วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชีวิตช้างน้อยในรั้วม่วง ปี1 (2)


คราวที่แล้วเล่าถึงที่ซุกหัวนอนกันไปแล้วคราวนี้มาเล่ากิจกรรมโหดมันฮาของเด็กปีหนึ่งกันบ้าง

อย่างแรกเลยคือ รับน้องขึ้นดอย แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีดีแล้วจะวิ่งขึ้นได้เลย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเป็นการฝึกหน่วยซีลแล้วหละ

ก่อนจะขึ้นรุ่นพี่จะพาเราซ้อมวิ่ง ซ้อมบูม ร้องเพลง ก่อนจะถึงวันจริงให้กล้ามเนื้อขามันได้เคยคุ้น แต่เป็นนักศึกษาหญิงนี่ลำบาก การซ้อมถือเป็นสิ่งที่ดี แต่การใส่กระโปรงทรงเอซ้อมวิ่งนี่ไม่ไหว หลังกระโปรงฉันจะฉีก แถมเหยียบเท้ากันสนั่นบรรลัย วิ่งแถวหน้ากระดานห้าคนเรียงซ้อนกัน ผู้ชายจะอยู่ขอบสองข้างคอยแบกกระเป๋า ให้ผู้หญิงอีกสามคนด้านใน ถ้าเป็นผู้ชายทั้งแท่งก็ดีหน่อยไม่ค่อยบ่น แต่ถ้าเป็นเพื่อนสาวเหมือนกันหลายคนมักจะโดนบ่นจิก นี่มึงจะเอาอะไรมากันนักกันหนาห๊าาากรูหนัก!

กลับมาแล้วหิวโหยจนต้องต้มมาม่าประทังชีวิตเพราะร้านข้าวใต้หอคนจะเยอะจนรอไม่ได้ นานเกินไป...

ก่อนถึงวันจริงรุ่นพี่นัดไว้ว่าจะมาเรียกเข้าแถวตอนตีสี่ แน่นอนฉันวางแผนตื่นเช้าหาอะไรยัดให้อิ่มก่อนเพราะไม่รู้ว่าจะได้กินข้าวเมื่อไหร่ แต่มีคนคิดเหมือนกันกับฉันเยอะ เยอะขนาดที่วาขนมในเซเว่น และใต้หอหมดเกลี้ยง ดีนะที่มีมาม่า ตอนนี้ต้องรีบเข้านอนให้เร็วที่สุด แต่ละคณะนัดเวลาไม่ตรงกัน ฉันเลยบอกให้เพื่อนที่ตื่นก่อนเรียกด้วยจะได้ตื่นตาม
 
หารู้ไม่!!นัดตีสี่่....

ดึกดื่นอยู่ๆก็มีเสียงดังโวยวาย พากันแตกตื่นทั้งหอ ดูนาฬิกา...นี่มันตีสองนี่!!! 
วิ่งไปดูที่ระเบียง เห็นพี่คณะอื่นมาตะโกนเรียกน้องกันใหญ่ ฉันจะบ้า!!! 
ไม่นงไม่นอนมันละเสียงดังขนาดนี้

แล้วเราก็พากันตื่น ต้มน้ำร้อนทำมาม่า กินไปกินมารู้สึกอยากอ้วกเพราะไม่ได้หิว แต่ไม่อยากก็ต้องกินรองท้องไปก่อน  

พอวิ่งลงไปเข้าแถวได้ก็ยังมีเพื่อนที่ไม่มาสักที บางคนก็หลับลึกเกินต้องวิ่งไปปลุก ไปตะโกนตรงระเบียงห้องให้รีบลงมา ตอนนั้นรุ่นพี่น่ากลัว และน่ารำคาญมากด้วย เพราะคนมาเข้าแถวโดนด่านาน คนมาช้าโดนด่าแป๊บเดียว

ไม่มีใครบอกว่าเราจะต้องเข้าแถวตีสี่เพื่อมานอนรอคิวจะวิ่งที่หน้ามอ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า นั่งมองตัวเลข
ที่เข็มสั้นผ่าน ให้นึกสภาพหน้ามอที่ศาลาธรรมสีแดงๆ ไพร่พลนอนสลบกองกันเป็นเบือ บนทางเท้านั่นทำเลดีสุดของฉัน บางคนก็หนุนเพื่อน บางคนก็ยึดพื้นหญ้านุ่มๆ นอนอิงต้นไม้บ้าง แล้วมันจะเรียกรวมพลตั้งแต่ไก่โห่ทำไมว๊าาา...
 
และแล้วเราก็ได้วิ่งขึ้นดอย มันเป็นการวิ่งสลับเดิน สีสันอยู่ตรงที่มีเพื่อนเป็นลม เพราะจะทำให้คนรอบข้างแตกตื่น ฉันก็อยากเป็นบ้าง >>> ถ้าเป็นน้อยก็มีแอมโมเนียมให้ดม และพักนิดหน่อย ถ้าหนักก็มีรถพยาบาลบริการ (รถแดงนั่นหละ พยาบาลก็รุ่นพี่คณะเดียวกัน) 

ฉันว่ามันน่าจะมีบ้างแหละที่ขอเป็นลมหนูม่ายหวายยย ขอขึ้นรถแดง  

ฉันนี่สิ!! จะตายเอา พอรู้สึกใกล้ถึงจุดที่อีกนิ๊ดเดียวจะเป็นก็ดันให้หยุดพัก 

นังพวกนั้นมันทำบุญด้วยอะไรนะถึงได้เป็นลมเป็นแล้งไป 
 
จุดที่เราพักกินข้าวเรียกว่าไฟป่า ที่จริงหน้าที่เขาคือหยุดไฟป่าแต่ก็เรียกกันจนติดปากว่าไฟป่า พักแป๊บเดียวเราก็ต้องวิ่งไปต่อให้คณะอื่นมานั่งแทน โอ้!!ฉันอยากงีบสักหน่อย

นอกจากสีสันของการเป็นลม ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือการวิ่งแซงกันของแต่ละคณะ คณะไหนคนน้อยชอบใช้มุขแซงทางโค้ง คณะไหนคนเยอะก็สั่งยื่ดแถวคือคนหน้าวิ่งสุดชีวิตแถวหลังๆจะค่อยวิ่งทำงี้แถวจะยาวเป็นมังกรตรุษจีน แซงได้หรือไม่ได้ก็ไม่มีรางวัลอะไร แต่สะใจมากกกก!!
 
ทางที่วิ่งขึ้นดอยมีทั้งนักศึกษา รถยนต์คนธรรมดา รถทัวร์นักท่องเที่ยว และเด็กแว้นนักท่องเที่ยวจีน ควันดำ เบรคไหม้ อบอ้าว ฟ้าครึ้ม คนเป็นลม มีหมด ณ จุดๆนี้  และแล้วพักหนึ่งก่อนที่เราจะถึงโค้งสปิริตฝนก็ตกลงมา ทุกคนโห่กันสนุกสนาน เพราะร้อนก็ร้อน เหงื่อเหม็น เท้าเน่ากันหมด ฝนเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจ
 
การบูมที่โค้งสปิริตเป็นอะไรที่ฉันลุ้น เพราะถ้าร้องเพลงแล้วปรบมือผิดจังหวะคือเพื่อนรู้ทันทีว่าอีนี่ไม่มาซ้อม หลังบูมอันลุ้นเหลือเสร็จไปก็ถึงโค้งสปิริต!!
 
ค้งสปิริต!!
โค้งสปิริต!!
 
ใครบอกว่าวิ่งขึ้นโค้งไม่ถึงจะเรียนไม่จบ ฉันหละเกือบจะหาไม่กับคำนี้ เดินๆวิ่งๆมาทั้งวัน แถมสุดท้ายต้องวิ่งตายสุดชีวิตเพราะกลัวเรียนไม่จบเนี่ยแหละ ปีนี้เราไม่ได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุ เพราะอะไรไม่รู้เหมือนกัน แต่วินาทีนั้นฉันก็อยากกลับเพราะเหนื่อย เปียก ง่วง หิว จนอารมณ์ซึ้งตรึงใจบิ้วไม่ขึ้น  ห้องน้ำห้าบาทคนต่อแถวยาวเป็นกิโล
 
เรากลับลงมาโดยรถแดงที่สโมสรนักศึกษาจัดไว้ และฉันก็กลับบ้านต่อในตอนเย็นวันนี้เป็นวันเสาร์  ดีนะที่ได้กลับบ้าน ฉันรู้มาว่าวันอาทิตย์น้ำหอไม่ไหลทั้งหมดทั้งมวล คนที่ไม่อาบน้ำ ก็เดือดร้อนกันไปตามระเบียบ  ขอหัวเราะเป็นภาษาญี่ปุ่นละกัน ณ จุดๆนี้ ฮุฮุ ฮิฮิ คะคะ คิคิ

..............................................................................................

เขียนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558
เผยแพร่ใน : http://dontrakaan.exteen.com/20150221/entry









ชีวิตช้างน้อยในรั้วม่วง ปี1 (1)

ย้อนกลับไปสามปีกว่าที่แล้ว ฉันก็เป็นเด็กน้อยบ้านๆคนหนึ่งที่สอบโควต้าเข้ามาเรียนใน มช.ได้  จะว่าไปสำหรับฉันการเข้ามาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยก็เหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนไปมาก สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่หอกับเพื่อน ไม่เคยกลับบ้านดึกดื่นเป็นสี่ห้าทุ่ม ไม่เคยมานั่งร้องเพลง จำเนื้อเพลง และนั่งปรบมือเข้าจังหวะเป็นชั่วโมง และนอกจากนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่เคยคุ้น
 
เริ่มต้นจาก...วันแรกที่เราต้องเข้าหอพัก ฉันมีรูมเมทเป็นเพื่อนสนิทจากโรงเรียนเดิม เพราะรุ่นพี่บอกว่าถ้าเราจองไม่ทันแล้วไปอยู่กับคนอื่น ถ้าโชคดีมีบุญก็จะได้รูมเมทจิตใจงาม ถ้าดันไปเจอพวกชอบยืม ซกมก รกรุงรัง อันนั้นก็ซวยไป กันไว้ดีกว่าแก้ ดังนั้นก็นัดแนะกันไว้ให้ดีตั้งแต่ตอนจองในเว็บนะตัวเธอว์
 
ห้องหอรอรักของเราสามคน คือหอ 1 หญิง เป็นหอที่ใกล้ 7-11 ที่สุด จะโชคดีอะไรขะไหนหนาด  แถมใต้หอเรายังร้านอาหารอร่อยๆอีกทั้งก๋วยเตี๋ยว ตามสั่ง ขนมจีน ส้มตำ ไอศครีม ผลไม้ น้ำหวาน สมบรูณ์พูนสุข 

แต่เมื่อมีที่ถูกใจก็ย่อมมีที่ไม่ถูกใจ ที่ต้องยอมรับแน่ๆคือเราอยู่ชั้นสี่ การเดินขึ้นบันไดสี่ชั้นทุกวันกว่าจะจบปีหนึ่งคงน่องโป่งไปตามๆกัน ยิ่งฤดูร้อนก็ยิ่งร้อนรนเพราะฉันอยู่ชุมชนใต้หลังคา 
ห้องนอนขนาดเล็กเตียงสองชั้น 1 เตียง เตียงเดี่ยว 1 เตียง ฉันขอนอนเตียงสองชั้นตัวล่างเพราะถ้าเพื่อนอ่านหนังสือดึกฉันเอาผ้าบังได้ง่าย อีกอย่างฉันไม่ชอบเห็นพวกข้างบนตู้ที่อยู่ระดับเดียวกับเตียงชั้นบนมากนัก (เป็นพวกจินตนาการฟุ้งซ่าน เวลาดึกดื่นในคืนค่ำ) 
 
เข้าหอพักช่วงแรกๆรู้สึกว่าอาหารการกินของเราจะดีมากเพราะแต่ละคนจะได้ของจากพี่รหัสมา ได้ขนมมาจนเต็มห้องขนมากองรวมกันกินได้เป็นเดือน ถ้าขนมหมดเราก็มีแผนสองคือมาม่า และกาต้มน้ำตามสูตรเด็กหอ แถมเพื่อนที่เป็นอิสลามของฉันพกกระทะไฟฟ้ามา เคยใช้ทอดไข่ด้วย ที่จริงในหอห้ามทำอาหาร และห้องของกรรมการหอก็อยู่อีกสองห้องถัดไป แต่กลิ่นไข่เจียหอมขจรกระจายไปทั่วอาจถึงดอยสุเทพเลยทีเดียว เสียวจะโดนไล่ออกหอแต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่าห้องไหนแอบทำไข่เจียว
 
สีสันอีกอย่างหนึ่งของเด็กหอคือปาร์ตี้มาม่า ขอแค่มีกระทะไฟฟ้าหรือหม้อหุงข้าวเพียงเท่านี้ท่านก็สามารถเป็นเจ้าภาพที่ดีได้ เชื้อเชิญพี่น้องผองเพื่อนมาโซ้ยแหลกกับมาม่าไข่ เมนูเด็ดในหัวใจ  ช่วงเวลาแสนสนุกจะทำให้มาม่าหมดอย่างรวดเร็ว แต่อย่าได้แคร์มาม่าเรามิเคยขาดใครมีกลับไปขนที่ห้องมาให้หมด
 
การรวมกลุ่มกันนอกจากเรื่องกินแล้ว ใกล้สอบก็เป็นโอกาสดีที่จะรวมกันมาติวเพราะปีหนึ่งยังมีวิชาที่เรียนเหมือนกันอยู่บ้าง ฉันพึ่งได้สัมผัสการอ่านหนังสือสอบของมหาวิทยาลัย มันยิ่งกว่าอ่านสอบโควต้าทั้งปี บางคนถึงขั้นอดหลับอดนอนโต้รุ่งเลย ฉันก็เคยครั้งหนึ่งไปอ่านกับเพื่อนที่ อมช. กลางคืนไม่นอน มาสลบกลางวันยันเที่ยง ครั้งแรก ครั้งเดียว เข็ดจริงๆ ครั้งต่อมาฉันเลยขอเซย์กู๊ดบายละกัน  (ทำไมมันใส่รูปไม่ได้นะ error ตลอด)

........................................................................

เขียนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558
เผยแพร่ใน : http://dontrakaan.exteen.com/20150220/entry


เรียนจบคณะวิทย์นี่น้องไปทำงานอะไรได้บ้าง?

ที่จริงแล้วนี่เป็นการเขียนรอบที่สอง ก็เพราะวันนั้นพิมพ์ในแทบเล็ตแล้วไม่รู้เขียนลงตรงไหนหายไปซะเกลี้ยงเลยเลยต้องมานั่งพิมพ์อีกรอบ 

การเขียนอะไรที่มันผ่านมานานอาจทำให้อารมณ์ ณ ตอนนั้นขาดหายไปบ้างนะ รู้สึกว่ามันไม่แซ่บเท่าที่วันนั้นที่เรื่องมันเกิดขึ้น

ตอนบ่ายวันหนึ่งในมหาวิทยาลัย ฉันกับเพื่อนกำลังจะไปซื้อของข้างนอก แต่ขณะที่เราเดินกันอยู่ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงมาทางเรา หน้าก็ดูเหมือนจะหาอะไรสักอย่างคิดว่าเขาคงหลงทาง ก็เลยลองถามให้ความช่วยเหลือ
 
เรา : หาอะไรอยู่รึเปล่าคะ
เขา : ปล่าวครับ พี่ไม่ได้หาอะไร แล้วน้องเรียนคณะอะไรครับ
เรา : คณะวิทย์ค่ะ (ตอบ และคุยต่อด้วยทั้งที่รู้สึกแปลกๆ)
เขา : อ๋อ ดีเลย งั้นพี่มีคำถามเดียวที่จะถามน้อง คำถามเดียวเท่านั้นครับ
เรา : อะไรเหรอคะ (รู้สึกว่าแปลกจังเลย มาไม้ไหนวะ ชวนไปขายตรงรึเปล่านะเนี่ย น่ากลัวจัง)
เขา : คือพี่อยากรู้ว่า น้องเรียนจบคณะวิทย์แล้วเนี่ย น้องไปทำงานอะไรได้บ้างครับ
 
ก่อนตอบคำถามขอบอกตามตรงเลยว่า เหมือนโดน ไอซ์บักเกตชาเลนจ์ราดหัวลงมา 

ประหลาดใจจริง และสงสัย อะไรคือการที่คนๆหนึ่งเดินมาหาคำตอบแบบนี้
เป็นคำถามที่ฉันไม่ค่อยได้เจอ 

แต่ใครจะเชื่อว่าวันหนึ่งจะมีคนเหมือนกับอะไรไปดลใจให้เขาตรงดิ่งมาถามคำถามนี้กับฉัน 

เมาหัวแท้!! ผ่านไปสามวินาทีฉันก็เรียกสติกลับคืนมา กับการตอบคำถามที่รออยู่ตรงหน้า 

เพื่อนเราก็งง เราก็ยิ่งงง 

แต่สกิลการตอบคำถามแบบเมญ่า(MTW 2014) ก็เข้าสิง ทำให้ตอบแบบมั่นใจว่่า
 
เรา : จบไปแล้ว สามารถทำงานได้ทุกอย่างที่ชอบ และอยากเป็นค่ะ เพราะว่าวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของอีกหลายศาสตร์ที่ต่อยอดออกไปได้ วิทยาศาสตร์ทำให้เรามีการคิดอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน มีกระบวนการคิด และใช้เหตุผลในการตัดสินใจคะ ดังนั้นไม่ว่าจบไปแล้วอยากเป็นอะไรก็เป็นได้หมดค่ะ ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องไปอยู่ในแลป หรือเป็นอาจารย์เสมอไป
 
ก่อนจะเข้ามาเรียนคณะนี้ ฉันก็เคยได้ยินว่าเรียนวิทยาศาสตร์หางานยาก ง่ายๆคือไม่ค่อยมีงานทำ(หมายถึงในประเทศ และกับคนที่ไม่ได้เก่งเหมือนลงมาจากสวรรค์อะนะ) บางที่ก็มักจะรับคนที่จบเฉพาะด้าน เช่น เทคนิคการแพทย์ อุตสาหกรรมเกษตร แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ จริงแล้วมันอยู่ที่เราไปกำหนดว่าเราจบคณะนั้น คณะนี้ แล้วต้องได้ทำงานที่ตรงสาย ไม่งั้นจะเรียนมาทำไมมากกว่า สิ่งนี้เป็นคอกที่กันเราไม่ให้กล้าเข้าไปวิ่งเล่นกับชีวิตใหม่ การเรียนรู้ใหม่ๆ 
 
เพราะฉันก็เคยคิดแบบนั้นมาก่อน ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ แต่พออยู่ถึงปีสองปีสามก็เจอกันรุ่นพี่ที่จบไป บางคนก็เรียนต่อเพราะงานหาทำยาก (ก็มีบางส่วนที่เค้าเรียนเพราะอยากเรียนไม่อยากเว้นปี) และมีพี่บางส่วนที่จบไปแล้วทำงานไม่ตรงสาย 

แล้วพอวันหนึ่งไปตกหลุมรักการท่องเที่ยว และโรงแรมก็ทำให้ฉันอยากกระโดดออกจากคณะวิทยาศาสตร์ไป เพราะคิดว่าทางโน้น ดึงดูดใจกว่า สนุกกว่า ท้าทายกว่า และถามตัวเองว่าแล้วเรายังจะเรียนวิทยาศาสตร์ไปเพื่ออะไร จบไปทำงานอะไรได้ 
 
แต่การที่อยู่ๆก็มีคนมาถามแบบนี้กับเรา ฉันคิดว่าเหมือนกับเขาถูกใครบางคนกำหนดให้มาตั้งคำถามกับตัวฉันเอง เหมือนได้เจอกระจกเงาที่สะท้อนคำตอบจากใจ ฉันตอบโดยบางส่วนได้ยินมาจากคนอื่น และบางส่วนก็คิดเองเอาตอนนั้น พอกลับมาคิดถึงอีกทีฉันถึงกับตกใจว่า การเรียนในคณะวิทยาศาตร์ที่แสนน่าเบื่อของฉัน จรีิ้งแล้วในใจฉันมองเห็นข้อดีขนาดนี้เลยเหรอ 
 
 
ฉันไม่รู้ว่าชายคนนั้นเป็นใครเพราะจากวันนั้นก็ไม่ได้เห็นเขาอีกเลย แต่ขอบคุณมากที่ใครบางคนบนฟ้า(ฟังดูเพ้อเจ้อมาก) ส่งเขามาเป็นกระจกที่สะท้อนใจของฉันเอง ถ้าอยู่คนเดียวก็คงไม่คิดได้อย่างนี้ ขอบคุณมากคะ
 
และสำหรับบางคนที่คิดว่าเรียนไปแล้วทำงานไม่ตรงสาย เราจะเสียเงินเรียนไปทำไม
ฉันอยากจะบอกว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้อยู่นี่ วันหนึ่งในอนาคตความไม่แน่นอน คือสิ่งที่แน่นอนที่สุด
เราอาจได้ใช้สิ่งที่เรียนมาในสถานการณ์สำคัญของชีวิตก็ได้ ใครจะไปรู้อนาคต
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเราได้รู้ในสิ่งที่คนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนไม่รู้ และสิ่งนี่เองทำให้เราเป็นคนที่พิเศษ
อย่าปิดกั้นตัวเองให้ทำงานแต่เพียงในสิ่งที่เรียนมา เพราะรสชาติของการเรียนรู้ในสิ่งใหม่รอบๆตัว
มันอาจมีความอร่อยที่เราติดใจกว่าก็เป็นได้

.....................................................................

เขียนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2557
เผยแพร่ใน : http://dontrakaan.exteen.com/20140829/entry



พ่อฉันอยากไปดาวอังคาร


ช่วงนี้อารมณ์ฉันฉุนเฉียวง่าย เครียด รำคาญคนรอบข้าง คิดมากไปต่างๆนานา แล้วข้อเสียคือการเอาอารมณ์ร้อน และความเครียดมาลงกับคนในครอบครัว จนทำให้พ่อกับแม่ไม่สบายใจ เพราะเรามีกันอยู่สามคนดังนั้นการคุยกันถึงปัญหาของคนใดคนหนึ่งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องช่วยกันหาทางแก้
ส่วนหนึ่งจากการกินอาหารเย็นร่วมกันวันนี้ หลังจากที่พ่อ และแม่บอกว่าฉันเปลี่ยนไป อารมณ์ร้าย และมักจะเอามาลงกับครอบครัวบ่อยๆ (ซึ่งไม่ดีเลย)

ฉัน : ที่เครียดก็เพราะลูกคิดมาก ไหนต้องทำโปรเจกต์ ไหนจบไปจะต้องทำงานอีก ดูพี่ที่จบไปสิจบแล้วเค้าก็ได้งานทำ มีเงินซื้อรถ มีเงินใช้ ไหนเราจะต้องจ่ายหนี้สิน แล้วจะจบไปจะทำงานอะไรยังไม่รู้เลย อยากทำงานอะไรที่ทำให้ไม่เบื่อก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปหางานอะไรทำถ้าเรียนจบ ลูกเครียดจริงๆนะ ทุกวันนี้ลูกคิดถึงอนาคตเรานะไม่ใช่ไม่คิดเลย 

พ่อ : ลูกคิดมากเกินไป อยู่กับอนาคตมากเกินไป ถ้าเกิดวันหนึ่งลูกกลับบ้านมาแล้วเจอพ่อนั่งเครียด 
ถามว่าเป็นอะไร แล้วพ่อตอบลูกว่าพ่อเครียด พ่ออยากไปดาวอังคาร ไม่รู้จะไปยังไง ไม่รู้ต้องทำยังไงถึงจะได้ไป แล้วเอาเงินไหนไปดาวอังคาร ทุกวันนี้ก็ไม่รู้จะตายวันไหนพ่อเครียดพ่อกลัวตายก่อนจะได้ไปดาวอังคาร เครียดจริงๆนะ ถ้าลูกได้ยินแบบนี้ลูกจะคิดว่าพ่อบ้าไหม บ้าที่คิดถึงอะไรที่ยังมาไม่ถึง คิดถึงอนาคตจนลืมว่าเราอยู่ในปัจจุบัน

จริงสินะฉันไม่ค่อยคิดถึงตอนนี้ วันนี้ ฉันมักคิดถึงอนาคต กับฝันเป็นส่วนใหญ่ จนเอามาคิดเครียดและกลัว กลัวว่าเราจะทำไม่ได้ กลัวเราจะลืม กลัวว่ามันจะเป็นเพียงความฝัน โดยลืมไปว่าที่จริงแล้วเราก็ต้องเดินจากปัจจุบันอย่างมั่นคงนี่แหละ ก่อนจะเดินไปหยุดตรงที่แสงไฟสว่าง แล้วค่อยหันกลับมามองถึงความพยายามทั้งหมด ถ้าเราไม่ก้าวไปแล้วจะมีวันที่เรายืนจากที่สว่างนั้นหันกลับมามองจุดที่เราเดินมาได้ยังไงเล่า...

..................................................................................

เขียนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2557
เผยแพร่ใน : http://dontrakaan.exteen.com/20140829/entry-2

มองมุมใหม่ ปิดตาไว้ เอาใจมอง

ปกติฉันมักตะลอนเที่ยวไปทั่วในวันว่าง บางครั้งก็วางแผนก่อน (มันมีความสุขมากนะที่ฝันหวานถึงแผนเที่ยววันพรุ่งนี้) แต่บางทีก็นึกอยากจะไปก็ไปเฉยๆ ซะอย่างนั้น ค่อยคิดเอาเองว่าจะไปโผล่ที่ไหน 

แม้จะเที่ยวบ่อยๆ แต่ทุกครั้งก็มักจะมีเรื่องราวเข้ามาให้เราได้เรียนรู้แตกต่างกันไป ให้พบเจอเพื่อนใหม่ไม่เคยซ้ำ 

เรื่องที่อยากจะบันทึกไว้ในวันนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจ  ที่ฉันคิดได้จากการพบเจอคนแค่ไม่กี่คน แต่กลับทำให้มุมมองความคิดฉันเปลี่ยนไปมาก 

วันนั้นเป็นวันที่ฉันแว๊นเที่ยวรอบเชียงใหม่ ตอนเช้าขึ้นดอยสุเทพ ลงมาเที่ยววัด กินข้าวแถวๆสามกษัตรย์ เที่ยวพิพิธภัณฑ์ต่อ ปิดท้ายด้วยถนนคนเดินท่าแพ (วันอาทิตย์) 

แต่ระหว่างที่รอเวลาถนนคนเดินจะเปิดฉันก็คิดได้ว่าในตัวเมืองเชียงใหม่มี "คุกกลางเวียง" หรือทัณฑสถานหญิง (ซึ่งตอนนี้ได้ปิดทำการไปแล้ว) แต่ฉันก็ยังไม่เคยเห็น และไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ตอนนี้ยังพอมีเวลาอยู่เลยวนหา วนไปวนมาถึงได้รู้ว่าฉันผ่านมันเป็นสิบรอบแล้ว

พอฉันเดินสำรวจดูก็เห็นแค่ประตูปานใหญ่ถูกปิด ขนาบซ้าย-ขวาด้วยรูปปั้นปืนใหญ่ดูน่าเกรงขาม (เรียกว่าน่ากลัวเลยดีกว่า) ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นร้านกาแฟ และมีบริการนวดแผนโบราณด้วย  ซึ่งเป็นร้านของทัณฑสถานหญิงที่ใกล้จะปิดร้านเพราะเย็นมากแล้ว ฉันเห็นผู้หญิงสองสามคน รดน้ำต้นไม้บ้าง ตากผ้า ตัดหญ้า 

แต่ที่น่าสงสัยคือทำไมทุกคนใส่ชุดเหมือนกันเลย?

แล้วฉันก็คิดได้ว่าเฮ้ย!นี่คือนักโทษหญิงนี่นา 

หลังจากนั้นคำถามที่เกิดในหัวก็โผล่ขึ้นมามากมาย เช่น 

ทำไมถึงให้นักโทษออกมาทำงานได้?

ไม่กลัวเค้าหนีไปเหรอ?

หรือไม่กลัวว่าเขาจะทำให้คนอื่นตกใจหรือ?

 ฉันไม่รู้จะตอบคำถามที่มันกองในหัวได้อย่างไร ฉันยอมรับว่าก็กลัวเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร 

แล้วสิ่งที่ทำให้ฉันคิดได้และเปิดหัวใจของตัวเองคือ ฉันย้อนกลับมาคิดได้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าฉันเขาไม่ได้ถูกคุมขังเลย คนที่ถูกคุมขังก็คือใจของฉันเอง ฉันคิดเสมอว่าคนเราย่อมมีโอกาสแก้ตัวเมื่อผิดพลาด ทุกคนก็ต่างเคยทำอะไรผิดพลาดไปทั้งนั้น แต่ทำไมวันนี้ฉันกลับตั้งคำถามกับคนอื่นแบบนี้ แค่ความคิดฉันก็ไม่ได้ให้โอกาสกับความผิดของคนอื่นแล้ว ฉันไม่ได้เปิดโอกาสให้ใจของฉันด้วย ฉันยังใจแคบและตัดสินคนจากภายนอก ทั้งๆทีเราทุกคนก็เคยทำอะไรผิดพลาดไม่มากก็น้อยกันทั้งนั้น และถ้าเป็นฉันทีผิดพลาดฉันก็ต้องการโอกาสแก้ไขเหมือนกัน เพราะอันที่จริงแล้วทั้งฉันเอง และผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าฉันเราไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันเลย 

จากสิ่งที่คิดได้ในวันนั้นทำให้ฉันรู้จักมองผู้อื่นในมุมของเขาด้วย เปิดใจตัวเอง ให้โอกาสกับความผิดพลาดของตัวเองและคนอื่น อาจไม่ 100% และเสมอไป แต่ฉันก็มีความสุขที่ได้ทบทวนตัวเอง ได้ค้นใจตัวเองว่ามีจุดมืดบอดอยู่ ดีที่ยังแต่งแต้มสีใหม่ลงไปได้ทัน 

และหากมีวันว่างอีกในครั้งหน้าฉันจะไปนั่งกินโกโก้เย็นที่ร้านนี้ให้ได้เลย...

.............................................................................

เขียนเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2558
เผยแพร่ใน : http://dontrakaan.exteen.com/20140820/entry

คำทักทาย...ที่หายไป


นานแล้วไม่ได้กินข้าว อมช. เพราะอยู่ใกล้โรงอาหารไบโอก็เลยไม่ค่อยได้ไปกินที่อื่น
วันนี้เลยนัดกับเพื่อนว่าเราเปลี่ยนบรรยากาศไปกินกันที่ อมช. ดีกว่า 
อมช.ที่จริงคือองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
แต่หลายคนเข้าใจว่า อมช. = อาหาร มช. เพราะชั้นบนของสำนักงานมีศูนย์อาหารอยู่

ที่นี่ตอนกลางวันคนจะแน่นมาก ทั้งนักศึกษา เจ้าหน้าที่ คนนอก และบางวันก็มีกิจกรรมพิเศษ 
เรามากันตอนเที่ยงพอดี ก็เลยไม่มีที่นั่งข้างใน สุดท้ายโต๊ะข้างนอกยังว่างอยู่ถึงจะร้อนมากแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่

เรานั่งกันได้ไม่นาน ก็มีชายคนหนึ่งน่าจะเป็นนักศึกษาต่างชาติ มองๆที่นั่งว่างอยู่แล้วก็เข้ามานั่งข้างๆ

ตอนนั้นคือหัวโต๊ะด้านหนึ่งมีเรากับเพื่อนนั่งคุยกัน กลางโต๊ะคือนักศึกษาต่างชาติ หัวโต๊ะอีกด้านเป็นกลุ่มน้องคณะพยาบาล ไม่มีใครทักทายใครนอกจากกลุ่มของตัวเอง จนกระทั่งชายคนนั้นเดินออกไป เพื่อนก็ถามฉันว่า

เพื่อน :  กาแฟ ทำไมเธอไม่ทักเขา
ฉัน : อ่าว ฉันว่าเธอไม่ทักก็เลยไม่ทัก
เพื่อน : แล้วทำไมเราไม่ทักเขา นี่ตอนเราไปเดนมาร์คคนที่นั่งก่อนเค้าก็จะทักคนที่มาทีหลังนะ
ฉัน : เออ นั่นสิทำไมเราไม่ทักเขานะ
เพื่อน : เราว่าเมืองไทยนี่ไม่ยิ้มแล้วนะ ฝรั่งยังยิ้มมากกว่าอีก

ฉันเลยมาคิดว่าทำไมน๊า เราถึงไม่เป็นคนเริ่มต้นทักทาย และสนใจคนรอบข้างที่มีตัวตนจริงๆ 
แถมบางคนยังให้ความสำคัญกับคนแปลกหน้าที่แอดเฟรนด์มาใน facebook มากกว่าซะอีก  
หรือว่าเราไว้ใจคนรอบข้างน้อยลง แล้วสนแต่ทางเดินของตัวเอง 
ฉันยังหาคำตอบไม่ได้เลยเพราะอาจไม่ใช่ฉันคนเดียวที่รู้สึกเหมือนกัน

......................................................................................

เขียนเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2558 
เผยแพร่ใน :http://dontrakaan.exteen.com/20140915/entry

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อ่างขาง...หนาวกาย แต่อุ่นใจ


        วันก่อนจินดามลคงเหนื่อยมาก น่าจะสะสมมาหลายเรื่อง จนมันล้นออกมาเป็นน้ำตา แล้วขึ้นสถานะบนเฟซบุ๊ค

        ฉันจะทำอย่างไรได้  ฉันจะช่วยอะไรจินดามล ช่วยทำแลปเหรอ ช่วยแก้ปัญหาเหรอ ก็มีแต่จินดามลทำได้คนเดียว

        รู้อย่างนี้ก็ไม่สบายใจเลย

        จินดามลเป็นเพื่อนที่เราเจอกันตอนฝึกงานอ่างขาง  ก็เหมือนกับเพื่อนคนอื่นที่เราได้เจอ ต่างคนมาจากต่างมหาวิทยาลัย  วันแรกก็วางฟอร์มอยู่กลุ่มใครกลุ่มมัน วันหลังๆมาเริ่มรั่ว  จนสุดท้ายเราหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

        ฉันและจินดามลคิดเหมือนกันว่า วันเวลาที่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ช่วงหนึ่งในชีวิตของเรา 

        เราได้เรียนรู้เรื่องการเกษตรที่เราไม่เคยได้เข้าไปสัมผัสมาก่อน  เราได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งเพื่อนเดียวกันและพี่ๆรุ่นใหญ่  เราได้ออกไปพบปะกับคนในชุมชน เราได้หัดพูดภาษาใหม่ที่ไม่คิดว่าจะได้พูด ที่แม้จะเป็นเพียงสองสามคำ และตอนนี้ก็ลืมไปแล้ว  เราได้กินอาหารที่เราคิดว่าแปลกแต่ก็ทำให้เรามีพลังทำงาน  เราได้อดหลับอดนอนปั่นงานคืนสุดท้าย  เราได้เมาเหล้าบ๊วยและจิบชาดำให้สร่างเมา  ความทรงจำเหล่านี้เรายังเก็บมันไว้บนนั้น

         ฉันโทรไปหาจินดามล แต่ด้วยสัญญาณที่ขัดข้องทำให้ได้ยินแต่เสียงของจินดามลฝ่ายเดียว และฉันรู้ว่าจินดามลร้องไห้

        ทำอย่างไรจะให้วันเวลาดีดีมันย้อนกลับมาตอนนี้ วินาทีนี้


        ฉันส่งรูปแพะน้อย ที่เราได้ป้อนนมให้ตอนเข้าชมรมปศุสัตว์ เป็นรูปแรก  และบอกเธอว่าตอนนี้มันน่าจะโตแล้ว  ฉันยังไม่ลืมวิธีรีดนมแพะนะ



        ฉันส่งรูปที่แอบถ่ายจินดามลตอนที่เธอเดินทางมาถึงวันแรกให้จินดามลดู  มัดผมหางม้า ใส่เสื้อยีนส์ กระโปรงสีกรม  รูปนี้ถ่ายก่อนเราจะได้ทักกันครั้งแรกด้วยซ้ำ



        ฉันส่งรูปต้นสาลี่ ที่จินดามลได้เด็ดผลส่วนเกินออก ในงานไม้ผลวันแรกของจินดามลให้ดู  เวลากินสาลี่เธอจะคิดถึงวันที่ได้เด็ดผล ได้ห่อผลมันบ้างรึเปล่า



        ฉันส่งรูปหมู่ของพวกเราที่หน้าเปื้อนแป้ง หลังจากเฉลยบัดดี้ บัดเดอร์กันเสร็จ  วันที่เราอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่ตีนดอย




        ตามด้วยต้นบ๊วยที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เรามาที่นี่  และฉันยังคิดถึงตอนที่ไปนอนใต้เงานั้นได้อยู่เลย



        ตราปั๊มที่เราเดินตระเวนทั่วสถานีเพื่อล่ามันมาไว้ในสมุดบันทึก  คิดว่าเรามีเหมือนกัน



        ฉันส่งรูปแอบถ่ายจินดามลตอนที่เหนื่อยมาก หลังจากลุยงานมาทั้งวันให้ดู  ยังจำเสื้อสีเหลืองรูปลิงได้อยู่เลย


        รูปสุดท้ายที่ส่งคือรูปของสวนพี้ช ไม่ก็บ๊วย ในวันที่หมอกลงบังทัศนียภาพนิดหน่อย



        ไม่ใช่แค่จินดามล  ฉันเองก็เหมือนได้กลับไปอยู่ที่นั่น

        ต่อให้วันนี้เรากลับไปทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม  พี่บางคนอาจห่างหายไป ต้นซากุระที่ปลูกไว้อาจเติบใหญ่ดอกบานสะพรั่ง บ๊วยอาจเก็บผลผลิตได้หลายรอบ  และลูกแพะตัวนั้นอาจกลายเป็นแม่แพะที่ให้นมสดหอมมัน

        แต่วันเวลาที่เกิดขึ้นในเดือนมีนา-เมษาปีนั้น ยังอยู่ในใจค้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่เปลี่ยนไปไหนเลย