื่อให้ลูกค้าได้สั่งพวงมาลัยดอกไม้ ช่อดอกไม้ไหว้พระ กระทงดอกไม้ และอื่นๆ เท่าที่เธอสามารถทำได้ และทำไหว

ศิวพรบอกว่าเพื่อนทุกคนที่มาพักกับเธอ หากมาใกล้วันพระหรือวันที่รับงานไว้ เพื่อนก็จะกลายเป็นลูกมือจำเป็น และจะทำเป็นไม่เป็นก็ช่าง เธอจะคอยสอนด้วยตาที่ตั้งใจ ให้ดูมือน้อยจับดอกไม้ พร้อมกับอธิบายเป็นภาษาอิสานที่สนุกสนานแกมตลกตามสไตล์ของเธอ

ศิวพรบอกฉันว่า : กาแฟเธอไม่ต้องกลัว เธอได้ช่วยฉันแน่นอน  (พร้อมกับหัวเราะตามเอกลักษณ์ของศิวพร)

และหลักสูตรแรกของฉันคือพับใบเตยให้เป็นดอกกุหลาบ  ฉันเห็นบ่อยๆ ในตลาด พอได้ลองทำหน่อยก็ออกมาเละ ใบเตยแตกฉีกและช้ำไปหมด  สองสามดอกผ่านไปถึงจะดีขึ้น  และสุดท้ายฉันกับศิวพรก็ทำจนเสร็จ วันนี้เราไม่ได้เอาไปขาย ศิวพรจะเอาไปให้คุณย่าของเธอวางไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้านแทนอันเดิมที่วางไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน 

ศิวพรบอกว่าคุณย่าชอบกลิ่นเตยหอมมากกว่ากลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่เป็นเคมี กลิ่นฉุน เพราะกลิ่นเตยหอมจะค่อยๆ หอมออกมา พาสดชื่น






เข้าสู่หลักสูตรที่ 2 ร้อยพวงมาลัย

ชีวิตฉันเฉียดเข้าใกล้การร้อยพวงมาลัยมากที่สุดก็ตอนทำพานพุ่มไหว้ครู สมัยมัธยมต้น
และตอนนั้นฉันก็ไม่ได้เป็นคนร้อยพวงมาลัยด้วย เพราะดอกพุดแพงมาก (ยิ่งเป็นวันครูอ่ะนะ) เพื่อนที่ร้อยเป็นเลยรับหน้าที่นั้นไป ส่วนฉันก็มาเย็บแบบกับทำตุ้งติ้งดอกข่าด้วยกุหลาบมอญ  ด้วยความมือใหม่ วัตถุดิบก็จำกัด เวลาก็จำกัด ผลงานเลยออกมาสวยบ้างไม่สวยบ้าง ฉันได้ทำอยู่ 3 ปีติดกัน หลังๆ มาเลยพัฒนาขึ้นบ้าง

ศิวพรไปรับดอกพุดมาจากคุณยายที่เป็นเจ้าประจำของเธอ คุณยายเก็บดอกพุดห่อไว้ในหนังสือพิมพ์อย่างดีส่งให้เรา เมื่อมาถึงหอศิวพรก็รีบเอาใส่ตู้เย็นไว้เพื่อรักษาความสดใหม่  พอถึงเวลาร้อยมาลัยเราก็แกะห่อแล้วค่อยๆ จับก้านดอกเสียบเข็มแล้วรูดลงมา ทำอย่างเบามือ เล็งให้ปลายดอกพอดีกัน พยายามไม่ให้มันโด่งออกมานิด หรือย่อเข้าไปหน่อย ทำได้สักระยะก็รูดลงมาใส่เส้นด้ายที่ร้อยรูเข็มรอไว้ ฉันแทบกลั้นหายใจ...

ร้อยจนเสร็จได้มาลัยตามจำนวนที่ต้องการแล้ว ยังมีดอกพุดเหลืออยู่ฉันเลยขอลองทำต่ออีกนิด ศิวพรบอกฉันว่าอยากทำก็ทำเลย เธอปล่อยฉันตามสบายกับดอกพุดที่เหลืออยู่ เพราะถึงยังไงศิวพรก็ไม่ใช้แล้ว ตอนนั้นฉันดีใจลิงโลดมาก จากดอกไม้ที่แพงจนฉันไม่เคยได้เอามาหัดร้อย ตอนนี้กลับอยู่ตรงหน้าฉันเป็นกอง

แล้วฉันก็เริ่มร้อย ร้อยเสร็จฉันก็เก็บไว้ในตู้เย็นให้มันไม่ดำ มีเวลาหน่อยฉันก็ร้อยวันละพวง พอหัดได้สามวันฝีมือฉันก็ดีขึ้น  ตอนนั้นฉันคิดถึงคำว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เพราะฉันเคยคิดว่าฉันสมาธิสั้นทำงานละเอียดแบบนี้คงจะออกมาไม่สวยเท่าไหร่ แต่นั่นเพราะฉันยังไม่ได้ลองทำ เมื่อได้ทำเลยได้รู้  แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายดอกมันก็ดำตามสภาพที่ควรเป็นฉันต้องรูดดอกออกจากเข็มร้อยลงถังขยะ แต่ไม่เป็นไรครั้งหน้ามาใหม่ฉันก็จะไม่พลาดการร้อยมาลัยแน่นอน

มีอีกอย่างหนึ่ง ฉันได้ช่วยศิวพรทำมาลัยไหว้พระส่งให้ลูกค้า ซึ่งวิธีทำง่ายและเร็วกว่าการร้อยมาลัยมาก ทำแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว แต่ตอนนี้ก็จำไม่ได้แล้วหละ






หลักสูตรที่ 3 จัดดอกไม้

หลักสูตรนี้เกิดอันเนื่องมาจากศิวพรรับงานจัดดอกไม้รอบโต๊ะหมู่บูชากับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไว้  ศิวพรเลยรีบตื่นแต่เช้าแล้วขี่รถไปหาดอกไม้ที่ตลาดมาแช่น้ำ กว่าฉันจะตื่นเต็มตาศิวพรก็ไปหาวัตถุดิบมาได้ครบหมดเตรียมไว้สำหรับการจัดดอกไม้ตอนเย็น
พอถึงเวลาจัดเตรียมดอกไม้ สิ่งที่ฉันได้ทำคือพับใบเตยเป็นดอกกุหลาบให้เยอะเข้าไว้  กับพับกลีบดอกบัวให้ซ้อนกันสวยงาม อันหลังนี้ฉันพอมีพื้นฐานอยู่บ้างจากการช่วยงานของอำเภอทำรถขบวนไม้ดอกไม้ประดับ จ.เชียงใหม่ ที่ประกวดทุกต้นเดือนกุมภาพันธ์ งานนี้เลยสบายมาก

เมื่อเตรียมดอกไม้พร้อมแล้วศิวพรก็ทำหน้าที่เป็นคนเสียบดอกไม้เข้ากับฐานให้สมดุลกันทั้งซ้ายขวา
พอเสร็จก็ส่งต่อให้ฉันเสียบดอกเล็กๆ แซมเข้าไปให้พุ่มดอกดูไม่โล่งไป  เพื่อนคนอื่นๆ ก็จับหน้าที่ตัดใบพัดญี่ปุ่นบ้าง จับจีบกลีบดอกบัวบ้าง เข้าห้องน้ำ (ท้องเสีย) บ้าง...

ร่วมด้วยช่วยกันงานก็เสร็จ แม้จะเลทไปจนไม่ได้ไปกินหมูกระทะตามที่หวัง แต่ศิวพรก็พาเพื่อนๆ ไปเลี้ยงสุกี้แทน

และวันถัดมาศิวพรก็ได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ว่าคณะบดีชอบดอกไม้ที่เราช่วยกันจัดมาก ดังนั้นทุกๆ วันพระจะมอบหมายให้ศิวพรเป็นคนดูแลดอกไม้หน้าโต๊ะหมู่บูชา นับว่าเป็นเรื่องราวดีๆ






"อุบล" ดินแดนนี้ เป็นราชธานีดีต่อใจ : มัมมี่ดอกไม้






มัมมี่ดอกไม้

หลายคนคงรู้ว่าแดนอีสานไทยเราเป็นเป็นถิ่นไดโนเสาร์ชั้นดี
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าดินแดนแห่งนี้มีมัมมี่อยู่ด้วย...

คิดว่าแว๊บแรกแต่ละคนคงคิดถึงมัมมี่ฟาโรห์ที่เอามือไขว้กันแนบอกพันผ้ารอบตัวหัวจรดเท้า หรือไม่ก็มัมมี่แมวที่พันผ้ารอบตัวตั้งแต่ปลายหูจรดปลายหางตามแบบอียิปต์แน่ๆ

แต่ที่ฉันไปเจอและไปลองทำมานี้เป็นมัมมี่ที่ไม่ต้องมีผ้าพันและไม่น่ากลัวอย่างนั้นซักนิด ไม่ต้องมีฟาโรห์ และไม่ต้องมีน้องแมวที่ม่องเท่งด้วย เพราะมันคือ มัมมี่ดอกไม้” ชื่อนี้ฉันตั้งให้ คิดว่าเข้ากันดีกับวิธีทำดอกไม้ศพ เอ๊ย! ดอกไม้สดให้คงความงามเป็นอมตะ

เพราะหลักการมันคล้ายกันคือ  เอาความชื้นออกจากดอกไม้อย่างรวดเร็ว พอน้ำในเซลล์ออกไปจนหมดเม็ดสีและผนังเซลล์ที่ยังไม่ทันรู้ตัวก็จะแห้งติดและคงรูปร่างอยู่อย่างนั้น พอดอกไม้แห้งดีแล้วสีและขนาดดูไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากเดิมนักเลย พอเอามาจัดไว้ในโถแก้วให้สวยงามตามต้องการ ก็กลายเป็นของตกแต่ง ของที่ระลึกเพิ่มมูลค่าขึ้นไปอีก






เอาหละ คราวนี้ก็ถึงเวลาลงมือทำมัมมี่ดอกไม้ของเราจริงๆ  เริ่มที่...

ศิวพรขนกระปุกขนาดต่างๆ มาเรียงไว้ตรงหน้าฉัน ในกระปุกมีเกล็ดสีขาวเหมือนน้ำตาลทรายอยู่เกือบเต็ม เรียกว่าซิลิก้าทราย ศิวพรบอกว่ามันจะช่วยดูดความชื้นออกจากดอกไม้ เมื่อเราฝังดอกไม้ไว้ในซิลิก้าทรายเป็นเวลา 1 อาทิตย์หรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับความหนาบางของกลีบดอกเราก็จะได้ดอกไม้ที่แห้ง บางเบา แต่สีอาจจะซีดลงไปนิดหน่อย จากนั้นเราค่อยย้ายดอกไม้ที่แห้งดีแล้วไปเก็บไว้ในกระปุกที่มีซิลิก้าเจล ตอนเอามาไว้ในกระปุกใหม่นี้เราแค่เอาดอกไม้วางเฉยๆ ไม่ต้องฝังเพราะดอกไม้แห้งอยู่แล้ว เราแค่เอาวางบนซิลิก้าเจลเพื่อรักษาสภาพแห้งไม่ให้ความชื้นภายนอกรบกวนเท่านั้น






ระหว่างที่ฉันช่วยเป็นลูกมือแยกดอกไม้กับซิลิก้าทราย ก็ได้ยินศิวพรบ่นเรื่องสีดอกที่ซีดไปจากที่คาด นี่อาจเป็นข้อด้อยที่เกิดจากกระบวนการทำดอกไม้แห้งแบบนี้ คือเราได้ดอกไม้ที่แห้งทนอยู่นาน แต่สีของกลีบดอกไม้จะซีดลงไป และเราก็เดาไม่ได้ว่าดอกไม้ชนิดไหนจะซีดมากหรือซีดน้อย มันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ความบางของกลีบดอกไม้ และเวลาที่เราบ่มดอก แปลว่าถ้าอยากให้ออกมาดูดีก็ต้องทดลองในเงื่อนไขหลายแบบ

ในงานของศิวพรดอกไม้ส่วนใหญ่จะเป็นดอกบัวสี กับดอกเบญจมาศขนาดเล็ก  ฉันแนะนำศิวพรหาดอกไม้สีสดมาทำบ้าง เช่นดอกกุหลาบ ดอกดาวเรือง ดอกลิลลี่ เอาแบบใหญ่ๆ อลังวังเวอร์





ศิวพรบอกว่าเราจะลองทำก็ได้แต่มันก็ขึ้นกับความนิยมของลูกค้าด้วย เพราะดอกไม้บางชนิดถ้าเราหาซื้อง่ายในตลาดทั่วไป มีขายทุกวัน คนส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจจะซื้อดอกชนิดนั้นแบบแห้งไปเป็นของฝากหรือไปตกแต่งบ้านเท่าใด แต่ถ้าเป็นดอกไม้ที่สวย ราคาสูง หายากตามท้องตลาด และมีความหมายมงคล ลูกค้าก็จะสนใจซื้อหามากว่า

พอย้ายดอกไม้เสร็จ ศิวพรก็พาฉันเดินดูดอกที่จัดเป็นช่อในโหลแก้วที่ตั้งโชว์ไว้ในห้องทดลอง
แล้วอยู่ๆ ฉันก็คิดไอเดียแจ่มแมวเพื่อให้เป็นอมตะว่า

กาแฟ : ถ้าฉันตายนะ ฉันจะเขียนพินัยกรรมให้ลูกหลานเอาฉันฝังไว้ในซิลิก้าทรายสักปีนึ๊ง 
           แล้วครบเวลาค่อยขุดออกมาไว้ในซิลิก้าเจล 
ศิวพร : โหเธอ ฉันว่านะตอนเอาลงซิลิก้าทรายเขาจะทำอยู่หรอก แต่เขาก็จะฝังไว้เลย 
          คงไม่มีใครไปขุดเธอขึ้นมาไว้บนซิลิก้าเจล ฉันว่าเลย  คิดได้นะเธอ






นี่คือดอกไม้แห้งที่วางบนซิลิก้าเจล สีซีดไปหน่อย กลีบหลุดง่ายไปนิด 
ศิวพรต้องเรียนรู้เทคนิคทำดอกไม้แห้งอีกมาก  แต่ก็ไม่เคยเบื่อ เพราะศิวพรชอบดอกไม้