วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปาย...ทริปนี้ 24 ชั่วโมง


ปาย...ทริปนี้ 24 ชั่วโมง





ชั่วโมงที่ 1 (8.00 น.)

# ถึงสถานีขนส่งอาเขตพร้อมกับตั๋วรถ เชียงใหม่ - ปาย 3 ใบ

# เดินหาเจ้าของอีก 2 ใบที่เหลือ และพบว่าพวกเธอมารออยู่ในสถานี่ก่อนแล้ว

# สำหรับเจ้าของตั๋วในมือฉัน หนึ่งในนั้นคือเพื่อนเก่า ที่รู้จักกันเมื่อสี่ปีก่อน ครั้งยังเป็นละอ่อนในมหาวิทยาลัย เราเจอกันอีกครั้งเมื่อวานนี้ และล่าสุดคือตอนนี้

# รอบนี้เป็นการไปปายครั้งที่ 4 ของฉัน ครั้งที่ 2 ของชิซาโต้ และครั้งที่ 1 ของฮิโตมิ พี่สาวเธอ

# ตั๋วรถยังราคาเดิมเหมือน 4 ปีก่อน (150 บาท/คน) เวลาในการเดินทางก็เช่นกัน (3 ชั่วโมงในดงดอย)

# โค้งยังคงมี 2 โค้งเท่าเดิม ... อ๊ะแหนะ รู้ทันชิมิล่า (ซ้าย กะ ขวา) นับไปนับมา รวมได้ 762 โค้ง

# นอกจากพ่อแก้ว แม่แก้ว แล้ว อีกตัวช่วยที่ฉันขอใช้สิทธิ์ประจำคือ ยาแก้เมา ที่ช่วยให้เราผ่านทางขึ้นเขาไปได้

# ล้อหมุน 8.30 นาฬิกา พร้อมกับฤทธิ์ยาที่เริ่มพาเรามึน

# หลับได้หลับดี แม้จะมีเสียงรบกวน ราวกับเป็นขบวนสหประชาชาติ ทั้งแมนดาริน กวางตุ้ง อังกฤษ (ญี่ปุ่นชิงหลับไปก่อน ไทยแลนด์ก็นอนตามหลังติดๆ)


ชั่วโมงที่ 2 (9.00 น.)

# ทุกคนสะดุ้งตื่น เมื่อทหารยืนแล้วส่องเข้ามาในรถ (ตรวจคนหลบหนีเข้าเมือง และสิ่งผิดกฎหมาย)

# เราจะได้จ๊ะเอ๋กับพี่ทหารแบบนี้ ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ ไม่ว่ากำลังหลับหรือตื่น


ชั่วโมงที่ 3 (10.00 น.)





# รถจอดพักที่ครึ่งทาง ให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำ ซื้อขนม

# สะสมพลังเตรียมไปต่อกับอีก 1 ชั่วโมงที่รอ บนเมืองปาย

# ค่าเข้าห้องน้ำ 3 บาท จ่ายแล้วเดินส่อง ทำไมน้ำราดทุกห้องเป็นสีโอวัลติน

# กลอนประตู ไม่น่าไว้ใจ กับกลิ่นมาดามหอมนั่นไง ที่เข้าไปขมคอ

# การฉี่ที่ทรมาน คือฉี่พร้อมการกลั้นหายใจ

# กลับที่นั่ง  ไปต่อ...


ชั่วโมงที่ 4 (11.00 น.)

# ระหว่างทาง มีฝนตกนิดหน่อย แต่ประมาณ 3 นาทีรถเราก็วิ่งออกจากเขตฝนตก




# มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นดอกบัวตองสีเหลือง บานกระจายอยู่ริมทาง สวยนะ

# พอเข้าเขตปาย ขนาดยังไม่ถึงบ่ายก็ร้อนจนจุลินทรีย์ในลำไส้ควาย ตายง่ายๆเลยนะเออ

# เมื่อถึงสถานีพี่ชายใจดีของฉันก็มารับ





# เราเอากระเป๋าไปไว้ที่เกสต์เฮาส์ก่อน

# มองจากระเบียงเกสต์เฮาส์เห็นวิวสนามหญ้ากับภูเขาสวยเลยหละ

# พี่บอกว่าตรงนั้นเป็นสนามบอล เมื่อก่อนทุกเย็นก็มีคนไปใช้ แต่หลังจากมีน้ำท่วมใหญ่สนามก็เต็มไปด้วยเศษไม้กับหินแม่น้ำคมๆ แม้ตอนนี้น้ำจะลดไปแล้วแต่ก็อันตรายถ้าจะไปเดิน หรือเล่นบอลที่นั่น มันเลยกลายเป็นสนามร้างไป


ชั่วโมงที่ 5 (12.00 น.)

# กองทัพต้องเดินด้วยท้อง พี่พาไปร้านของเพื่อนชื่อว่า "กาดจัน คาเฟ่"

# ร้านอยู่ใกล้สนามบิน แม้อาหารจะช้านิดหน่อย แต่ก็สมการรอคอยเพราะจานใหญ่มาก

# ชิซาโต้สั่งผัดไทยเพราะตั้งแต่มาถึงเชียงใหม่ยังไม่ได้กินเลย

# พี่ฮิโตมิ สั่งกะเพราไก่ไข่ดาว ชิซาโต้บอกนั่นเป็นอาหารไทยอย่างเดียวที่พี่สาวเธอทำได้

# ฉันควักไข่แดงให้พี่ฮิโตมิ ครั้งแรกที่เรากินข้าวด้วยกัน ครั้งแรกที่ฉันเอาไข่แดงให้คนพึ่งรู้จัก





ชั่วโมงที่ 6 (13.00 น.)

# เราแวะถ่ายรูปนาขั้นบันไดก่อนขึ้นไปบนหมู่บ้านจีนยูนาน



# ฉันแอบบีบเมล็ดข้าวเขา แล้วยื่นไปให้ชิซาโต้ กับฮิโตมิดู น้ำนมข้าว

# หมู่บ้านจีนยูนาน ที่ฉันอยู่นานไม่ได้ ร้อนเกิน



# ครั้งก่อนที่มาด้วยกัน อาคารนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ตอนเรามายังมีคนทาสีอยู่เลย

# สงสัยเรื่องม้าหมุนแรงคนว่าเวลาลงทำยังไงนะ ?

#พี่ชายบอกว่า เวลาจะขึ้น หรือลง เขาจะทำเป็นเลขคู่ คือ 1 ลงพร้อม 3 และ 2 ลงพร้อม 4 อย่างนี้นะ





ชั่วโมงที่ 7 (14.00 น.)

#ผ่านโรงเรียนสอนภาษาจีน นักเรียนที่นี่จะต้องมาเรียนภาษาจีนกันแต่เช้า ก่อนไปเรียนโรงเรียนตามปกติ และหลังเลิกเรียนก็กลับมาเรียนภาษาจีนอีกรอบ

# ผ่านไร่สับปะรดเพื่อขึ้นไปทะเลหมอก หยุน ไหล เพื่อนตื่นตาตื่นใจมากกับไร่ที่เห็นแต่ใบแหลมๆ

# ทะเลหมอก หยุน ไหล เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของผู้นำชุมชนที่นี่ จึงมีการเก็บค่าเข้าชม 20 บาท/คน



# ก็มันตอนบ่าย หมอกเลยหายไปซะหมด แต่เห็นวิวเมืองปายสวยๆ แล้ว ก็พอทดแทนกันได้

# บนนี้มีที่ล๊อคกุญแจคู่รักด้วย แต่ตอนที่ฉันมาก็ไม่เห็นมีใครไปล๊อคเพิ่ม หรือแดดร้อนจะไหม้อย่างนี้ความโรแมนติกที่มีมันเลยระเหย

# มีคนมาขอแต่งงานบนนี้มากกว่า 20 คู่








ชั่วโมงที่ 8 (15.00 น.)

# เรามาถ่ายรูปกันต่อที่ Coffee in love คนในร้านกาแฟเยอะมาก เราเลยไม่เข้าไป

# ฮิโตมิตื่นเต้นกับบ้านสีเหลืองที่อยุ่ใกล้ร้านกาแฟ




# ชิซาโต้ชี้ให้ดูสิ่งที่เธอจำได้ เช่น รถกะป้อที่เคยขึ้นถ่ายรูปด้วยกัน ป้าย PAI IN LOVE จักรยานในสนามหน้าบ้าน






# เราพากันไปถ่ายรูปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน แต่เพราะพุ่มมันเตี้ย เราเลยนั่งยองๆ ถ่ายรูปกัน

# เรามาแวะถ่ายรูปที่ร้านนั่งเล่นอีกร้านหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ แต่หน้าร้านมีป้าย "สวัสดีชาวโลก"

# สี่ปีก่อนพี่เคยบอกฉันว่า "เพื่อนพี่จะจัดงานแต่งงานที่นี่" และตอนนั้นร้านก็ยังสร้างไม่เสร็จดีนัก

# ผ่านมาสี่ปี พี่พูดว่า "เพื่อนพี่เคยจัดงานแต่งงานที่ร้านนี้  ตอนเปิดใหม่ๆ ร้านนี้สวยมากเลยหละ"

# ฉันสังเกตเห็นว่าทางเดินของร้านเป็นรูปช้าง หน้าคน แมว ฯลฯ  ฉันจำไม่ได้ว่าตอนนั้นฉันเห็นแบบนี้รึเปล่า ฉันลืม




# ปายแคนยอน (กองแลน) ดูเหมือนว่าชิซาโต้จะชอบที่นี่มาก และตั้งใจพาพี่สาวมาที่ปายเพื่อสิ่งนี้
# ที่ไหนก็ตามที่มันเป็นผาสูง กลางหูบเหว ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือป่า คนก็มักเรียกว่าแกรนด์แคนยอนที่นั่น ที่นี่
# ถ้าตัดความคิดที่ว่าเหมือนออกไป  มันก็สวยของมันอยู่อย่างนั้น สวยแบบไม่ต้องเอาไปอ้าง เอาไปอิงว่าเหมือนที่นั่นที่นี่ ของบ้านนี้ เมืองนั้น

# ชิซาโต้ใจบ้า เอ๊ย! ใจกล้ากว่าที่คิด ชวนฉันและฮิโตมิลอดช่องน้อยๆเพื่อจะไปชมวิวยอดอื่นของปายแคนยอนมาก

# แต่เธอใส่ส้นสูงบนทางสูง แคบ และชัน  จนฉันต้องเรียกพ่อแก้วแม่แก้ว

# พี่ชายฉันกลัวความสูง เลยขอรออยู่ที่ศาลาพักร้อน พักปุ๊บร้อนปั๊บ

# สมกับการไต่มาดูวิวตรงนี้จริงๆ ชิซาโต้พูดแต่สวย สวย สวย พร้อมกับปาดเหงื่อบนหน้า



# ส่วนฮิโตมิ ก็พูดแต่คำว่า ฮอทสึ ฮอทสึ ฮอทสึ  ก็ใส่เสื้อแขนยาวกันแดดกันลมมาขนาดนั้น ทำฉันคิดถึงความร้อนเวลาคนอยู่ไฟอบสมุนไพรในกระโจม  โอ้ยเข้าใจอารมณ์เจ๊

# มองไปรอบๆ เราอยู่ท่ามกลางขุนเขา และลำเนาไพร  พอก้มลงไป โอ้ยหัวใจจะวาย สูงเกิน

# เดินกลับออกมาพร้อมอาการกระหายน้ำแบบสุด

# ตอนเดินออกมาเราฉันเห็นหลักกิโลยักษ์อยู่ตรงข้ามปายแคนยอน  พี่บอกว่าตรงนั้นเป็นป้อมตำรวจเอาไว้สังเกตการณ์ เพราะที่ปายแคนยอนเวลาค่ำจะไม่มีไฟฟ้า วัยรุ่นชอบมาซ่องสุม และยกพวกตีกัน


ชั่วโมงที่ 9 (16.00 น.)

# ตอนขึ้นรถมาจากเชียงใหม่เราต่างก็แข่งกันหลับ จนไม่ทันเห็นวิวสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย

# บนสะพานมีแต่นักท่องเที่ยวจีน ตั้งแต่รุ่นเตาะแตะ ไปจนรุ่นแง้มแงะฝาโลง เรียกว่าสะพานรวมญาติเห็นจะได้





# หนึ่งวันก่อนเรามามีฝนตกห่าใหญ่ แต่น้ำก็ยังไหลเอื่อยไม่ได้ขึ้นสูงเหมือนที่คิด

# ข้างล่างนั้้นมีคนถ่ายพรีเวดดิ้งด้วย




# เราเจอกัปตันแจ็ก สแปร์โรว์ บนสะพาน เพราะต่างจำได้ดีที่เพื่อนบอกว่าอยู่ใกล้แล้วกลิ่นตัวเขาอบอวลมาก  ตอนบ่ายอากาศร้อนอย่างนี้ สูดเข้าปอดทีฉันคงสลบ


ชั่วโมงที่ 10 (17.00 น.)

# เราจะไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่พระธาตุแม่เย็น

# ระหว่างทาง เราโชคดีเจอไร่ปปเทืองที่ดอกบานเหลืองเต็มที่ เลยลงไปถ่ายรูปด้วย




# แลกกับการได้รูปสวยคือ คันแขนมาก

#ชาวบ้านปลูกปอเทืองเพื่อปรับปรุงดิน หลังจากออกดอกมันจะเหี่ยวลง และถูกฝังกลบเพื่อเป็นปุ๋ยต่อไป

# ไร่นี้ดอกบานก่อนใครเพื่อน  ไร่ของคนอื่นรอบๆนี้กำลังเป็นต้นเล็กๆ อยู่เลย

# ถ้าทั้งหมดนี้บานพร้อมกัน ก็คงเหลืองสวยสว่างไปทั้งดอย

# เราเจอช้างตัวใหญ่ด้วย ฉันแปลกใจเพราะมาเมื่อก่อนไม่เห็นมี

# พี่บอกว่าทางก่อนขึ้นไปวัดพระธาตุแม่เย็นมีชุมชนเลี้ยงช้างอยู่




# ฉันอยากได้รูปสวยเลยเปิดหน้าต่าง กลิ่นขี้ช้างเลยเข้ามาในรถ ดีนะพี่ไม่ด่า

# ทางเดียวกันนี้มีแยกไปหาน้ำพุร้อนเมืองปายด้วย

# ถึงพระธาตุแม่เย็น เรายังต้องเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว ที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่บนนั้น

# วิวบนนี้เห็นทั่วทั้งปายเลยจริงๆ ยาวไปจนถึงอีกฝั่งคือหมู่บ้านจีนยูนานเลย

# ไม่ประทับใจ และอารมณ์เสียอยู่อย่างคือ การแต่งกายของนักท่องเที่ยวไม่เหมาะสมขั้นวิกฤต แต่ก็ไม่มีป้ายเตือน หรือเจ้าหน้าที่คอยบอกใดๆ ครั้นไอ้เราจะเข้าไปคงโดนเขาขย่ำ




# เราไม่รออยู่ถึงพระอาทิตย์ตกดิน  เพราะพยาธิน้อยเรากำลังดิ้นอยู่ในพุง ความหิวชนะทุกอย่าง


ชั่วโมงที่ 11 (18.00 น.)

# ก่อนกลับเข้าเกสต์เฮาส์พี่พาเราไปถ่ายรูปคู่กับบ้านกลับหัวอีกทีหนึ่ง

# มีสาวจีน 2 คนเดินมาจะรอถ่ายรูปต่อ แต่การรอคือยืนใกล้บ้านมากจนมีเธอเข้ามาอยู่ในรูปด้วย ถือซะว่าเป็นเพื่อนบ้านละกัน





# อีกที่หนึ่งคือ PAI VIEW POINT เป็นรีสอร์ทที่มีพื้นที่โล่งใหญ่ มองออกไปเห็นวิวเมืองปาย

# นอกจากที่นี่จะเป็นที่แต่งงานยอดนิยมแล้ว ก็ยังเป็นที่จัดคอนเสิร์ต ตั้งแคมป์กินลมชมวิว กันด้วย

# มีชิงช้าใหญ่ตั้งอยู่ ชิซาโต้ไปนั่งให้ฉันถ่ายรูป หารู้ไม่ข้างล่างชิงช้านั้นเป็นรังมดคันร้อยหมื่่นพันฝูง วิ่งออกมาแทบไม่ทัน โดนกันทั่วหน้า




# ไม่เป็นไรนอกจากชิงช้าใหญ่ ก็ยังมีชิงช้าเล็ก ชิซาโต้กับฮิโตมิพากันขึ้นไปนั่งเล่น แต่สำหรับฉันขอบายดีกว่าเพราะมันสูงเกิน

# อยู่ที่นี่เราเห็นพระจันทร์ใหญ่ แต่ก็ไกลจนถ่ายรูปยาก (อันที่จริงพรุ่งนี้ใหญ่สุด)





ชั่วโมงที่ 12 (19.00 น.)

# เรากลับมาล้างหน้าล้างตาที่เกสต์เฮาส์ เมื่อชิซาโต้ไม่อาบน้ำ ฮิโตมิกับฉันก็เลยไม่อาบด้วยเหมือนกัน

# เรากลัวว่าอาบน้ำไปถนนคนเดิน เดี๋ยวก็เหม็นกลับมาอีก

# อีกเหตุผลคือฉันหิวจนรอไม่ไหวแล้ว กินแมวได้ก็กินไปแล้วหละ

# ถนนคนเดินไม่อนุญาตให้รถยนต์ผ่าน แต่กับรถมอเตอร์ไซค์ และจักรยานผ่านฉลุย ดังนั้นจึงต้องเดินไปด้วย หลบรถไปด้วย

# เราจอดกันร้านแรกคือร้านโรตี ชิซาโต้เลือกโรตีกล้วย ฉันเลือกโรตีชีส ดูเหมือนชิซาโต้จะติดอกติดใจ




# เดินวนไปมาไม่มีอะไรมาก เราหาของกินมากว่าของฝาก และเดินเล่นดูร้านนั่นร้านนี่

# ชิซาโต้จำร้านที่เราเคยเลือกซื้อของฝากได้ด้วย ชบามาปาย

# หลังจากอิ่มท้องแล้วเราก็เดินกลับที่พัก

ชั่วโมงที่ 13 (20.00 น.)


# ก่อนเปิดประตูเกสต์เฮาส์ ฮิโตมีดันไปเห็นจิ้งจกมุดเข้าไปในห้องผ่านตรงช่องว่างของประตู แล้วเธอก็ร้องตกใจ

# ด้วยความระแวง ยิ่งมองหา ก็ยิ่งเห็น เรานับจิ้งจกหน้าเกสต์เอาส์ได้ประมาณ 5-6 ตัว

# อาจเพราะเราเปิดไฟไว้ แมลงจากสนามหญ้า และทุ่งนาใกล้ๆ เลยมาหา ระเบียงเลยกลายเป็นไลน์บุปเฟต์ของเหล่าจิ้งจกไปแล้ว

# ขนาดเข้าห้องยังต้องรีบเปิด-ปิดประตู กันแมลงจะบินเข้ามาด้วย

# แล้วดันมีแมลงตัวหนึ่งไปตกอยู่บนที่นอนของฮิโตมิ เธอตกใจใหญ่ ดีนะเป็นตัวที่ฉันไม่กลัวเลยหยิบออกให้ได้

# หลังจากอาบน้ำเราก็นอนกันด้วยความเมื่อยล้า  และอาจหวาดผวาสำหรับฮิโตมิ


ชั่วโมงที่ 14 (21.00 น.)

# พี่โทรมาถามว่าอยู่ไหนกัน ตอบไปว่าอยู่บนเตียงนอนแล้ว ชาร์จพลังแพ๊พ


ชั่วโมงที่ 15 (22.00 น.)


ชั่วโมงที่ 16 (23.00 น.)

ชั่วโมงที่ 17 (24.00 น.)

#สะดุ้งตื่นครั้งที่ 1 นึกว่าตีสาม


ชั่วโมงที่ 18 (1.00 น.)


ชั่วโมงที่ 19 (2.00 น.)


ชั่วโมงที่ 20 (3.00 น.)

#สะดุ้งตื่นครั้งที่ 2 นึกว่าตี 5

ชั่วโมงที่ 21 (4.00 น.)

ชั่วโมงที่ 22 (5.00 น.)

ชั่วโมงที่ 23 (6.00 น.)

# ตื่นนอน หลังจากทำธุระเสร็จแล้ว ก็ออกไปเก็บบรรยากาศตอนเช้าของเมืองปาย






# มีหมอกแค่ตรงบนดอย ตรงเราไม่มีเลย

# อากาศไม่ได้หนาวสั่น เหมือนใจฉันคิด




# ไกลๆที่เป็นสนามบอลร้าง มีวัวเล็มหญ้าอยู่ด้วย  สงสัยว่ามันอยู่ที่นี่ทั้งคืนเหรอ?

# ไม่นานเจ้าของก็มาลากมันกลับไป




# ปลุกเพื่อนขี้เซาให้ตื่น


ชั่วโมงที่ 24 (7.00 น.)

# พี่ชายมารับไปกินโจ๊กยามเช้าด้วยรถเปิดประทุนคันเก๋ (สามล้อพ่วง)

# ชิซาโต้กับฮิโตมิตื่นตาตื่นใจกับการนั่งรถแบบนี้  พอๆ กับที่สนุกกับการโบกมือให้เด็กนักเรียนที่กำลังเดินไปโรงเรียน





# เด็กนักเ่รียนใส่ชุดนักเรียน พระมาใส่บาตร คนไปตลาด คนง่วงเหล้ายังไม่ตื่น





# ร้านโจ๊กนี้ดีงาม ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่น้ำตาล ใช้หญ้าหวานปรุงแทน

# ถึงน้ำซุปจะหวาน แต่ก็หวานแบบที่ไม่เคยได้กินมาก่อน ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาลน้ำอ้อย




# เป็นร้านโจ๊กในดวงใจแซงร้านประจำที่เชียงใหม่ของฉันเลยคิดว่าถ้าไม่ได้ลองคงเสียดายลิ้นมาก

# พี่มาส่งเราที่สถานีรถ แต่ยังมีเวลาเหลืออยู่หน่อย เลยพากันไปดูเด็กน้อยเดินเข้าโรงเรียน

# ชิซาโต้ และฮิโตมิ ยิ้มที่เห็นเด็กโตมายืนข้างครู รอจูงมือเด็กเล็กไปที่ห้องเรียน

# ยังมีเด็กที่เอามอเตอร์ไซค์มาเองด้วย นี่เป็นเรื่องที่ทั้งสองประหลาดใจเช่นกัน

# พี่บอกว่าเด็กบางคนไม่ยอมมาเรียนถ้าที่บ้านไม่ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้

# ใกล้ถึงเวลาเราเดินกลับมาขึ้นรถพร้อมกับลากันนิดหน่อย

# ชิซาโต้กับฮิโตมิบอกว่าวันหน้าจะมาเที่ยวอีก





จบ ปาย...ทริปนี้ 24 ชั่วโมง



วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กลับบ้านนะสาว...ลมหนาวรออยู่



ช่วงนี้ในนิวฟีดของฉันเต็มไปด้วยสถานะชวนอิจฉาเหล่านี้...

"หมอกตอนเช้า เย็นสบายจัง"
"สตรอว์เบอร์รีลอตแรกออกแล้ว ว๊าวๆ" แถมมีรูปสตรอว์เบอร์รีสีสวยในอุ้งมือมายั่วให้ยายน้ำลายไหลย้อย
บางคนก็เช็คอินพร้อมกับอัพรูป พระอาทิตย์เช้านี้ที่ดอยหลวงเชียงดาว... 
ไหนจะอาหารเหนืออันพร้อมสม  ไหนจะเที่ยวท่องป่าพนาไพร 


หมม!! น่าอิจฉาชะมัด


อาจเป็นโชคดีของฉันที่อยู่ๆ เพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่นก็ทักมาบอกว่าจะมาเที่ยวเชียงใหม่ช่วงลอยกระทง นี่ไง! โอกาสดีที่ฉันจะได้กลับไปสูดอากาศดีๆ ที่สันป่าตอง และเซย์ ไฮ่! กับเพื่อนของฉัน

การกลับบ้านครั้งที่สองนี้จึงเป็นการกลับไปทำภารกิจดีต่อใจเพื่อใครกัน ดังนี้...

- ไปสัมผัสไอหมอกยามเช้า ที่ได้ข่าวว่ามาถึงแล้ว
- ไปดูลูกแมวที่แม่มันทิ้งไว้ (ขวัญสุดาหายสอยหลังจากเอาลูกน้อยมาไว้ที่บ้าน)
- ไปแลกเวรให้นม หลานน้อย ผู้เกิดมาพร้อมกับดั้งจมูกหลบใน (มันหายไปไหนคะลูก??)
- และไปพาเพื่อนนักศึกษาแลกเปลี่ยนสมัยเรียนของฉัน ตะลอนเมืองปาย บ้านพี่ชายสุดหล่อ (เหรอ)

ฉันออกเดินทางเวลาเกือบเที่ยง เล่าไล่เรียงไปตามนี้



วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559

ไปสนามบินตั้งแต่เก้าโมงเช้าเพื่อรอขึ้นเครื่องตอน 11 โมงกว่า  ฉันปวดหัวไมเกรนด้วยนิดๆ แต่ก็แอ๊บสตรองเข้าไว้  รอบนี้โชคดีได้นั่งใกล้หน้าต่างด้วตำแหน่งค่อนไปข้างหน้าของปีกเครื่องบินเลยยังเห็นวิวข้างล่างอยู่  ข้างฉันเป็นนักท่องเที่ยวแฟนกันบันเทิงทั้งคู่เป็นชาวต่างชาติ  ฉันไม่สนใจเปิดฮิวแมนไรด์ตอนไต้หวันขึ้นมาอ่าน สลับกับหลับตาพักเป็นครั้งๆ

พอเครื่องใกล้ลงไม่รู้คิดอะไร  ฉันเริ่มทักทายคนที่นั่งข้างๆ ก่อน  ทั้งสองมาเที่ยวเชียงใหม่เป็นครั้งแรก คุยกันนิดหน่อยแลก ig แล้วฉันเลยก็ให้ปากกาไม้รูปสัตว์ทำมือไปคนละแท่ง (ช่วงหลังๆ เห็นเขาอัพรูปใน ig หลายจังหวัดมาก) ทั้งสองออกเดินทางเที่ยวทั่วไทยเลย หันกลับมาดูตัวเอง  อยู่มาก็ตั้งนานแต่ภาคอีสานยังไม่เคยไป ทั้งๆ ที่บ้านเพื่อนก็อยู่ที่นั่น 

...ก็ได้แต่คิดถึงแต่ตัวไม่เคยไปถึงตามที่คิด


พอลงเครื่องปุ๊ป  ฉันก็ไปต่อรถแดงเข้าในเมืองเพื่อหาคิวรถเหลืองที่ผ่านบ้านฉัน

ระหว่างที่รอรถเหลืองออกฉันก็บอกลุงคนขับขอฝากกระเป๋าไว้ ฉันจะไปซื้อน้ำประเดี๋ยวเดียวจะรีบกลับมา ลุงก็รออย่างเข้าใจ ตอนจ่ายเงินใน 7-11 พนักงานก็พูดภาษาเหนือด้วย  จะเดินออกจากประตูผู้ชายคนก่อนหน้าก็เปิดให้ พอฉันถือประตูไว้ก็มีเด็กวิ่งมา ฉันเลยส่งสายตาว่าให้วิ่งลอดแขนเข้าไปได้เลย เด็กก็วิ่งลอดใต้แขนฉันเข้า 7-11 

ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกที่ฉันสัมผัสได้ว่า...นี่แหละฉันมาถึงบ้านแล้ว

ฉันไม่รู้จักเขาหรอก  เราไม่ได้คุยกันสักคำด้วยซ้ำ แต่เราไม่ได้ทำเหมือนกับอีกคนไม่มีตัวตน  เราทำในสิ่งเล็กน้อยที่ทำให้คนข้างๆ รู้ว่าฉันเห็นเธอนะ


...นี่เป็นสาเหตุทำใจฉันมีสภาพอากาศอบอุ่นและชื้น จนชื่นใจ...

นั่งรถเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน พอถึงบ้านนะกระป๋งกระเป๋าฉันไม่เอาสักอย่าง หิวจะตาลายอยู่แล้ว 
แม้จะเห็นหลานตัวน้อยเป็นครั้งแรกก็ตามฉันไม่มีอารมณ์ไปเล่นด้วยจริงๆ ไม่ใช่ไม่รักมะนุดต่างดาวตัวน้อยนี้ 


แต่ฉันเหนื่อยยยยย...

ฉันใช้เวลายามบ่ายไปกับการดื่มด่ำในรสชาติส้มตำจานโปรด ทั้งตำปูม้า ตำแตงหมูยอ และส้มตำทะเล กินกับขนมจีนอะนะ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
พออิ่มแปล้แล้วก็รีบไปร้านตัดผมเจ้าประจำทำหลังคาใหม่ให้ตัวเอง  อะไรจะสบายเท่าการนอนให้เค้าสระผมให้  

ยัง! ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ตอนเย็นฉันยังมีนัดกินบิงซูกับเพื่อนๆ  ทั้งเพื่อนไทย และเพื่อนคนญี่ปุ่น แต่ด้วยความที่ได้คิวตัดผมช้า และเพื่อนญี่ปุ่นก็ยังมาหลงทางอีกเป็นชั่วโมง  กว่าจะมาถึงร้นบิงซูที่เพื่อนมาสั่งไว้ก่อนหน้าก็ละลาย เลยได้ไปฝากกระเพาะที่ถนนคนเดินแทน

ปิดจ๊อบวันนี้ด้วยการแว๊นมอไซค์กลับบ้านตอนสี่ทุ่ม



วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559

วันนี้ต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพราะรถตู้ไปปายของเราล้อหมุน 8.30 น. ฉันนัดกับเพื่อนที่สถานีขนส่งตอนแปดโมง พอมาถึงสถานีหันซ้ายขวาทีเพื่อนฉันมีไหน 

มันน่าตีอย่างหนึ่งนะ ไม่ซื้อซิมส์โทรศัพท์ โทรหาก็ไม่ได้ ทักแชทไปก็ไม่อ่าน ต้องรอให้เธอมี Wi-fi ถึงจะได้คุยดีๆ เลยต้องเดินหากัน  สุดท้ายยังดีที่เจอเธอมานั่งรอหน้ารถที่เราจะขึ้น

ก่อนจะขึ้นรถฉันขอกินยาแก้เมา เพราะครั้งหนึ่งฉันเคยอ้วกแตกอ้วกแตนในรถเขามาแล้ว ไม่ยอมให้ฟ้าผ่าเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด ฉันหลับให้กับ 764 โค้ง ไปตื่นตอนจอดพัก 1 ที แล้วยิงยาวไปจนถึงสถานีเมืองปาย

วันนี้เต็มไปด้วยการทัวร์ around เมืองปายเพราะเรามีเวลาน้อย มาเช้าวันนี้จะกลับเอาเช้าพรุ่งนี้แบบตดยังไม่ทันหายเหม็น แม้แดดจะร้อนแผดเผาแต่เราก็บ่ยั่น เดี๋ยวไปเล่าอีกทีตอน ปาย...กับเพื่อนไม่เก่า”  ตกเย็นเราก็เหนื่อยหมดตัว แต่ใจยังสู้ เลยไปหาข้าวเย็นกินที่เดินถนนคนเดิน ซึ่งนอกจากกินแล้วเราก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา 



(ขอบคุณรูปนี้จากพี่ชายสุดใจดีของฉัน อ้ายกอล์ฟ)


วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559

ฉันตื่นเช้าตามเสียงนาฬิกาปลุกกะจะลุกมาดูไอหมอก 

เมื่อคืนตื่นตั้งสองรอบ  ครั้งแรกเที่ยงคืนก็นึกว่าตื่นตี 4 สะดุ้งอีกทีตี 3 นึกว่าเป็นตีห้า  ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเข้านอนตั้งแต่ตอนสองทุ่ม หลังจากทำธุระเสร็จแล้วพี่ชายก็มารับไปกินโจ๊กตอนเจ็ดโมงเช้า 

แล้วฉันก็ขึ้นรถกลับลงไปที่เชียงใหม่ตอน 8 โมง วันนี้ยามาซากิซังทั้งสองจะต้องไปงานปล่อยโคมลอย ส่วนฉันต้องไปเลี้ยงหลานน้อยมะนาวต่างดุ๊ดที่บ้าน  เพราะตั้งแต่มายังเจอหน้ากันไม่ถึงชั่วโมง

การเลี้ยงเด็กเป็นอะไรไม่คุ้นเคย  อาจเพราะฉันกับลูกพี่ลูกน้องเราเกิดไล่เลี่ยกันไม่มาก งานดูแลเลยจะเป็นของผู้ใหญ่ ตั้งแต่เล็กจนโตเลยเคยแค่หลอกเด็กเล่นนั่นนี่ หลอกให้หยุดร้องไห้ ไม่เคยอุ้มป้อนนม เช็ดตูดสักที





แล้วจะเอาอะไรกับฉัน ห๊า! ไอ้เด็ก 14 วันอย่างมะนาวต่างดุ๊ดที่จ้องหน้าฉันตอนนี้ 
เห็นหน้าครั้งแรกฉันก็ว่าหน้ามันตลก กินนมจากอกแม่เหมือนคนอื่นเขาก็ไม่ได้จะสำลักอีก เวลาอุ้มก็ยกแขนไปมา ทำหน้าย่อคิ้วย่น
งานแรกคือฉันต้องป้อนนม  ท่าของเธอก็พิเศษต้องเอานั่งป้อนไม่งั้นนมจะไหลย้อนไปออกรูจมูก (มะนาวต่างดุ๊ดตนนี้แอบมีรูเล็กๆที่เพดานปากเลยจะนอนดูดนมเหมือนคนอื่นเขาไม่ได้ต้องนั่ง ต้องรอขวบหมอถึงจะเรียกให้ไปปิดรูเจ้าปัญหานั่น)

ยกมานั่งได้ไม่นานก็ทำคิ้วย่น ทำเสียงเบ่ง เอ๊า! เธอจะมาปล่อยอาวุธชีวภาพใส่ฉันคนที่รู้จักกันครึ่งชั่วโมง อย่างงี้ก็ได้เหรอกว่าจะป้อนนม เช็ดตูด ก็เอาเพลียกันไปหลายคน ยังไม่พอฉันต้องนอนเฝ้าในมุ้งเดียวกับเธออีก  เวลานอนหนะช่วยปิดตาให้สนิทหน่อยได้ไหม เดี๋ยวก็ยกแขน เดี๋ยวก็จาม ฉันก็นอนไม่สนิทใจไม่รู้เธอต้องการอะไรกัน  แล้วทำไมฉันจะต้องมาคอยแคร์เธอด้วย






ตื่นขึ้นมาอีกทีเธอก็ตื่นตามฉันอีก  เขาว่ากันว่าเธอหนะอยากกินนมทีจะเอาเดี๋ยวนี้ก็ต้องได้เดี๋ยวนี้ ไม่งั้นจะเดือดร้อนเขาไปทั่วแผดเสียงแปดหลอดจนหมาเห่า ก็จริงอย่างที่เขาว่าฉันตลกตอนที่ฉันทำหน้าทำเสียงเลียนแบบเธอแล้วเธอจ้องตาแบ๋วเนี๊ยะ  ทำไมฉันต้องอยากงับแขนน้อยๆ นั้นของเธอ  แล้วแค่เช็ดตัวด้วยน้ำมันเปล่าจำเป็นต้องตัวหอมขนาดนั้นเลยเหรอ

ชีวิตฉันค่อยกลับเข้าสู่โหมดปกติตอน 5 โมงเย็นเมื่อมะนาวต่างดุ๊ดกลับดาวโมโมก้า ไปชาร์จพลังรอบดึก

วันนี้เป็นวันพระจันทร์ใหญ่นะ  พอฟ้ามืดฉันก็ออกไปเดินเล่นหน้าบ้าน  มันดวงใหญ่สุกใส่ สว่างฟ้าจริงๆแหละ  เมื่อวานฉันก็ดูที่ปายมาแล้ว 1 รอบ ฉันเทียบไม่ได้หรอกว่าวันที่ 13 14 และ 15 จะเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ในความคิดฉันมันใหญ่พอกันทั้งสามวันเลย 

แม่ตามออกมาดูกับฉัน หน้าบ้านเรามีแต่พระจันทร์  ไม่มีเสียงประทัด ไม่มีกระทงลอยผ่านชลประทานหน้าบ้าน ไม่มีโคมลอย

ฉันคิดเรื่อยเปื่อย  ตอนนี้ลานหน้าบ้านสว่างจนเห็นชัดว่าอะไรอยู่ตรงไหน  พระจันทร์ดวงโตส่องสว่างมายังเบื้องล่างพื้นพิภพ แต่ในความเป็นจริงแสงสว่างนั้นเกิดจากการสะท้อนมาจากดวงอาทิตย์อีกที่หนึ่ง ดวงจันทร์ทำหน้าที่เป็นฉากรับแล้วสะท้อนแสงเท่านั้นเอง
ยกกล้องขึ้นมาถ่าย อาจเพราะกำลังไม่สูงพอเลยเห็นพระจันทร์เป็นจุดสว่างมัวๆ ในรูปเท่านั้น

ฉันยืนดูจนแม่บ่นว่ายุงเยอะถึงกลับเข้าบ้าน ฉันกับพระจันทร์ดวงโตในรอบ 68 ปี ก็ใช้เวลาร่วมกันแต่เพียงเท่านั้น (นั่นเป็นเวลาที่ฉันกับพระจันทร์ใกล้กันที่สุด)



วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559

ตื่นมาฉันไปขายกาแฟที่ตลาดตามหน้าที่  ยังมีคำถามว่าตอนนี้ฉันทำงานที่ไหน อยู่ที่ไหน งานอะไร สนุกไหม มาทุกวัน ก็มีคนถามทุกวัน บางทีฉันก็รำคาญ แต่พอบอกว่ามันดีกว่าการไม่มีใครถามอะไรฉันเลย แต่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันจริงไหม

ก่อนออกไปธุระอื่น ฉันเจียดเวลาให้กับเจ้าแมวหลายชื่อ (ตกลงกันไม่ได้สักทีว่าจะเอาชื่ออะไรให้มัน) ลูกของขวัญสุดาที่เอามาแล้วทิ้งไป







เช้านี้ฉันมีนัดกับเฟย์เฟย์ที่ TCDC เชียงใหม่ ว่าจะไปดูนิทรรศการ และกินข้าวกลางวันด้วยกันซะหน่อย แต่ฉันก็แว๊นไปช้าเลทเป็นชั่วโมง
พอไปถึงเป็นว่านิทรรศการจบไปตั้งแต่วันที่ 13 แล้ว
เฟย์เฟย์เลยแนะนำให้ไปร้านก๋วยเตี๋ยวปลาเลยดีกว่า  ครั้นจะแว๊นไปเธอก็ไม่มีหมวกกันน๊อค
แม่เจ้า! เราเลยต้องเดินจาก TCDC เชียงใหม่ไปหาอนุสาวรีย์สามกษัตริย์กลางแดดเที่ยงวัน

ยังดีที่ระหว่างทางเราแวะร้าน KHUNKAE’S JUICE BAR ที่เฟย์เฟย์รับประกันความอร่อย เพราะเป็นร้านประจำ ใครมาเชียงใหม่อยากจะชื่นใจฉันแนะนำให้มาร้านนี้ เป็นร้านเล็กๆในซอยหลังตลาดสมเพชร น้ำผลไม้มีทั้งแยกกาก และปั่นรวมเนื้อ ฉันเลือกจิ้มสูตร H มีทั้งแครอท แอปเปิ้ล บีทรูท ขิง ยกมาเสิร์ฟทีแยกชั้นเลยจ้าน้ำครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งเป็นเนื้อแบบละเอียด อยากจะเอาช้อนมาตักกินจริง มาแค่ครึ่งทางเฟย์ๆก็พาฉันอิ่มไปครึ่งท้องแล้วหละ








เราเดินต่อไปหามื้อกลางวันที่ร้านสะอาด ก๋วยเตี๋ยวปลาอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพราะเฟย์เฟย์ไม่กินเนื้อ ไม่กินหมู ไม่กินไก่ และก็ไม่ใช่มังสวิรัติ  เพราะเฟย์เฟย์ยังกินปลา และคลั่งนักคลั่งหนาก็คือกุ้ง เราสั่งกันคนละถ้วยกินไปด้วยคุยไปซ๊ะป๊ะ

ได้มาแถวนี้ฉันก็คิดถึงตอนอยู่หอในเมือง ถึงวันอาทิตย์ทีไรฉันก็เดินเที่ยวถนนคนเดินทุกแทบไม่เคยเว้นอาทิตย์  แต่ตัดภาพกลับมาตอนนี้แค่คิดจะมาฉันยังหาเวลายากแท้

กินข้าวเสร็จฉันก็แยกกับเฟย์เฟย์ที่ลานอนุสาวรีย์เธอนัดเจอกับเพื่อนต่อ ฉันเลยขอแยกย้ายกลับบ้านแต่เพราะจอดรถไว้ที่ TCDC เชียงใหม่ (หลังกาดเมืองใหม่) โบกรถแดงเท่าไหร่ก็ไม่รับ อารมณ์เสียจริง ฉันเลยตัดรำคาญเดินสู้ฟัดไปจนถึงกาดเมืองใหม่

กลับบ้านมาหาก็มาเจอมะนาวต่างดุ๊ด (ทุกกลางวันเธอจะมาปักหลักยึดเอาห้องนั่งเล่นบ้านฉันเป็นที่ทำการ) ฉันอุ้มเล่นนิดหน่อยก่อนจะไปแพ็กกระเป๋า รูจมูกน้อย นิ้วเล็กๆ น่าจับน่าลูบ

เวลาแห่งการพักผ่อนช่างผ่านไปเร็วจริง  มาไม่ทันไรก็ต้องกลับไปอีกแล้ว  พ่อพูดถึงเรื่องกลับบ้านครั้งหน้าตอนปีใหม่ แต่ในใจฉันคิดถึงเรื่องมะนาวต่างดุ๊ดที่จะโตขึ้นอีกนิด เธอจะจำหน้าจำเสียงฉันได้ไหมนะ เจ้าแมวน้อยลูกพี่ขวัญสุดาจะข่วนฉันรึเปล่า ฉันคิดถึงการกลับมาครั้งหน้าแทบไม่ไหว อยากให้เป็นพรุ่งนี้ได้คงดี...




วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ถ้าไม่ทำอย่างนี้...แล้วปล่อยให้เธอเดินผ่าน


วันพฤหัสที่ผ่านมา  ฉันไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารตามสั่งใกล้หอพักคนเดียว

ก็เหมือนทุกวัน ไม่เห็นแปลก

พอกินใกล้จะเสร็จ ก็มีลูกค้าคนหนึ่งยืนรอหน้าร้าน ทำท่างงๆ เหมือนจะมากินข้าว แต่ก็ทำท่าลังเล
พนักงานก็เลยเอาเมนูยื่นให้ดูแล้วชวนมานั่งในร้านรอคิว

ฉันคิดว่าน่าจะเป็นคนญี่ปุ่น  สาวญี่ปุ่นแบกเป้สะพายกล้องและพกน้ำในถุงเซเว่นติดตัวด้วย
ทั้งๆที่เมนูมีทั้งภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และไทย แต่เหมือนเธอจะพลิกไปพลิกมานานมาก

ระหว่างมองนั้นฉันก็สงสัย (หัวนี่คิดเผือกเรื่องเขาซะมากมาย)
คนญี่ปุ่นอะไรจะมานั่งกินข้าวคนเดียวสองทุ่มนะ  จะสั่งอาหารรอดไหมเนี่ย  เธอจะได้กินไหมวันนี้
จะไปช่วยดีมั๊ย  หรือที่เค้าเลือกนานเพราะไม่รู้จะกินอะไรดี

มองไปมองมา ทั้งร้านก็มีฉันที่กินเสร็จแล้วคนเดียว
เหมือนไฟท์บังคับ  ฉันลุกไปจ่ายเงินแล้วเดินออกมาจากร้าน
พนักงานเลยให้เธอไปนั่งแทนโต๊ะนั้นแล้วเก็บจานของฉันออกไป

รู้สึกถูกชะตายังไงบอกไม่ถูก  อยากเข้าไปทักทาย อยากรู้จัก อยากเป็นเพื่อน

...แต่เดินออกมาแล้วนี่นา...


...เอาไงดีหว่า...เอาไงดีหว่า...


ฉันกลับขึ้นมาหยิบเอาโปสการ์ดลายสวย ใส่กระเป๋าลงไปด้วยเอาไปเป็นที่ระลึกเผื่อได้คุยกัน

ระหว่างจะลงไปข้างล่างฉันเลยทักแชทไปถามพี่คะนา (คนญี่ปุ่นรุ่นพี่ที่สนิทกัน)

กาแฟ : พี่คะนา กาแฟเจอคนต่างชาติค่ะ คิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นมากินข้าวคนเดียวที่ร้านอาหารไทย  ถ้าเข้าไปทักเขา และชวนคุยจะแปลกหรือไม่คะ

พี่คะนา : มันก็ไม่เป็นไรนะ

กาแฟ : ตอนนี้กาแฟไม่กล้า ตอนนี้กาแฟรอเธอออกมาจากร้านข้าว แล้วคิดว่าจะเข้าไปคุย

พี่คะนา : คนญี่ปุ่นขี้อายค่ะ แต่ถ้ากาแฟไปคุยด้วยก่อนก็ดีกว่า สู้ๆ นะคะ

กาแฟ : กาแฟเหมือนโจรเลย

ระหว่างยืนอยู่หน้าหอพักรอเธอออกมาจากร้านอาหารฉันก็ลองถามความเห็นจากเพื่อนอีกคนดู
แต่ไม้น้อยคิดว่า ถ้าเราไปทักเขาอาจจะกลัวก็ได้

สุดท้ายยื้อกันไปไปยื้อกันมา  พอแหงนหน้าดูอีกที โต๊ะนั้นก็เหลือแต่จานกับขวดโค้ก
คนกินหายไปไหนแล้วไม่รู้!!!

แล้วฉันก็เดินตามหา แต่ไม่เจอ ลองกลับไปถามที่ร้านเขาก็บอกว่าออกไปทางนี้แล้วเลี้ยวไปทางนั้น
แต่มีหลายซอยเหลือเกิน เธอเลยหายไปในกลุ่มคนที่เดินสวนกันไปมา

...แล้วฉันก็รู้สึกเสียดาย...

ฉันคิดว่าเราจะได้เป็นเพื่อน หรือไม่ได้เป็น ก็คงเป็น fate ที่ถูกกำหนดมาอย่างนั้น
แต่!  แต่! การที่เราได้พบกันในร้านนั้น  เวลานั้น  ที่นั้น ทั้งๆที่โอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมากอย่างนี้ มันก็เพียงพอแล้วที่ fate จะนำพาไม่ใช่หรือ

ฉันมาเสียใจที่ไม่กล้า  ถ้าฉันตัดสินใจเข้าไปทักตั้งแต่แรก ป่านนี้ก็ได้เพื่อนเพิ่มมา 1 คน 
เพื่อนบางคนทำให้เราเปิดมุมมองใหม่ เรียนรู้เรื่องใหม่ และแชร์ประสบการณ์ใหม่ร่วมกัน

สุดท้ายสำหรับคนญี่ปุ่นคนนั้น  เธออาจไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลย แต่เธอทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงการคว้าโอกาส  เธอเหมือนเป็นคนที่ถูกส่งมาเตือนฉันว่าอย่าลังเล ไม่เฉพาะกับเรื่องคนที่ถูกใจแต่กับโอกาสอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน  ทั้งๆที่เห็นอยู่ตรงหน้าแต่ฉันกลับคิดมาก พอแหงนหน้ามองอีกทีก็หายไปแล้ว

หลายคนบอกว่า อาจจะมีโอกาสเจอกันอีกก็ได้ (ถ้าฟ้าจะผ่าที่เดิมอีกครั้ง)

ฉันเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่แป๋ม พี่ที่ทำงาน ได้คำสอนจากท่านผู้เฒ่าว่า

"ถ้ามีครั้งหน้า อยากคุยกับใคร ให้คุยเลยนะ"

ฉันจำง่ายๆได้ว่า "เจอใครถูกชะตา  อย่ารอช้า เข้าชาร์จเลย"








รีวิวอาหารจีน...โดยคนอินเดีย

คำเตือน : มีคำหยาบ อันเนื่องมาจากความสนิท และเพื่ออรรถรสในการบรรยายรสชาติ


เฮ้ลโล่ว...วันนี้ฉันจะแนะนำเพื่อนสนิทอีกคนของฉัน

"REENA JANTARIKA KUMAN ARORA" 

เห็นชื่อยาวๆ ก็คงจะเดาได้ว่าไม่ใช่คนไทยร้อยเปอเซ 5555 (เปอร์เซนต์)

แนะนำสั้นๆ ละกัน  รีน่าเป็นสาวไทยเชื้อสายอินเดียเกิดและโตที่ไทยแลนด์ แต่ด้วยความที่ทั้งพ่อและแม่เป็นอินเดียแท้ๆ หน้าตาเลยไม่ค่อนมาแถบ AEC สักกะนิด แต่ถ้าได้เมาท์มอยด้วยสักครั้งระวังจะติดใจกับเทคนิคการพูดติดจรวดและเล่าเรื่องแบบ 4D ไม่มีใครเหมือน

ฉันกับรีน่ารู้จักกันเพราะเราอยู่เอกเดียวกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย แถมรหัสนักศึกษายังใกล้กันเลยสนิท และไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย

แต่ตอนนี้เรียนจบแล้วเราเลยแยกย้ายกันทำงานคนละที่ละทาง เมื่อไหร่มีเรื่องเมาท์มอยก็ค่อยนัดเจอกัน

.................................................................................

เอาหละตัดมาเรื่องของวันนี้

บ่ายโมงวันนี้อยู่ดีๆ รีน่าก็วีดีโอคอลมาหาฉัน  บอกว่าตอนนี้เธอกำลังมา conference อยู่ที่เมืองจีน
และเม้าท์มันบันเทิงให้ฟังทุกเรื่องตั้งแต่ลงเครื่องเหยียบแดนมังกร ทั้งเรื่องภาษา อากาศ ห้องน้ำ ฯลฯ

แต่เรื่องที่ทำให้ฉันตลกจนน้ำตาเล็ดคือการรีวิวอาหารจีนที่เธอกินให้ฉันฟัง
เล่าเรียงเป็นข้อๆ ละกัน





1. รีน่า : อย่างแรกมึงคือมันเหมือนแป้งโรตีแล้วห่อไส้ไก่หนะ เค้าเรียกว่าอะไรนะ พัฟ เออใช่ พัฟไส้ไก่
คือแป้งดีมากอร่อยมากเค้าม้วนมาเป็นห่อแล้วตัดเฉียง กูกัดไปเจอไก่คำเดียวนอกนั้นผักหมดเลยมึง คือที่นี่อาหารเค้าเน้นผักมากนะไม่ค่อยมีเนื้อเลย


2. รีน่า : แล้ววันแรกตอนเย็นเค้าพากูไปกินชา ชาอันนี้คือดีมาก อร่อยอยู่ มันเหมือนชาเก๊กฮวยที่มันจะมีดอกลอยๆ อยู่ข้างบนแก้วหนะ


3. รีน่า : แล้วเมื่อวานเค้าพากูไปกินอะไรไม่รู้มันมีเมนูให้เราเลือก กูเห็นว่ามีแมงกะพรุน jellyfish นั่นแหละมึง กูก็ชี้สั่งเขาไป ในใจคิดว่ามันคงประมาณเห็ดหูหนูขาวไงที่เวลาเรากัดมันจะกรอบๆ  พอมาเสิร์ฟนะ มันเป็นแมงกระพรุนแช่อยู่ในน้ำซุปใสๆ กูตักกินคำแรกความกรอบนี่ยอมใจเลยมึงคือมันกรอบมาก แต่น้ำซุปนี่โคตรเปรี้ยว เหมือนกูสั่งแมงกะพรุนแช่น้ำส้มสายชู กินได้คำเดียวแทบปาช้อนทิ้งเลย กูกินคำนั้นคำเดียวนั่นแหละ


4. รีน่า : เออ แล้วกูก็ไปกินปาท่องโก๋ กัดคำแรกนะมึง ไอ้ห่า!!  นี่มึงทอดแล้วเอาไปชุบน้ำมันมาอีกรอบรึยังไง  โคตรมัน มึงสังเกตปากกูสิอยู่เมืองไทยปากกูแตก แต่มาเมืองจีนนี่ไม่แตกเลยปากกูสวยมาก (แล้วซูมปากเข้าใกล้กล้องให้ดู) แล้วกูกินคู่กับน้ำเต้าหู้มันหวานมากมึง แล้วมันก็มีผงอะไรไม่รู้อยู่ในน้ำด้วย

กาแฟ : ผงถั่วป่าวรีน่า

รีน่า : มันไม่ใช่อะ มันผงอะไรไม่รู้มึง สากๆ ไม่อร่อย


5. รีน่า : อันนี้เด็ดสุดมึง คือมันเป็นต้มอะไรไม่รู้กูเห็นหนังไก่ลอย (รีน่าชอบกินหนังไก่มาก เวลาสั่งข้าวมันไก่จะใส่แต่หนัง) กูก็เลยตักหนังไก่มา 2 ชิ้น แล้วกูก็คว้านทัพพีไปเจออกไก่กูก็ตักเพิ่ม แล้วกูก็มานั่งกิน คือมันแบบหวานมาก แล้วก็มันด้วยนะมึง ในชีวิตนี้นอกจากนมสดแล้วมึงเคยกินแกงที่มันหวานมันป๊ะหละ




กาแฟ : ก็อาหารอินเดียก็มันไม่ใช่เหรอรีน่า

รีน่า : อันนั้นมันมันแต่ก็ยังมีกลิ่นมีรสของเครื่องเทศ แต่อันนี้คือมันก็มันจริงๆ แล้วก็จืดดดเหมือนตด

กาแฟ : ถ้าเป็นผัดมันจะมันเค็มป่าว แต่ถ้าเป็นพวกตุ๋นนี่จะหวานมัน

รีน่า : เออนั่นแหละมึง คือกูคิดถึงอาหารไทยมาก

กาแฟ : 555555 (กำลังกินขนมปลาแผ่นเบนโต๊ะรสเผ็ดฟังไปหัวเราะไป)

..............................................................

แล้วพอถึงเวลาเข้าห้องประชุมอีกครั้ง เราก็โบกมือลาแล้วรีน่าก็วางสายไป
อย่างไรก็ตามมาช่วยกันส่งกำลังใจให้รีน่าผู้น่าสงสาร  กลับสู่มาตุภูมิมากินหมู่จุ่มโดยเร็ว










วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชีวิตช้างน้อยในรั้วม่วง ปี1 (2)


คราวที่แล้วเล่าถึงที่ซุกหัวนอนกันไปแล้วคราวนี้มาเล่ากิจกรรมโหดมันฮาของเด็กปีหนึ่งกันบ้าง

อย่างแรกเลยคือ รับน้องขึ้นดอย แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีดีแล้วจะวิ่งขึ้นได้เลย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเป็นการฝึกหน่วยซีลแล้วหละ

ก่อนจะขึ้นรุ่นพี่จะพาเราซ้อมวิ่ง ซ้อมบูม ร้องเพลง ก่อนจะถึงวันจริงให้กล้ามเนื้อขามันได้เคยคุ้น แต่เป็นนักศึกษาหญิงนี่ลำบาก การซ้อมถือเป็นสิ่งที่ดี แต่การใส่กระโปรงทรงเอซ้อมวิ่งนี่ไม่ไหว หลังกระโปรงฉันจะฉีก แถมเหยียบเท้ากันสนั่นบรรลัย วิ่งแถวหน้ากระดานห้าคนเรียงซ้อนกัน ผู้ชายจะอยู่ขอบสองข้างคอยแบกกระเป๋า ให้ผู้หญิงอีกสามคนด้านใน ถ้าเป็นผู้ชายทั้งแท่งก็ดีหน่อยไม่ค่อยบ่น แต่ถ้าเป็นเพื่อนสาวเหมือนกันหลายคนมักจะโดนบ่นจิก นี่มึงจะเอาอะไรมากันนักกันหนาห๊าาากรูหนัก!

กลับมาแล้วหิวโหยจนต้องต้มมาม่าประทังชีวิตเพราะร้านข้าวใต้หอคนจะเยอะจนรอไม่ได้ นานเกินไป...

ก่อนถึงวันจริงรุ่นพี่นัดไว้ว่าจะมาเรียกเข้าแถวตอนตีสี่ แน่นอนฉันวางแผนตื่นเช้าหาอะไรยัดให้อิ่มก่อนเพราะไม่รู้ว่าจะได้กินข้าวเมื่อไหร่ แต่มีคนคิดเหมือนกันกับฉันเยอะ เยอะขนาดที่วาขนมในเซเว่น และใต้หอหมดเกลี้ยง ดีนะที่มีมาม่า ตอนนี้ต้องรีบเข้านอนให้เร็วที่สุด แต่ละคณะนัดเวลาไม่ตรงกัน ฉันเลยบอกให้เพื่อนที่ตื่นก่อนเรียกด้วยจะได้ตื่นตาม
 
หารู้ไม่!!นัดตีสี่่....

ดึกดื่นอยู่ๆก็มีเสียงดังโวยวาย พากันแตกตื่นทั้งหอ ดูนาฬิกา...นี่มันตีสองนี่!!! 
วิ่งไปดูที่ระเบียง เห็นพี่คณะอื่นมาตะโกนเรียกน้องกันใหญ่ ฉันจะบ้า!!! 
ไม่นงไม่นอนมันละเสียงดังขนาดนี้

แล้วเราก็พากันตื่น ต้มน้ำร้อนทำมาม่า กินไปกินมารู้สึกอยากอ้วกเพราะไม่ได้หิว แต่ไม่อยากก็ต้องกินรองท้องไปก่อน  

พอวิ่งลงไปเข้าแถวได้ก็ยังมีเพื่อนที่ไม่มาสักที บางคนก็หลับลึกเกินต้องวิ่งไปปลุก ไปตะโกนตรงระเบียงห้องให้รีบลงมา ตอนนั้นรุ่นพี่น่ากลัว และน่ารำคาญมากด้วย เพราะคนมาเข้าแถวโดนด่านาน คนมาช้าโดนด่าแป๊บเดียว

ไม่มีใครบอกว่าเราจะต้องเข้าแถวตีสี่เพื่อมานอนรอคิวจะวิ่งที่หน้ามอ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า นั่งมองตัวเลข
ที่เข็มสั้นผ่าน ให้นึกสภาพหน้ามอที่ศาลาธรรมสีแดงๆ ไพร่พลนอนสลบกองกันเป็นเบือ บนทางเท้านั่นทำเลดีสุดของฉัน บางคนก็หนุนเพื่อน บางคนก็ยึดพื้นหญ้านุ่มๆ นอนอิงต้นไม้บ้าง แล้วมันจะเรียกรวมพลตั้งแต่ไก่โห่ทำไมว๊าาา...
 
และแล้วเราก็ได้วิ่งขึ้นดอย มันเป็นการวิ่งสลับเดิน สีสันอยู่ตรงที่มีเพื่อนเป็นลม เพราะจะทำให้คนรอบข้างแตกตื่น ฉันก็อยากเป็นบ้าง >>> ถ้าเป็นน้อยก็มีแอมโมเนียมให้ดม และพักนิดหน่อย ถ้าหนักก็มีรถพยาบาลบริการ (รถแดงนั่นหละ พยาบาลก็รุ่นพี่คณะเดียวกัน) 

ฉันว่ามันน่าจะมีบ้างแหละที่ขอเป็นลมหนูม่ายหวายยย ขอขึ้นรถแดง  

ฉันนี่สิ!! จะตายเอา พอรู้สึกใกล้ถึงจุดที่อีกนิ๊ดเดียวจะเป็นก็ดันให้หยุดพัก 

นังพวกนั้นมันทำบุญด้วยอะไรนะถึงได้เป็นลมเป็นแล้งไป 
 
จุดที่เราพักกินข้าวเรียกว่าไฟป่า ที่จริงหน้าที่เขาคือหยุดไฟป่าแต่ก็เรียกกันจนติดปากว่าไฟป่า พักแป๊บเดียวเราก็ต้องวิ่งไปต่อให้คณะอื่นมานั่งแทน โอ้!!ฉันอยากงีบสักหน่อย

นอกจากสีสันของการเป็นลม ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือการวิ่งแซงกันของแต่ละคณะ คณะไหนคนน้อยชอบใช้มุขแซงทางโค้ง คณะไหนคนเยอะก็สั่งยื่ดแถวคือคนหน้าวิ่งสุดชีวิตแถวหลังๆจะค่อยวิ่งทำงี้แถวจะยาวเป็นมังกรตรุษจีน แซงได้หรือไม่ได้ก็ไม่มีรางวัลอะไร แต่สะใจมากกกก!!
 
ทางที่วิ่งขึ้นดอยมีทั้งนักศึกษา รถยนต์คนธรรมดา รถทัวร์นักท่องเที่ยว และเด็กแว้นนักท่องเที่ยวจีน ควันดำ เบรคไหม้ อบอ้าว ฟ้าครึ้ม คนเป็นลม มีหมด ณ จุดๆนี้  และแล้วพักหนึ่งก่อนที่เราจะถึงโค้งสปิริตฝนก็ตกลงมา ทุกคนโห่กันสนุกสนาน เพราะร้อนก็ร้อน เหงื่อเหม็น เท้าเน่ากันหมด ฝนเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจ
 
การบูมที่โค้งสปิริตเป็นอะไรที่ฉันลุ้น เพราะถ้าร้องเพลงแล้วปรบมือผิดจังหวะคือเพื่อนรู้ทันทีว่าอีนี่ไม่มาซ้อม หลังบูมอันลุ้นเหลือเสร็จไปก็ถึงโค้งสปิริต!!
 
ค้งสปิริต!!
โค้งสปิริต!!
 
ใครบอกว่าวิ่งขึ้นโค้งไม่ถึงจะเรียนไม่จบ ฉันหละเกือบจะหาไม่กับคำนี้ เดินๆวิ่งๆมาทั้งวัน แถมสุดท้ายต้องวิ่งตายสุดชีวิตเพราะกลัวเรียนไม่จบเนี่ยแหละ ปีนี้เราไม่ได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุ เพราะอะไรไม่รู้เหมือนกัน แต่วินาทีนั้นฉันก็อยากกลับเพราะเหนื่อย เปียก ง่วง หิว จนอารมณ์ซึ้งตรึงใจบิ้วไม่ขึ้น  ห้องน้ำห้าบาทคนต่อแถวยาวเป็นกิโล
 
เรากลับลงมาโดยรถแดงที่สโมสรนักศึกษาจัดไว้ และฉันก็กลับบ้านต่อในตอนเย็นวันนี้เป็นวันเสาร์  ดีนะที่ได้กลับบ้าน ฉันรู้มาว่าวันอาทิตย์น้ำหอไม่ไหลทั้งหมดทั้งมวล คนที่ไม่อาบน้ำ ก็เดือดร้อนกันไปตามระเบียบ  ขอหัวเราะเป็นภาษาญี่ปุ่นละกัน ณ จุดๆนี้ ฮุฮุ ฮิฮิ คะคะ คิคิ

..............................................................................................

เขียนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558
เผยแพร่ใน : http://dontrakaan.exteen.com/20150221/entry









ชีวิตช้างน้อยในรั้วม่วง ปี1 (1)

ย้อนกลับไปสามปีกว่าที่แล้ว ฉันก็เป็นเด็กน้อยบ้านๆคนหนึ่งที่สอบโควต้าเข้ามาเรียนใน มช.ได้  จะว่าไปสำหรับฉันการเข้ามาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยก็เหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนไปมาก สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่หอกับเพื่อน ไม่เคยกลับบ้านดึกดื่นเป็นสี่ห้าทุ่ม ไม่เคยมานั่งร้องเพลง จำเนื้อเพลง และนั่งปรบมือเข้าจังหวะเป็นชั่วโมง และนอกจากนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่เคยคุ้น
 
เริ่มต้นจาก...วันแรกที่เราต้องเข้าหอพัก ฉันมีรูมเมทเป็นเพื่อนสนิทจากโรงเรียนเดิม เพราะรุ่นพี่บอกว่าถ้าเราจองไม่ทันแล้วไปอยู่กับคนอื่น ถ้าโชคดีมีบุญก็จะได้รูมเมทจิตใจงาม ถ้าดันไปเจอพวกชอบยืม ซกมก รกรุงรัง อันนั้นก็ซวยไป กันไว้ดีกว่าแก้ ดังนั้นก็นัดแนะกันไว้ให้ดีตั้งแต่ตอนจองในเว็บนะตัวเธอว์
 
ห้องหอรอรักของเราสามคน คือหอ 1 หญิง เป็นหอที่ใกล้ 7-11 ที่สุด จะโชคดีอะไรขะไหนหนาด  แถมใต้หอเรายังร้านอาหารอร่อยๆอีกทั้งก๋วยเตี๋ยว ตามสั่ง ขนมจีน ส้มตำ ไอศครีม ผลไม้ น้ำหวาน สมบรูณ์พูนสุข 

แต่เมื่อมีที่ถูกใจก็ย่อมมีที่ไม่ถูกใจ ที่ต้องยอมรับแน่ๆคือเราอยู่ชั้นสี่ การเดินขึ้นบันไดสี่ชั้นทุกวันกว่าจะจบปีหนึ่งคงน่องโป่งไปตามๆกัน ยิ่งฤดูร้อนก็ยิ่งร้อนรนเพราะฉันอยู่ชุมชนใต้หลังคา 
ห้องนอนขนาดเล็กเตียงสองชั้น 1 เตียง เตียงเดี่ยว 1 เตียง ฉันขอนอนเตียงสองชั้นตัวล่างเพราะถ้าเพื่อนอ่านหนังสือดึกฉันเอาผ้าบังได้ง่าย อีกอย่างฉันไม่ชอบเห็นพวกข้างบนตู้ที่อยู่ระดับเดียวกับเตียงชั้นบนมากนัก (เป็นพวกจินตนาการฟุ้งซ่าน เวลาดึกดื่นในคืนค่ำ) 
 
เข้าหอพักช่วงแรกๆรู้สึกว่าอาหารการกินของเราจะดีมากเพราะแต่ละคนจะได้ของจากพี่รหัสมา ได้ขนมมาจนเต็มห้องขนมากองรวมกันกินได้เป็นเดือน ถ้าขนมหมดเราก็มีแผนสองคือมาม่า และกาต้มน้ำตามสูตรเด็กหอ แถมเพื่อนที่เป็นอิสลามของฉันพกกระทะไฟฟ้ามา เคยใช้ทอดไข่ด้วย ที่จริงในหอห้ามทำอาหาร และห้องของกรรมการหอก็อยู่อีกสองห้องถัดไป แต่กลิ่นไข่เจียหอมขจรกระจายไปทั่วอาจถึงดอยสุเทพเลยทีเดียว เสียวจะโดนไล่ออกหอแต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่าห้องไหนแอบทำไข่เจียว
 
สีสันอีกอย่างหนึ่งของเด็กหอคือปาร์ตี้มาม่า ขอแค่มีกระทะไฟฟ้าหรือหม้อหุงข้าวเพียงเท่านี้ท่านก็สามารถเป็นเจ้าภาพที่ดีได้ เชื้อเชิญพี่น้องผองเพื่อนมาโซ้ยแหลกกับมาม่าไข่ เมนูเด็ดในหัวใจ  ช่วงเวลาแสนสนุกจะทำให้มาม่าหมดอย่างรวดเร็ว แต่อย่าได้แคร์มาม่าเรามิเคยขาดใครมีกลับไปขนที่ห้องมาให้หมด
 
การรวมกลุ่มกันนอกจากเรื่องกินแล้ว ใกล้สอบก็เป็นโอกาสดีที่จะรวมกันมาติวเพราะปีหนึ่งยังมีวิชาที่เรียนเหมือนกันอยู่บ้าง ฉันพึ่งได้สัมผัสการอ่านหนังสือสอบของมหาวิทยาลัย มันยิ่งกว่าอ่านสอบโควต้าทั้งปี บางคนถึงขั้นอดหลับอดนอนโต้รุ่งเลย ฉันก็เคยครั้งหนึ่งไปอ่านกับเพื่อนที่ อมช. กลางคืนไม่นอน มาสลบกลางวันยันเที่ยง ครั้งแรก ครั้งเดียว เข็ดจริงๆ ครั้งต่อมาฉันเลยขอเซย์กู๊ดบายละกัน  (ทำไมมันใส่รูปไม่ได้นะ error ตลอด)

........................................................................

เขียนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558
เผยแพร่ใน : http://dontrakaan.exteen.com/20150220/entry